เทคโนโลยีรอบตัวเราวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการแข่งขัน
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ (และเล่นใหญ่) ที่สุดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการแข่งขันด้านอวกาศ โดยมี 2 ประเทศอย่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เล่นหลักในการแข่งขัน
ปลายปีนี้ประเทศไทยมีนิทรรศการเกี่ยวกับอวกาศดี ๆ มาให้ชม 2 งานที่น่าสนใจ คือ Thailand Space Week 2024 เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ที่ IMPACT Exhibition เมืองทองธานี และ SPACE JOURNEY BANGKOK วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567 – 16 เมษายน พ.ศ. 2568 ที่ BITEC BURI
ความต่างของ 2 งานนี้คือ Thailand Space Week จะพูดถึงอนาคตของศาสตร์ทางอวกาศต่อเศรษฐกิจและการพัฒนา ส่วน SPACE JOURNEY BANGKOK จะเล่าเรื่องราวในอดีต นำชิ้นส่วนสำคัญจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศมาจัดแสดงของจริง
ทั้ง 2 งานทำให้เห็นโอกาสที่แท้จริงของงานด้านอวกาศ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวนี้มากขึ้น บทความนี้จะเล่าย้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในอดีตเข้มข้นเพียงใด
และมันส่งผลต่ออนาคตที่กลายมาเป็นชีวิตปัจจุบันของเราได้อย่างไร
จากขีปนาวุธสู่ดาวเทียม
หลังจากที่ เซียร์เกย์ โคโรเลฟ (Sergei Korolev) ผู้เป็นหัวหอกการพัฒนาจรวดของสหภาพโซเวียตพัฒนาจรวด R-7 ขีปนาวุธข้ามทวีปแบบแรกของโลกสำเร็จ แต่ยังแก้ปัญหาเรื่องเกราะป้องกันความร้อนที่ส่วนหัวของจรวดไม่ได้ ทำให้หัวรบเสียหายก่อนที่จะตกลงสู่พื้นที่เป้าหมาย และต้องการเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ เขาจึงเสนอไปยัง นีกีตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตในเวลานั้น ว่าเขาส่งดาวเทียมอย่างง่าย PS-1 (Prostreishy Sputnik-1) ขึ้นสู่วงโคจรได้ ซึ่งจะเป็นการตัดหน้าสหรัฐอเมริกา และประกาศได้ว่าโซเวียตเป็นผู้ที่มีเทคโนโลยีด้านขีปนาวุธที่ล้ำหน้ากว่าผู้นำประเทศเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา
ครุชเชฟที่เดิมก็ไม่พอใจจากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศความสำเร็จของจรวด R-7 ในการทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 8,000 กิโลเมตรสำเร็จ ไม่ได้รับความสนใจ หรือความหวาดกลัวจากสหรัฐฯ สักเท่าไหร่ เพราะสหรัฐฯ คิดว่าคงเป็นข่าวปลอมที่โซเวียตทำออกมาเพื่อข่มขู่เฉย ๆ มากกว่า จึงเห็นด้วยที่จะใช้เงินและทรัพยากรในการสร้างดาวเทียม และมอบหมายให้โคโรเลฟพัฒนาดาวเทียมอย่างรวดเร็วที่สุด
ในวันที่ 4 ตุลาคม ปี 1957 ดาวเทียมสปุตนิก 1 ก็ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จด้วยจรวด R-7 ที่ถูกดัดแปลงเล็กน้อย เพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด
