ผมมีนัดพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือดและปลูกถ่ายอวัยวะ ที่โรงพยาบาลเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านมะเร็ง
ใครเคยผ่านไปแถวถนนวิภาวดีรังสิตช่วงหัวมุมที่ตัดกับถนนแจ้งวัฒนะ น่าจะเคยเห็นอาคารใหญ่โตที่มีทั้งป้ายสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ และอีกหลายป้ายด้านใน
คนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่า พื้นที่แห่งนี้คืออะไร
ผมก็สงสัย
ผมเดินเข้ามาในตึกศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ แล้วกดลิฟต์ขึ้นชั้นบน ประตูเปิด ผมก็เดินต่อไปยังห้องที่มีป้ายชื่อ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อยู่ด้านหน้า เจ้าของห้องนั่งรออยู่ด้านใน ส่วนผมหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้าม
วันนี้ผมไม่ใช่คนไข้ แต่เป็นคนเขียน เลยไม่ถูกคุณหมอซักประวัติ เป็นผมต่างหากที่ทำหน้าที่ถามคุณหมอ


โรงพยาบาลรัฐ
“ที่นี่ถือเป็นโรงพยาบาลภายใต้กำกับของรัฐ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตอบคำถามที่หลายคนอยากรู้มากที่สุด เขาอธิบายให้เห็นภาพว่าโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้คณะแพทย์ และอยู่ใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่นี่อยู่ภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี
ส่วนที่มานั้น เริ่มจากองค์ประธาน ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานที่จะนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร ทรงเป็นนักวิจัยที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ และทรงมีผลงานค้นคว้าวิจัยที่เป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่การค้นพบกลไกการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย
ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อทรงช่วยเหลือและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนชาวไทยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ใน พ.ศ. 2546 ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง’ ขึ้นและเมื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ พระราชทานนามใหม่ว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาภรณ์’

พ.ศ. 2549 ทรงเปิดศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ด้วยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสร้างภาพในระดับโมเลกุลทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในประเทศไทย โดยทรงวางแนวทางการดำเนินงานและทรงติดตามการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเพื่อให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โรคระบบประสาท โรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเกิดประโยชน์ความคุ้มค่าอย่างสูงสุด
พ.ศ. 2552 เสด็จเปิดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง เชื่อมโยงการรักษาทางคลินิกและการวิจัยเชิงลึก ควบคู่กับการส่งเสริมการป้องกันมะเร็งเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
พ.ศ. 2558 ทรงมีพระดำริให้ขยายขอบข่ายการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ให้ครอบคลุมโรคต่าง ๆ ได้มากขึ้น นอกเหนือจากโรคมะเร็ง ด้วยพระกรุณาคุณโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง ส่วนต่อขยายเพิ่มเติมการให้บริการทางแพทย์จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทุกโรคให้กับประชาชน
พ.ศ. 2559 ทรงก่อตั้ง ‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ เพื่อสร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคคลากรทางการแพทย์
พ.ศ. 2563 ทรงเปิด ‘โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ’ ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งให้เข้าถึงกลุ่มยารักษามะเร็งได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

