18 กุมภาพันธ์ 2025
1 K

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกเข้ามาในโถงโล่งกว้างของสยามพารากอน สะท้อนกับประติมากรรมศิลปะสีสดใสที่โผล่พ้นออกมาจากพื้นที่ภายในอาคาร สิ่งนี้ดูโดนเด่นและแปลกแยกจากบริเวณโดยรอบที่เป็น Iconic Store สร้างความตื่นตาให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่นกัน

ที่เรายืนอยู่คือสยามพารากอน และอยู่ห่างจากงานศิลปะระดับโลกเพียงเอื้อมมือ

สายตาได้หยุดมองผลงานที่ตั้งระหง่านอยู่กลางพื้นที่แห่งนี้อย่างไม่ละสายตา ชวนให้หลุดเข้าไปในห้วงคำนึงของตัวเอง เปรียบเปรยงานศิลป์กับชีวิตไปชั่วขณะ นี่คือประสบการณ์ที่สยามพารากอนตั้งใจสร้างให้กับผู้มาเยือน

วันนี้สยามพารากอนเปิดประตูต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกของศิลปะที่ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด ไม่ต้องแต่งตัวให้พร้อม แค่เดินมาสยามพารากอนตามวิถีปกติ เราก็จะได้พบกับงานศิลป์ระดับโลกที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนในทุก ๆ วัน ซึ่งนอกจากสยามพารากอนจะเป็นผู้เลือกศิลปินไทย-เทศมาแสดงงานแล้ว ยังเปิดรับผลงานจากศิลปินที่อยากเผยแพร่ผลงานของตัวเองให้ผู้คนได้ชมด้วย

สยามพารากอนตั้งใจจะเป็นผู้นำในด้านการนำเสนอประสบการณ์หลากหลาย ที่เรียกว่า ‘Grand Stage of The World’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury for All หรือการนิยามคำว่า Luxury ขึ้นใหม่ โดยนำงานศิลปะสาธารณะมาปรากฏตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ของอาคาร ซึ่งงานเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดเวลา ผู้ที่มาเยือนพารากอน ปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคน ก็จะได้ชื่มชมงานศิลปะดี ๆ ไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นการใช้พื้นที่เพื่อสนับสนุนวงการศิลปะ

กว่าจะเกิดภาพตรงหน้านี้ไม่ง่าย ได้โอกาสเหมาะ ๆ คุยกับ นภนิศ อิศรางกูร ณ อยุธยา Group Head – Experiential Design and Project Strategy บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันโครงการ Siam Paragon’s Arena of Arts เวทีที่ทุกศิลปินไทยและศิลปินทั่วโลกประลองความงามกันได้ในที่เดียวที่ผู้คนมาชมและเข้าถึงศิลปะได้ง่าย เขาทำอย่างไรให้สยามพารากอนสร้างหมุดหมายใหม่นี้ได้ และต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งนอกจากนี้ เรายังได้คุยกับ ไฮเม่ ฮายอน (Jaime Hayon) ศิลปินชาวสเปน เจ้าของของผลงานล่าสุดของ Arena of Arts อย่าง ‘The Future in Our Hand’ ด้วย

เที่ยวชมไปพร้อมกันเลย

การทำให้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่าย ทำไมถึงสำคัญ

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่างานศิลปะต้องอยู่ในคลังสะสม อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ อยู่ในพื้นที่ที่เราต้องตั้งใจเดินทางไปดู แต่ทุกวันนี้มีโอกาสสัมผัสศิลปะได้ง่ายกว่าแต่ก่อน เมื่อแนวคิด ‘อยากให้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่าย’ มาเจอกับเจ้าของสถานที่ที่มีวิสัยทัศน์ ทำให้สยามพารากอนกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง มุ่งสร้างพื้นที่ให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน

นภนิศเล่าให้ฟังว่าสยามพารากอนมีผู้คนไหลเวียนกันมาหลักร้อยล้านคนต่อปี จุดแข็งคือการที่จะหยิบจับอะไรขึ้นมาจึงมีอิทธิพลมาก เปรียบเสมือนผู้นำกระแสไปโดยปริยาย และครั้งนี้เขาพร้อมแล้วที่จะนำเรื่องของศิลปะมาเป็นตัวเอก