ดาวเทียมสปุตนิกมีลักษณะเป็นทรงกลมและถูกขัดจนเงาวับ เพราะเป้าหมายเดียว คือต้องการให้ชาวอเมริกันเห็นสปุตนิกได้ง่ายเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์บนน่านฟ้าของสหรัฐอเมริกา แม้แต่วงโคจรของสปุตนิกยังถูกคำนวณมาอย่างดีว่าจะลอยอยู่เหนือสหรัฐอเมริกาในเวลาพลบค่ำ เพราะเป็นเวลาที่แสงอาทิตย์จะสะท้อนได้ดีที่สุดเหนือสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ สปุตนิกยังมีตัวส่งสัญญาณ 2 ตัวที่ทำงานสลับกัน แต่ทำงานคนละคลื่นความถี่ และตัวส่งสัญญาณแต่ละตัวก็มีเสาอากาศของตัวเอง 2 ชุด เป็นทั้งหมด 4 เสาสัญญาณ เพราะหากตัวส่งสัญญาณตัวใดเสีย ก็ยังมีอีกตัวหนึ่งเป็นระบบสำรอง เพื่อความมั่นใจว่าชาวอเมริกันจะรับสัญญาณได้จริง ๆ

ความสำเร็จของโซเวียตและสปุตนิก ทำให้สหรัฐฯ เริ่มตื่นกลัวกับเทคโนโลยีใหม่บนห้วงอวกาศนี้เป็นอย่างมาก เพราะการส่งดาวเทียมสำเร็จนั้นหมายความว่าโซเวียตมีจรวดขนาดใหญ่ ทรงพลัง และแม่นยำพอจะส่งหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์ที่มีความรุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ในฮิโรชิมาหลายสิบเท่า มาสู่สหรัฐฯ ได้ทุกเมื่อโดยที่สหรัฐฯ ไม่มีทางป้องกันหรือรับมือได้เลย
สหรัฐอเมริกาที่แม้จะมี เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun) วิศวกรชาวเยอรมัน และทีมวิศวกรของเขาที่เคยเป็นผู้นำด้านจรวดของนาซีเยอรมัน และพัฒนาจรวด V-2 ซึ่งนับว่าเป็นขีปนาวุธรุ่นแรกของโลก ให้นาซีนำออกมาใช้ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นต้นแบบของจรวด R-1 ที่รัสเซียลอกแบบมาใช้ และพัฒนาจนเป็นจรวด R-7 กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก และถูกห้ามไม่ให้พัฒนาจรวดขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะมอบหมายให้กองทัพเรือเป็นผู้พัฒนาเอง
หลังจากมีข่าวของสปุตนิก ฟอน บราวน์และทีมงานของเขาที่ ABMA (Army Ballistic Missile Agency) ต่างกระตือรือร้นกันมาก เพราะทีมของเขามีจรวด Jupitor-C ที่พร้อมใช้งานและส่งดาวเทียมได้ในทันที แม้จะส่งดาวเทียมที่มีน้ำหนักได้ไม่เกิน 7 กิโลกรัมเท่านั้น ห่างกันเกิน 10 เท่าเมื่อเทียบกับสปุตนิกที่หนัก 83.5 กิโลกรัม
แต่ทำเนียบขาวกลับเฉยเมยกับข่าวนี้ ไอเซนฮาวร์ (Eisenhower) ประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ซึ่งเป็นถึงจอมพลที่บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มองว่าสปุตนิกไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ขีปนาวุธข้ามทวีปก็ยังเป็นของใหม่มาก และเทียบไม่ได้กับอานุภาพการทำลายล้างของเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลกับหัวรบนิวเคลียร์จำนวนมากของสหรัฐฯ และคิดว่ารัฐบาลของเขาควรใช้เงินไปกับการพัฒนาเศรษกิจของประเทศมากกว่าไล่ตามข่าวลวงของโซเวียต
สปุตนิกก็คงเป็นแค่ผลงานของชาวเยอรมันที่โซเวียตจับตัวไปหลังสงครามโลกนั่นแหละ ไม่ใช่ผลงานของโซเวียตเองจริง ๆ สักหน่อย
