เมื่อโลกใบเก่าจบลง โลกใบใหม่ก็เปิดขึ้น
หลายครั้งที่เราเปิดหน้าข่าว จะพบเรื่องราวธุรกิจจำนวนหนึ่งที่อาจไม่ได้เข้ากับยุคใหม่ เลยพากันปิดกิจการไป บางคนก็บอกว่าเครื่องยนต์ที่ขับดันเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ หายไปทีละตัว
แต่แน่นอนว่า โอกาสใหม่ยังคงมีอยู่เสมอ และกำลังรอที่จะเปิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการจัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนำร่องระดับนานาชาติ ชื่อว่า ‘THE WORLD ENDS_: Bangkok International Design Expo’ ณ สถานที่ของคนทำงานศิลปะของศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Asvin ซึ่งความน่าสนใจนั้นอยู่ที่ผู้จัดงานนี้ เพราะเป็นการขยับมาทำงานในพื้นที่ใหม่ของ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. หรือ TCEB ที่ปกติเรามักจะเห็นเป็นผู้สนับสนุนงานไมซ์ทั่วประเทศไทย
การขยับมาสนับสนุนงานในอุตสาหกรรมออกแบบและสร้างสรรค์ในครั้งนี้จึงเรียกว่าน่าจับตาเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความถนัดในการสนับสนุนการจัดงานและพัฒนาเครือข่ายทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของอุตสาหกรรมงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าของไทย ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการเชื่อมโยงเครือข่ายนักออกแบบ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์จากนานาประเทศ เปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีสากล และเป็นจุดเริ่มต้นของการดึงงานด้านการออกแบบระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
และน่าจะทำให้กรุงเทพฯ รวมถึงประเทศไทย เข้าใกล้การเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบระดับนานาชาติไปอีกก้าวหนึ่ง
เพื่อให้เราเข้าใจถึงวิธีคิดที่มาที่ไปและเบื้องหลังแนวคิดของการก้าวมาพัฒนางานด้านอุตสาหกรรมออกแบบและสร้างสรรค์ครั้งนี้ เราจึงขอคุยกับ ต้น-ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ถึงรายละเอียดและวิสัยทัศน์ของการผลักดันงานในครั้งนี้

1
เราเริ่มต้นกับคุณต้นถึงบทบาทหน้าที่ของ TCEB ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก คุณต้นเริ่มเล่าให้เราฟังถึงพันธกิจและบทบาทหลัก ๆ ที่มีหลากหลาย
ทั้งเรื่องของการเป็น National Bidder คือการเป็นหน่วยงานรัฐหน้าที่ประมูลสิทธิ์และดึงงานระดับนานาชาติเข้ามาในประเทศไทย โดยเน้นงานที่เป็นการติดต่อกันระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ หรือ B2B และดูแลงานในกลุ่ม MICE ซึ่งประกอบด้วยการประชุมองค์กร (Meetings), การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentives), การประชุมวิชาการ (Conventions) และงานแสดงสินค้า (Exhibitions) รวมถึง Mega Events และเทศกาลนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ช่วยพัฒนาเมืองที่มีศักยภาพด้านการเป็น MICE CITY ทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงเทพฯ พัทยา ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา
เมื่อเราได้ฟังบทบาทหน้าที่ที่ดูเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในสเกลขนาดใหญ่มาก เราจึงตั้งคำถามต่อว่า ทำไม TCEB ถึงหันมาสนใจเรื่องของงานด้านออกแบบและสร้างสรรค์
“เรามองว่างานออกแบบคือเทรนด์สำคัญเทรนด์หนึ่งของโลก โลกปัจจุบันเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งมีส่วนช่วยปรับให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหรือ Destination แห่งใหม่นอกเหนือจากเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างที่เป็นมา

“ในประเทศไทยเองก็มีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์หรือ The UNESCO Creative Cities Network (UCCN) อยู่ 9 เมือง ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ สุโขทัย เพชรบุรี เชียงราย สุพรรณบุรี น่าน สงขลา โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ได้รับเป็นเมืองสร้างสรรค์จากเรื่องการออกแบบโดยเฉพาะ จากการมีระบบนิเวศที่เหมาะและเอื้อกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา อุตสาหกรรม หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการจัดงานอีเวนต์ที่ต้องมีการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ” คุณต้นเล่า
ประเทศไทยพร้อมมากทั้งในเรื่องของการออกแบบ หลายคนอาจคิดถึงเรื่องของความสวยงามอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วขอบเขตของการออกแบบและงานสร้างสรรค์ขยายไปยังหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม คาแรกเตอร์ ภาพประกอบ อาหาร ไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในไทยสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท
ในเรื่องของความพร้อมในมิติอื่น ๆ ก็ดีมากเช่นกัน ทั้งเรื่อง Hub การบิน ด้วยระยะทางจากไทยไปยังเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในระดับไม่เกิน 3 ชั่วโมง โรงแรมที่พักก็มีมากมาย ศูนย์ประชุมศูนย์แสดงสินค้าก็มีพร้อมรับงานทุกระดับ ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะจัดงานด้าน Medical, Wellness, Energy หรือ Technology แต่ยังไม่ค่อยมีการจัดงานด้านออกแบบและสร้างสรรค์
“TCEB อยากสร้างการเชื่อมโยงให้งานสร้างสรรค์ของไทยเข้าถึงโดยนานาชาติ จึงเกิดเป็นความคิดอยากทำสิ่งที่เราถนัดทำอยู่แล้วนั่นคืองานไมซ์ที่มีนานาชาติเข้าร่วม และดึงงานที่มีชื่อเสียงมาจัดในไทย เพื่อให้นักออกแบบหรือคนทำงานสร้างสรรค์มีโอกาสเข้าถึงงานเหล่านี้ และสร้างการต่อยอดพัฒนาต่อไปได้ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์อีกหนึ่งตัวที่จะดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้นได้” คุณต้นอธิบายถึงที่มาที่ไปและกลยุทธ์ในระยะยาว