เทคโนโลยีและโอกาส
เมื่อคุณหมอสุรศักดิ์เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ตัดสินใจมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ต่อ หลังจากที่มาเดินดูการทำงานของโรงพยาบาลอยู่หลายรอบ
“ผมเห็นโอกาสเยอะมาก ที่นี่เป็นองค์กรที่มีความพร้อม มีศักยภาพสูงมาก” คุณหมอเล่าต่อว่า สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ จุดเด่นของที่นี่ คือศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2549 อธิบายอย่างง่าย คือเครื่องเพทสแกน (PET Scan) มีทั้งระบบ CT Scan (ใช้รังสีเอกซเรย์) และ ระบบ MRI (ใช้คลื่นความถี่วิทยุ) ใช้การฉีดสารเภสัชรังสีให้คนไข้ เซลล์มะเร็งจะจับกับสารนี้ ทำให้สแกนแล้วเห็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งต่างจากการฉีดสีที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ตรงการฉีดสีเป็นการดูระดับกายภาพ แต่ฉีดสารเภสัชรังสีเป็นการดูระดับเซลล์ ที่นี่เรามีทั้งเครื่อง PET/CT และ PET/MRI ซึ่ง PET/MRI เป็นอุปกรณ์ที่มีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย
สารเภสัชรังสีเหล่านี้ผลิตจากเครื่องไซโคลตรอน ปัจจุบันผลิตได้กว่า 25 ชนิดสำหรับใช้ ตรวจได้ทั้งโรคมะเร็ง รวมถึงโรคทางระบบประสาท หลอดเลือดสมอง หลอดเหลือดหัวใจด้วย ที่น่าภูมิใจคือสารเภสัชรังสี 11 ชนิดที่เราผลิตเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย และอีกหนึ่งนวัตกรรมสารเภสัชรังสี (RadioGas) สำหรับตรวจภาวะหลอดเลือดสมองตีบที่เราผลิตเป็นแห่งแรกของโลก


เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง
“มะเร็งเป็นโรคที่ถ้าตรวจพบช้าอาจมีผลต่อชีวิตได้ และถ้ารักษาช้าก็อาจจะอยู่ได้ไม่ยาวเท่าที่ควร” คุณหมอพูดถึงโรคที่โรงพยาบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ “สถิติบอกว่าคนเป็นมะเร็งสูงขึ้นเพราะเราอายุยืนขึ้น มีโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่ายกายมากขึ้น โรคสมองเสื่อมมากขึ้น และโรคติดเชื้อที่ไม่เคยเห็นเยอะขึ้น”
นอกจากเครื่อง PET Scan แล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์อื่น ๆ อีก อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ‘ดาวินชี’ สำหรับช่วยในการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งช่องท้อง ราคาเครื่องละร้อยล้านบาท แล้วก็เตรียมจะเปิดใช้เครื่องมือไฮบริดที่ใช้ในห้องผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านสายสวนร่วมกับการผ่าตัดแบบเปิด สำหรับช่วยผ่าตัดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในสมองที่ซับซ้อน

สิ่งสำคัญที่เป็นโอกาสอีกประการหนึ่ง คือบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ มีไฟ ทั้งความรู้ทางการแพทย์และพลังแห่งการทำงาน พร้อมจะสร้างนวัตกรรมซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนโรงพยาบาลให้เจริญก้าวหน้าดังพระปณิธานขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
“เรารักษามะเร็งแบบสหสาขา มีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านดูแลคนไข้แบบครบวงจร ถ้าสู้โรคไม่ได้ก็รักษาแบบประคับประคอง เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้ายร่วมกับครอบครัว มิให้ทุกข์ทรมานและเสียชีวิตโดยสงบ เราทำจนได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรปเป็นที่แรกในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2564” คุณหมอพูดถึงความชำนาญของบุคลากรที่รักษาตามมาตรฐานระดับนานาชาติและความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งอยากชวนให้โรงพยาบาลใกล้เคียงที่ขาดแคลนทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด และสถาบันต่าง ๆ ที่มาร่วมกันทำวิจัยได้