ทางฝั่งโซเวียตเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปเช่นกัน ครุชเชฟ ผู้ซึ่งมองว่าการส่งดาวเทียมเป็นเพียงหนึ่งในก้าวสำคัญของการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป โคโรเลฟและทีมงานนับพันคนของเขาก็มองว่านี่เป็นการทดสอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของพวกเขา ซึ่งผ่านไปได้ด้วยดี และอยากจะพักผ่อนมากกว่า หลังจากทำงานอย่างหนักในที่ห่างไกลมาหลายเดือน หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาเพิ่งทำสำเร็จนั้นเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ เป็นครั้งแรกที่สิ่งของที่ทำด้วยน้ำมือมนุษย์หลุดออกจากวงโคจรของโลกเป็นครั้งแรก
สุนัขและดาวเทียม
ในวันถัดมา ครุชเชฟตื่นตะลึงกับผลตอบรับจากนานาชาติในความสำเร็จของสปุตนิก ประเทศชาติ และหลักสังคมนิยมของเขากลายเป็นมหาอำนาจของโลกเทียบเคียงกับสหรัฐอเมริกาในชั่วข้ามคืน ด้วยเพียงการส่งลูกบอลโลหะลูกเล็ก ๆ ขึ้นสู่อวกาศ ผู้คนทั่วโลกชี้ไปที่ดาวเทียมที่โคจรอยู่เหนือหัวพลางพูดว่า
สหรัฐฯ แพ้ซะแล้ว
ในขณะที่ชาวโซเวียตเองก็ภูมิใจและเชื่อมั่นในลัทธิสังคมนิยมขึ้นมาเป็นอย่างมาก แม้แต่สหายอย่างประเทศจีนที่เริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวกับโซเวียตก็ชื่มชมความสำเร็จนี้อย่างออกนอกหน้า จนครุชเชฟเสนอจะถ่ายทอดเทคโนโลยีจรวด R-2 ในกับ เหมา เจ๋อตง ผู้นำประเทศจีนในขณะนั้น นี่มันช่างถูกใจผู้นำโซเวียตเสียเหลือเกิน
ด้วยความสำเร็จของสปุตนิกและวันครบรอบ 40 ปีของการปฏิวัติที่กำลังจะมาถึง ครุชเชฟต้องการสิ่งที่มากกว่าลูกบอลโลหะที่ส่งเสียงได้ในห้วงอวกาศเพื่อเน้นย้ำชัยชนะของโซเวียต และเทคโนโลยีของประเทศคอมมิวนิส โคโรเลฟตอบอย่างไม่ลังเลว่า
ถ้าอย่างนั้น ลองส่งสุนัขขึ้นไปกับดาวเทียมดีมั้ยล่ะ


การส่งสุนัขขึ้นไปกับจรวดเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และก่อนที่สุนัขชื่อดังอย่าง ‘ไลก้า’ จะถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรไปกับ สปุตนิก 2 มีสุนัขจำนวนมากที่ได้ขึ้นไปยังอวกาศแล้ว เพียงแต่ไม่ได้โคจรรอบโลกเท่านั้นเอง และส่วนมากก็รอดชีวิตกลับมาด้วย
ช่วงปี 1951 – 1956 ซึ่งเป็นยุคของจรวด R-1 มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยการส่งสุนัขขึ้นไปยังความสูง 100 กิโลเมตร จำนวน 15 ภารกิจ และช่วงปี 1957 – 1960 มี 11 ภารกิจที่ใช้จรวด R-2A ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ หัวจรวดแยกออกและลงจอดได้โดยใช้ร่มชูชีพ โดย R-2A ขึ้นไปยังความสูงสูงสุดที่ 200 กิโลเมตร และอีก 2 ภารกิจโดย R-5A มีความสูงสูงสุดที่ 450 กิโลเมตร
สปุตนิก 1 ทำให้ชาวอเมริกันตื่นกลัว สปุตนิก 2 ทำให้ชาวอเมริกันเริ่มคิดสงสัยในประเทศของตัวเอง สปุตนิก 2 มีน้ำหนัก 510 กิโลกรัม หากรวมกับหัวจรวดทั้งหมดที่ขึ้นสู่วงโคจร มันหนักถึง 3 ตันเลยทีเดียว หนักพอ ๆ กับหัวรบนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ทำให้ฝ่ายกองทัพของสหรัฐฯ รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้ว แต่ประธานาธิบดีก็ยังคงนิ่งเฉยกับปัญหาความมั่นคงอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