2
คุณต้นและทีมอธิบายให้ฟังว่า งาน Trade Fair เน้นการจัดงานให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้ซื้อ และนำไปสู่การเจรจาการค้าและส่งออกสินค้าเป็นหลัก แต่รูปแบบงานครั้งนี้จะมองไปที่การทำให้งานเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ด้วยการทำ Showcase ดึงผลงานจากศิลปินต่างชาติมา มีเวที Visionary แสดงวิสัยทัศน์ มีการสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั้งไทยและนานาชาติ และมีความสามารถที่จะดึงผู้จัดงานระดับโลก ทั้งงานแสดงสินค้าชั้นนำหรือผู้จัดงาน Design Week จากทั่วโลก ให้เข้ามารวมอยู่ในงาน เพื่อให้เกิดโอกาสการขายงานเป็นชิ้นหรือสิทธิ์เพื่อการจัดแสดงได้ต่อไปในอนาคต นักออกแบบไทยก็จะมีช่องทางในการทำงานเพิ่มมากขึ้น
“เรามองว่าสิ่งสำคัญคือการทำแพลตฟอร์มของงานให้เป็นตัวอย่างในการสร้างเครือข่าย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักศึกษา หรือผู้มีชื่อเสียงอยู่แล้วให้มาสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความเชื่อมโยงของงานได้” คุณต้นย้ำอีกครั้ง
เราสนใจในเรื่องต้นทุนด้านความคิดและวัฒนธรรมของไทย จึงถามคุณต้นต่อไปว่า นักสร้างสรรค์ชาวไทยมีลักษณะ จุดได้เปรียบ หรือต้นทุนอะไรที่แตกต่างอีกบ้างไหม
“ประเทศไทยมีคนทำงานสร้างสรรค์เยอะมากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งมีความหลากหลาย เรามีทั้งสถาปนิก ครีเอทีฟโฆษณา นักออกแบบกราฟิก นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) Digital Creator และมีความสามารถสูงมาก หลายคนได้รับรางวัลจากงานประกวดหรือรางวัลจากการทำงาน มีคนที่เดินทางไปบรรยายที่ต่างประเทศ

“เรามีสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการและแบรนด์ที่ให้ความสนใจและให้โอกาสคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก และจากการพูดคุยกับนักออกแบบหลายคน พวกเขามีการรวมตัวกันในรูปแบบสมาคมและติดต่อกันอยู่แล้ว แต่ยังขาดเวทีในการรวมตัวหรือมาผลักดันบางสิ่งร่วมกัน การจัดงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในไทยจึงเป็น ‘ทางลัด’ ที่จะช่วยสร้าง Environment และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันมากขึ้นให้คนทำงานในการติดต่อจากนานาชาติต่อไป” คุณต้นสรุปถึงต้นทุนและโอกาสที่จะเกิดขึ้น
3
หลังจากถามคำถามหนัก ๆ ไปแล้ว เราเลยถามถึงเรื่องเบา ๆ กันบ้าง อย่างชื่อของงานแถลงข่าวนั้นความหมายที่อยู่ในชื่อ THE WORLD ENDS นั้นมีที่มาอย่างไร
“ในทีมที่ปรึกษาของเรามีทั้งนักออกแบบและคนทำงานสร้างสรรค์ ต่างก็มองกันว่าเป็นเรื่องของจุดสิ้นสุดและการเริ่มต้นใหม่ โลกยุคนี้อาจจะมาถึงการเปลี่ยนแปลงของการออกแบบจากในอดีต เราเลยอยากตั้งคำถามถึงการออกแบบในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร รูปแบบไหน อาจจะเป็นการสร้างแนวคิดใหม่ บทสนทนาใหม่ เป็นเหมือนการตั้งคำถามและจุดประกายใหม่ ว่าอนาคตของการออกแบบจะเป็นไปในรูปแบบไหน” คุณต้นเล่าพร้อมรอยยิ้ม
ในมุมมองของผู้อำนวยการ คุณต้นคาดหวังผลจากการจัดงานไมซ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะไหนบ้าง
“ในฐานะของ TCEB หน้าที่ของเราคือสนับสนุนและดึงงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามา ก่อนจะทำได้เราต้องศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละ Segment ก่อน และดูว่าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศหรือเปล่า ซึ่งอุตสาหกรรมออกแบบและสร้างสรรค์ก็อยู่ในนโยบายเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ดังนั้นภายใน 3 ปี เราจะเริ่มมีงานในกลุ่มนี้เข้ามาไม่ต่ำกว่า 2 งาน โดยรายได้จากอุตสาหกรรมนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในประเทศไทยใน พ.ศ. 2568 มีทั้งหมด 98,540 ล้านบาท และจำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ 23.6 ล้านคน เติบโตขึ้นร้อยละ 5.64 เมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2567 ซึ่งเราคาดหวังว่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศมีหนทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ ขึ้นมา ผ่านการเป็นศูนย์กลางการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าด้านการออกแบบระดับโลกต่อไปในอนาคต” คุณต้นทิ้งท้ายถึงเป้าหมายที่อยากจะพาประเทศไปให้ถึง
และเราเชื่อเป็นอย่างมากว่า นี่น่าจะเป็นโลกใบใหม่ที่เปิดขึ้นมา และเต็มไปด้วยความหวังของประเทศต่อไปในอนาคตจริง ๆ

Website : www.tcebtheworldends.com