การรักษาที่ทุกคนเข้าถึงได้
การรักษาด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ในแง่หนึ่งก็หมายถึงต้นทุนและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งใช่ว่าทุกคนจะจ่ายได้
“ระบบภาษีของประเทศเรายังไม่ครอบคลุมการรักษาทั้งหมด แต่ก็มีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ช่วยคนไข้ได้ ซึ่งก็ขยับขึ้นมาเยอะแล้ว ถ้าเป็นการรักษาตามข้อกำหนดมาตรฐานก็มีกองทุนมาช่วยจ่าย โรงพยาบาลรัฐร่วมแบกรับในส่วนที่เกินสิทธิประโยชน์ เราก็ยังมีกลไกสังคมสงเคราะห์หรือกลไกของมูลนิธิมาช่วย เช่น มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือมูลนิธิจุฬาภรณ์ รับเป็นคนไข้ในพระอนุเคราะห์ แต่เราก็ต้องมีหลักพิจารณาว่าใครสมควรไม่สมควร เหตุผลหนึ่งคือความเหมาะสมทางการแพทย์
“เราไม่ได้มองว่าชีวิตเรามีคุณค่าไม่เท่ากันนะ แต่จากข้อมูลทางการแพทย์จะรู้ว่ารักษาแล้วจะหายหรือไม่หาย รักษาแบบนี้แล้วจะอยู่ได้อีกเท่าไหร่ ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่คุ้มค่า งบประมาณของเรามีจำกัด ถ้าคนไข้บางคนมีกลไกบางอย่างมาช่วยจ่ายได้ เราก็เป็นส่วนเสริม ทำให้ไปได้ไกลขึ้น หรือใช้งบประมาณเท่าเดิมแต่ช่วยคนได้มากขึ้น” คุณหมออธิบายเรื่องทำให้บริการสาธารณสุขเข้าถึงทุกคน
มากกว่ามะเร็ง
ทิศทางของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในอนาคตไม่ได้เน้นแค่โรคมะเร็งเท่านั้น
ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า เมื่อเปิดใช้อาคารใหม่ขนาด 400 เตียงอย่างเต็มศักยภาพ ที่นี่จะเน้นเป็นโรงพยาบาลตติยภูมิที่รักษาโรคที่มีความซับซ้อน และสำหรับการรักษาโรคทั่วไป เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลปฐมภูมิ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลชุมชน กับ โรงพยาบาลทุติยภูมิ เช่น โรงพยาบาลขนาดกลางที่มีคลินิกเฉพาะทาง
“เรามีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี มีบุคคลากรที่มีความสามารถ พวกเขาอยากช่วยคนไข้ที่มีให้มากกว่านี้ เราจึงเริ่มตั้งทีมเพื่อขยายงานต่อจากศูนย์มะเร็ง เป็นศูนย์หัวใจ การปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายอวัยวะ โดยเริ่มที่การปลูกถ่ายไตซึ่งเราทำสำเร็จแล้ว”