จรวดแวนการ์ดที่พัฒนาโดยกองทัพเรือได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมทำการปล่อยดาวเทียม แต่การทดลองล้มเหลว 5 ครั้งติด ๆ กัน เพราะคุณภาพของชิ้นส่วนไม่ดีและสกปรกมาก มีปัญหาตั้งแต่ต้นถึงปลาย ทั้งสายไฟที่ทำมาไม่ดี ท่อส่งเชื้อเพลิงก็มีเศษดินติดมาด้วย ปลั๊กก็ยังหลวม ใส่ไม่พอดี ทำให้โครงการล่าช้าและงบประมาณบานปลาย โดยใช้เงินไปประมาณ 110 ล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่โซเวียตใช้งบประมาณไปเพียงแค่ 50 ล้านดอลลาร์ฯ เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม แวนการ์ดก็เป็นสิ่งที่ตอบโต้กับสปุตนิกได้ดีที่สุดที่หสรัฐฯ มี และชาวอเมริกันต่างให้ความสนใจว่ามันจะช่วยกู้หน้าให้กับพวกเขาในสายตาชาวโลกได้หรือไม่
จรวด Juno สู่จุดเริ่มต้นของ NASA
แผนการทดลองจรวดแวนการ์ดถูกเผยแพร่ออกไปให้นักข่าวและประชาชนได้รู้ ในวันทดลองก็มีนักข่าวให้ความสนใจจำนวนมาก แต่การทดลองกลับล้มเหลว จรวดแวนการ์ดระเบิดขึ้นต่อหน้านักข่าวที่มาถ่ายทอดสด ทำให้สหรัฐฯ ต้องอับอายมากขึ้นไปอีก นี่จึงเป็นโอกาสของทีมพัฒนาจรวดอีกทีมของสหรัฐฯ คือทีมของ ฟอน บราวน์ ภายใต้สังกัด ABMA นั่นเอง
จรวดที่จะส่งถัดไปภายใต้การนำของ ฟอน บราวน์ คือจรวดจูโน (Juno) ซึ่งก็คือ จรวด Jupiter-C ซึ่งพัฒนามาจากจรวด Redstone ของเขาเองก่อนหน้านี้ และถูกดัดแปลงให้เป็นพาหนะปล่อยดาวเทียม แทนที่จะเป็นขีปนาวุธ เป็นจรวด 4 ชั้นที่ใช้เชื้อเพลิงแบบใหม่ที่ให้แรงขับดับสูงขึ้นและเผาไหม้ได้นานมากขึ้น ระบบการนำทางก็ทันสมัยมากขึ้น มีการนำหัวฉีดไอพ่นขนาดเล็กมาใช้ในการปรับทิศทางการวางตัวของจรวดในอวกาศอีกด้วย ต่างจากจรวดแวนการ์ดก่อนหน้านี้
จรวด Jupiter ได้ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่พอใจของ ฟอน บราวน์ ก่อนที่จะถูกส่งไปยังฐานปล่อยจรวดในฟลอริดาอย่างลับ ๆ เพื่อไม่ให้มีนักข่าวติดตามการเคลื่อนไหวได้ จะมีข่าวออกมาก็ต่อเมื่อการทดลองประสบผลสำเร็จเท่านั้น แบบเดียวกันกับที่โซเวียตทำ
ดาวเทียมเอกซ์พลอเรอร์ 1 (Explorer 1) ขนาด 8 กิโลกรัมที่ใส่ไปกับจรวดก็ทำขึ้นมาอย่างลับ ๆ โดยหน่วยวิจัยเครื่องยนต์จรวด (Jet Propulsion Laboratory, JPL) ในแคลิฟอร์เนีย 2 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งภายในมีตัวส่งสัญญาณไม่ต่างจากสปุตนิก และมีเครื่องวัดรังสีในอวกาศติดไปด้วย

ภาพ : Meshok.net – Meshok.net, Public Domain, commons.wikimedia.org

ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Juno_I
ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 1958 4 เดือนหลังจากสปุตนิกอยู่ในวงโคจร จรวด Juno ก็ได้นำดาวเทียม Explorer ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จด้วยการนำของ ฟอน บราวน์ และกองทัพบกของสหรัฐฯ และพาสหรัฐฯ เข้าสู่ ยุคอวกาศอย่างเต็มตัว
และในเดือนตุลาคมของปีนั้นเอง องค์การอวกาศนาซา (The National Aeronautics and Space Administration, NASA) ก็ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นองค์กรกลางในการดูแลการพัฒนาด้านอวกาศโดยไม่ขึ้นกับกองทัพใด
หลังจากนั้นเทคโนโลยีด้านอวกาศก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ หันไปพัฒนาดาวเทียมสอดแนม Corona แทนที่การใช้เครื่องบินเพดานบินสูง U-2 และ เครื่องบินล่องหน SR-71 ไม่เพียงเท่านั้น นักเรียนชาวอเมริกันหลายล้านคนยังได้ผลประโยชน์จากโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่สร้างขึ้นจากความหวาดกลัวว่าระบบการศึกษาของสหรัฐฯ จะล้าหลังกว่าโซเวียตอันเนื่องมาจากสปุตนิก และด้วยภายใต้โครงการเดียวกันนี้เอง ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรในระดับประถมและมัธยมให้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์และภาษาต่างประเทศมากขึ้น เพื่อใช้แข่งขันกับวิศวกรจากโซเวียต หน่วยวิจัยขั้นสูงของกองทัพที่ตั้งขึ้นในช่วงนั้นก็นำไปสู่สิ่งประดิษฐ์มากมาย รวมไปถึง ‘อินเทอร์เน็ต’ ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกในอนาคต
พิชิตดวงจันทร์
องค์การนาซาเองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโต้สปุตนิกโดยตรงก็ได้รับเงินและการสนับสนุนมากมายจากรัฐบาล นำไปสู่การส่งลิงกระรอก (Squirrel Monkey) ขึ้นไปสู่วงโคจรในปี 1958 ประมาณ 1 ปีหลังจากสปุตนิก 2 ของโซเวียตที่ส่งสุนัขอวกาศชื่อดังอย่างไลก้าขึ้นสู่วงโคจร และส่ง อลัน เชพเพิร์ด (Alan Shepard) ชาวอเมริกันคนแรกในอวกาศในปี 1961 ตามหลัง ยูริ กาการิน (Yuri Gargarin) มนุษย์คนแรกในอวกาศโดยโซเวียต อยู่เพียงแค่ 1 เดือน ในโครงการ เมอร์คิวรี (Mercury) และในเวลาเดียวกัน ฝั่งโซเวียตก็เริ่มโครงการ ลูน่า (Luna) เพื่อที่จะพิชิตดวงจันทร์ได้ก่อนสหรัฐฯ และทำหลาย ๆ อย่างที่เป็น ‘ครั้งแรก’ ในอวกาศก่อนสหรัฐฯ เช่นการส่งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ โคจรรอบโลก ศึกษาการเดินทางไปยังดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยะ
ทำให้ จอห์น เอฟ เคเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีคนใหม่หลังจาก ไอเซนฮาวร์ ลงจากตำแหน่ง ออกมาประกาศสุนทรพจน์ชื่อดังที่มีใจความสำคัญว่า เราจะพามนุษย์ไปยังดวงจันทร์และกลับมายังโลกให้ได้โดยปลอดภัย ให้ได้ก่อนศตวรรษนี้จะสิ้นสุดลง ในวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1961 เพื่อตอบโต้และท้าทายโซเวียตในการแข่งขันด้านอวกาศที่กำลังเข้มข้นในขณะนั้น
หลังจากโครงการเมอร์คิวรี (Mercury) ในช่วงปี 1958 – 1963 ที่ทำการส่งมนุษย์อวกาศขึ้นสู่วงโคจรทีละคน ในแคปซูลขนาดเล็กพอ ๆ กับตู้โทรศัพท์ เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบยังชีพในอวกาศ การเข้าสู่วงโคจร และระบบลงจอดเมื่อกลับสู่โลก เพื่อรองรับภารกิจดวงจันทร์ในอนาคต และส่งนักบินอวกาศทั้งหมด 6 คนขึ้นสู่วงโคจรภายใต้โครงการนี้
โครงการเจมินี (Gemini) ช่วงปี 1961 – 1966 ที่พานักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรได้ทีละ 2 คน มีขนาดแคปซูลที่ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ถูกเน้นให้ใช้เพื่อศึกษาการเดินทางในอวกาศ เช่น การเชื่อมต่อกันในวงโคจร (Space Docking) การออกไปทำงานนอกตัวยานอวกาศ (Extra-vehicular Activity) เพิ่มระยะเวลาในวงโคจรให้นานขึ้นเป็นเวลา 8 วัน – 2 อาทิตย์ และการเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างแม่นยำเพื่อลงจอดบนโลก ซึ่งจำเป็นต่อการเดินทางไปดวงจันทร์ของโครงการอะพอลโล (Apollo) ที่จะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ในอนาคต