อนาคตโรงพยาบาลไทย
คุณหมอสุรศักดิ์เล่าว่า โรงพยาบาลรัฐไม่ได้แข่งกันแย่งคนไข้ เพราะสิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แต่พยายามแข่งกันเรื่องการรักษาพยาบาลและคุณภาพของการบริการ
“นอกจากงานที่ทำเป็นประจำแล้ว เราพยายามคิดว่าจะเพิ่มเติมอะไรลงไปได้อีก เช่น สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรมการรักษา คนไข้ที่มารักษามะเร็งส่วนหนึ่งต้องใช้ยาเคมีบำบัดแล้วต้องนอนโรงพยาบาล เราก็คิดเหมือนโรงพยาบาลอื่น ๆ ว่า ทำยังไงให้คนไข้มารับการรักษาแล้วกลับบ้านได้ เราจึงแบ่งกลุ่มคนไข้ คนที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็นอน แต่บางกลุ่มก็กลับไปทำเคมีบำบัดที่บ้านผ่านเครื่องที่ติดอยู่กับตัวได้ 3 วันค่อยกลับมาโรงพยาบาล โดยผลการรักษายังตามมาตรฐานเหมือนเดิมนะ ถ้าเราไม่แบ่งกลุ่ม มีโรงพยาบาลเท่าไหร่ก็ไม่พอ”
คุณหมอยืนยันว่าโรงพยาบาลคือสิ่งที่ยังจำเป็นกับโลกใบนี้ เพราะมีโรคที่ต้องการการดูแลเฉียบพลัน ไอซียู การผ่าตัด และการทำหัตถการ แต่การเปิดโรงพยาบาลก็มีต้นทุนที่สูงมาก ทางออกที่ดีคือ การมีโรงพยาบาลในจำนวนที่เหมาะสม มีเตียงในจำนวนที่พอเหมาะ และทำให้คนเข้าโรงพยาบาลเมื่อจำเป็น เมื่อเข้ามาแล้วก็ทำให้อยู่ในโรงพยาบาลสั้นที่สุด
“เราแก้ได้ที่ต้นทาง ด้วยการสร้างเสริมสุขภาพทำให้คนสุขภาพดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง ถ้าเจ็บป่วยก็อาจจะไม่ต้องไปโรงพยาบาล อย่างตอนโควิด ใคร ๆ ก็อยากนอนโรงพยาบาล แต่พอทำ Home Isolation ได้ คนก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาล เราต้องสร้างเสริมความรอบรู้ทางการแพทย์แก่ประชาชนและแนะนำให้เขาช่วยตัวเองขั้นต้นได้ ช่วงโควิดระบาด ช่วงนั้นเราแยงจมูกกันจนชิน เดี๋ยวนี้ผู้หญิงตรวจภายในด้วยตัวเองได้แล้ว ตรวจเช็กไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้เอง”
อีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือการเพิ่มจำนวนสถานพยาบาลปฐมภูมิ และส่งเสริมให้งานสาธารณสุขในภาคชุมชนเข้มแข็ง
คุณหมอเล่าถึงอีกแนวคิดที่ควรให้ความสำคัญ “Intermediate Care คือการเตรียมพร้อมคนไข้ก่อนกลับบ้าน เราบอกให้เขากลับบ้าน เขาต้องเตรียมบ้าน เตรียมคนดูแล เพื่อให้มั่นใจว่ากลับไปแล้วจะมีอะไรดูแลเขา จะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลก็ได้ กลับไปแล้วก็อาจจะให้ชุมชนช่วยดูแล หรือ Telemedicine เป็นไปได้หลายโมเดล”


โรงเรียนแพทย์
นอกจากเป็นโรงพยาบาลแล้ว ที่นี่ยังยกระดับตัวเองเป็นโรงเรียนแพทย์ซึ่งมีการเรียนการสอนและให้ความสำคัญของการวิจัย
“คณะแพทยศาสตร์ของเราเรียนหลักสูตร 7 ปี เพิ่มการทำวิจัยเข้ามาด้วย” คุณหมออธิบายความแตกต่าง “การผลิตแพทย์แบบหลักสูตรทั่วไปเพื่อให้ดูแลคนทั้งประเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่การเรียนรู้การทำวิจัยจะทำให้เขาคิดเป็นตรรกะ และเราพบปัญหาว่าแพทย์หลายคนวันหนึ่งก็ต้องกลับมาเรียนการทำวิจัยใหม่ ทำไมไม่แก้ตั้งแต่ต้นไปเลย”
คุณหมอสุรศักดิ์บอกว่า เขาอยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่ได้รู้จักคุณหมอท่านไหนเป็นการส่วนตัวมาก่อน จนกระทั่งมาเป็นศัลยแพทย์ก็มีต้นแบบเป็นเจ้านายหลายคน สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือทำงานเพื่อคนไข้ ยึดถือจรรยาบรรณ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ได้รับโอกาสมาบริหารโรงพยาบาล แม้ห่างจากการรักษาคนไข้ แต่ก็ช่วยคนไข้ได้ครั้งละหลายคน
“แพทย์เป็นอาชีพที่สังคมให้เกียรติ มีโอกาสทำบุญ ถ้าได้อยู่ในจุดนี้ ก็ควรใช้โอกาสนี้ทำความเจริญให้วงการและช่วยประชาชน เพราะหลายคนไม่มีโอกาสนี้” คุณหมอสรุปทิ้งท้าย