โครงการอะพอลโล (Apollo) ช่วงปี 1961 – 1972 เป็นโครงการที่จะพานักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรและเดินทางไปยังดวงจันทร์ครั้งละ 3 คน ซึ่งแม้จะประสบปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในการเตรียมพร้อมของจรวด Apollo 1 ทำให้องค์การนาซากลับไปทบทวนและแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพของจรวดเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ตาม Apollo 8 เป็นภารกิจแรกที่นำมนุษย์ออกจากวงโคจรต่ำของโลก มุ่งสู่ดวงจันทร์ และนำมนุษย์ลงสู่ดวงจันทร์ได้สำเร็จในปี 1969 ด้วย Apollo 11
ทางฝั่งโซเวียตก็ไม่ได้นิ่งเฉยหลังจากความสำเร็จของสปุตนิก และตระหนักได้ว่าตนเองได้ปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาซะแล้ว จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองนำหน้าสหรัฐฯ อยู่เสมอ ระหว่างปี 1959 – 1976 โครงการลูน่า (Luna) ซึ่งแปลว่าดวงจันทร์ ประสบความสำเร็จในการสำรวจอวกาศเป็นครั้งแรกหลาย ๆ อย่าง เช่น การโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก การพุ่งชนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และการถ่ายรูปด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก และยังได้ทำการทดลองหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ เช่น การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วง อุณหภูมิ และรังสี เป็นต้น จรวดลูน่าเป็นจรวดที่พัฒนาต่อมาจาก R-7 ที่โคโรเลฟพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกันกับจรวดวอสตอคและโซยูสที่เป็นรากฐานของจรวดสมัยใหม่ของโซเวียตที่ปัจจุบันก็ยังคงใช้งานอยู่
โครงการลูน่าของโซเวียตประสบปัญหาหลายอย่างจากความไม่สมบูรณ์ของจรวดและความเร่งรีบของโซเวียตเองที่ต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ไล่ตามมาด้วยความรวดเร็ว อีกทั้งผู้นำคนใหม่ที่มาหลังครุชเชฟก็ไม่ได้ต้องการผลักดันด้านการแข่งขันในอวกาศมากนัก และซ้ำร้ายการที่โคโรเลฟใช้จรวด R-7 และสปุตนิกมาเบี่ยงเบนความสนใจของครุชเชฟ ทำให้โซเวียตไม่มีขีปนาวุธที่ใช้งานได้จริงมาใช้ ทำให้ความนิยมในตัวโคโรเลฟและงบประมาณที่เขาได้รับในการวิจัยก็น้อยลงไปด้วย
เรื่องที่น่าสนใจของโครงการลูน่า คือโครงการลูน่า 15 ที่เป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของโซเวียตในการทำภารกิจนำหินดวงจันทร์กลับมายังโลก หากสำเร็จ ส่วนลงจอดก็จะยื่นแขนกลออกมาเพื่อตักหินดวงจันทร์ใส่เข้าไปในแคปซูลเล็ก ๆ และเดินทางกลับสู่โลกด้วยจรวดขนาดเล็ก โซเวียตก็จะเป็นประเทศแรกที่มีตัวอย่างหินจากดวงจันทร์มาไว้ครอบครอง ก่อนที่นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 จะกลับถึงโลก โดยลูน่า 15 ออกเดินทางสู่ดวงจันทร์ก่อนอะพอลโล 11 3 วัน และโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ในเวลาเดียวกันกับที่ นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) และ บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) ก้าวลงสู่ดวงจันทร์ แต่การลงจอดของลูน่า 15 ในวันที่ 17 กรกฎาคม ปี 1969 ก็ล้มเหลว เพราะจรวดที่ใช้ในการลงจอดขัดข้องและพุ่งชนเข้ากับหน้าผาของดวงจันทร์ที่อยู่ห่างจากจุดลงจอดของ อะพอลโล 11 554 กิโลเมตร

ภาพ : nssdc.gsfc.nasa.gov/nmc/spacecraft
ความพยายามจะเป็นที่ 1 ในการสำรวจอวกาศของโซเวียตยังคงเดินหน้าต่อไป ในโครงการลูน่า 17 ที่ส่งในปี 1970 รัสเซียส่งรถสำรวจดวงจันทร์ที่ใช้การควบคุมระยะไกล ลูโนคอด 1 (Lunokhod 1, นักสำรวจดวงจันทร์ 1) ลงยังดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ลูโนคอด 1 เดินทางสำรวจดวงจันทร์เป็นระยะทางกว่า 10.54 กิโลเมตร ในระยะเวลา 321 วันโลก หรือ 11 วันดวงจันทร์ ลูโนคอดมีลักษณะเหมือนอ่างน้ำ หนัก 840 กิโลกรัม มีล้อที่มีมอเตอร์ในตัว 8 ล้อ และมีอุปกรณ์เพื่อเก็บข้อมูลทางธรณีของดวงจันทร์มากมาย เช่น กล้องจุลทรรศน์ X-ray เครื่องอ่านค่ารังสี เครื่องมือวัดความหนาแน่นและองค์ประกอบของดิน มีเสาส่งสัญญาณแบบรอบทิศและเสาอากาศแบบทิศทางในการติดต่อกับโลก ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ติดไว้รอบตัว 4 กล้องในการสำรวจและควบคุมทิศทางโดยคนบังคับบนโลก
ลูโนคอด 1 มีแบตเตอรี่อยู่ในตัวและมีพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ใต้ฝาที่เปิด-ปิดได้ของมัน โดยฝานี้จะเปิดออกในตอนกลางวันเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และเปิดให้แผงระบายความร้อนแผ่ความร้อนออกมาจากภายในได้ เมื่อช่วงกลางคืนของดวงจันทร์มาถึง ฝานี้ก็จะปิดลงเพื่อรักษาความร้อนจากก้อนกัมมันตรังสีโพโลเนียม-210 ที่อยู่ภายใน
การบังคับหุ่นยนต์บนดวงจันทร์โดยภาคพื้นดินมีความท้าทายอย่างมากและต้องทำงานกันเป็นทีม โดยทีมบังคับมี 5 คน ทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น ดูความลาดเอียง ปริมาณพลังงาน ความเร็ว และทิศทางการเดินทาง จากข้อมูลที่ส่งกลับมายังโลก และแจ้งกับคนบังคับเป็นระยะ ซึ่งคนบังคับจะเป็นคนเดียวที่ถือคันควบคุมและนั่งหน้าจอโทรทัศน์ที่มีภาพที่ส่งมาจากดวงจันทร์ทุก ๆ 7 – 20 วินาทีต่อเฟรม ด้วยความล่าช้าของภาพนี้ ทำให้คนบังคับต้องใช้การประเมินเองว่าหินหรือหลุมอุกาบาตที่อยู่ข้างหน้ามีขนาดเท่าไหร่ ต้องหลบอย่างไร เป็นระยะทางเท่าไหร่ ด้วยตัวเอง ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ทีมบังคับจะถูกสลับทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้น
ในระหว่างที่เดินทางสำรวจ ลูโนคอดหยุดเพื่อถ่ายรูประยะใกล้ความละเอียดสูงได้ และถ่ายภาพพาโนรามากลับมาสู่โลกเพื่อการวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาได้ โดยลูโนคอด 1 ส่งภาพกลับมา 20,000 ภาพ และภาพทางมุมกว้างความละเอียดสูง 206 รูป ทำการทดสอบตัวอย่างดินด้วยเครื่องมือรังสีเอกซ์ 25 ครั้งและทดลองขุดดิน 500 จุด
อีก 3 ปีถัดมาในปี 1973 โซเวียตก็ได้ส่งลูโนคอด 2 ด้วยโครงการลูน่า 21 ลูโนคอด 2 มีลักษณะที่คล้ายกับลูโนคอด 1 แต่มีกล้องที่มีความละเอียดและมีความเร็วกว่า และมีตัวสะท้อนแสงเลเซอร์ที่สะท้อนแสงเลเซอร์ที่ยิงมาจากโลกเพื่อใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์ได้

ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Lunokhod_2
การทำงานของลูโนคอด 2 หยุดลงหลังจากทำงานได้ 4 เดือน เดินทางไปได้ 34 กิโลเมตรจากจุดปล่อย ถ่ายภาพมามากกว่า 80,000 ภาพ และภาพถ่ายพาโนรามา 86 ภาพ สถิติระยะการเดินทางโดยหุ่นยนต์นอกโลกไม่ถูกทำลายจนถึงปี 2014 โดยหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคาร Opportunity ของนาซาด้วยระยะทาง 40 กิโลเมตร
หุ่นยนต์บนดวงจันทร์ทั้ง 2 ตัวของโซเวียตยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการสำรวจจุดลงจอดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำมนุษย์ลงสู่ดวงจันทร์ของโซเวียต เพื่อตรวจสภาพความหนาแน่นของดินที่จุดลงจอด และยังเป็นตัวสะท้อนสัญญาณวิทยุเพื่อช่วยในการลงจอดได้อย่างแม่นยำได้อีกด้วย ซึ่งอะพอลโลไม่มีการสำรวจภาคพื้นดินก่อนหน้า และใช้ความสามารถของนักบินในการประเมินจุดลงจอดเพียงอย่างเดียว
เมื่อการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Race) ครั้งแรกจบลง ตัวตนของโคโรเลฟที่ถูกโซเวียตปิดบังมาตลอดก็เปิดเผยออกมาและถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ของโซเวียต งานศพของเขาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติผู้เบิกทางสู่ดวงดาวให้กับมนุษยชาติ หลุมศพของเขาถูกฝังที่กำแพงเครมลิน ไม่ไกลจากหลุมศพของ วลาดีมีร์ เลนิน ในขณะที่ ฟอน บราวน์ ถูกย้ายสังกัดไปอยู่กับนาซาที่ตั้งขึ้นใหม่และเป็นวิทยาศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐฯ เขาโด่งดัง มีชื่อเสียง และร่ำรวยเงินทองเป็นอย่างมาก แต่อดีตที่ดำมืดของเขาที่เคยเป็นนายพลในหน่วยเอสเอสของนาซีและเข่นฆ่าเชลยศึกมากมายในค่ายกักกันถูกขุดขึ้นมาโดยเชลยศึกที่รอดชีวิตออกมาจากค่ายนั้นเอง ฟอน บราวน์ จึงใช้ชีวิตบั้นปลายของเขาในการต่อสู้คดีในศาล
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีได้ทิ้งไว้ คือเทคโนโลยีที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันในยุคของเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านดาวเทียม ดาวเทียมระบุตำแหน่ง ขีปนาวุธที่ใช้ในสงคราม เทคโนโลยีอวกาศกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ จรวดของโซเวียตที่เคยใช้แข่งขันในการขึ้นสู่วงโคจรถูกนำมาใช้ส่งนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่เป็นความร่วมมือของทั้ง 2 ชาติคู่แข่ง ฐานปล่อยจรวดที่เคยเป็นความลับสุดยอดของสหรัฐฯ ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้ที่ชื่นชอบด้านอวกาศ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียด้วย
เป็นจุดจบที่ดีที่สุดท้ายคู่แข่งที่ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดกลายมาเป็นคู่ค้าและร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับชาวโลกต่อไป