“การที่เราเอางานศิลปะมาวาง คนที่ไม่ค่อยได้ชมงานศิลปะมาก่อนก็อาจรู้สึกว่าสิ่งนี้สะดุดตา ฉันอยากจะรู้จักกับงานศิลปะชิ้นนี้หรืออยากจะไปดูงานที่อื่น ๆ ต่อก็ได้หลังจากมาเห็นผลงานที่นี่ สยามพารากอนอยากเป็นผู้จุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มาเยี่ยมชมในทุก ๆ วัน” นภนิศกล่าว

เมื่อศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เชื่อมโยงตัวเรากับมุมมองใหม่ ๆ สิ่งที่มีค่ากว่าเม็ดเงินคือสร้างประสบการณ์อันหลากหลายให้กับผู้มาเยือน

หนึ่งในผู้คนที่เดินผ่าน เหลียวมองผลงานศิลปะที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น หยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง วันนี้เขาก็ได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะกลับบ้านไปเต็มกระเป๋า

ค้นพบประกายฝันจากตัวเอกในพื้นที่แห่งนี้ สานต่อเรื่องราวตัวเอกในแบบตัวเอง

ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจที่ทุกคนเข้าถึงได้

แรงบันดาลใจที่ทำให้สยามพารากอนนำงานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ทั้งอาคารคืออะไร

“ในขณะที่ยังไม่มีใครสนใจเรื่องศิลปะเลย แต่เรามองว่าศิลปะเป็นเรื่องที่ทุกคนชื่นชอบได้” นภนิศ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พร้อมย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการนำศิลปะเข้ามาในศูนย์การค้าซึ่งมีมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ความเป็นศิลปะ เป็นตัวตนของสยามพารากอน และเป็นแบบนั้นเสมอ และวันนี้สยามพารากอนมีโอกาสได้แสดงมันออกมา

จริง ๆ แล้วสยามพารากอนไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงศูนย์การค้าเท่านั้น แต่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ ที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิตได้ ไม่ได้ต้องการให้คนมาซื้อของเฉย ๆ แล้วกลับบ้าน แต่เป็นการใช้เวลาพักผ่อนร่วมกับเพื่อน ๆ ครอบครัว หรือแม้แต่กับตัวเอง

ในเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน การเติมเต็มประสบการณ์ด้านงานศิลปะให้กับทุกคนจึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องต้องกัน

“เมื่อมีงานศิลปะในสยามพารากอน ไม่ต้องไปพิพิธภัณฑ์ คุณก็เสพศิลป์ได้” นภนิศกล่าว นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการนำศิลปะเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ แหวกขนบเดิมของทั้งการชมงานศิลปะในสังคมไทยและการจัดการพื้นที่ในศูนย์การค้า

ทุกคนย่อมรู้ดีว่าการทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อพื้นที่ในสยามพารากอนมีคุณค่ามหาศาล จากการที่มีผู้เยี่ยมชมหลักร้อยล้านกว่าคนต่อปี เรียกได้ว่ามีอัตราการหมุนเวียนของผู้เยี่ยมชมสูงมาก การสร้างมูลค่าสูงสุดย่อมหนีไม่พ้นการทำให้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทว่าเขากลับคิดต่างออกไป ในเมื่อพื้นที่แห่งนี้เป็นอะไรได้มากกว่านั้น

“จริง ๆ แล้วสยามพารากอนพื้นที่หายากมาก แค่ผู้เช่าจะหาที่เช่ายังไม่ได้เลย เราเลยแทบไม่มีพื้นที่ที่จะมาวางงานศิลปะ ดังนั้น พอเกิดการรีโนเวตครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้เราเลือกออกแบบพื้นที่ให้มีงานศิลปะเข้ามาอยู่ด้วยได้

“ผมขอพื้นที่นี้ไว้ จากพื้นที่ที่เคยทำเงิน มาเป็นพื้นที่ที่ไม่ทำเงินโดยตรง บอกฝ่ายบริหารว่า เราต้องยอมให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือพื้นที่นี้อาจจะไม่ทำเงินในมุมเชิงพาณิชย์ แต่สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ และพอลูกค้าได้รับประสบการณ์ดี ๆ เขาก็อยากจะมาที่เรามากขึ้น” นภนิศกล่าว

ความหลากหลายของงานศิลปะ

แน่นอนว่างานศิลปะที่ปรากฏอยู่ในทุกพื้นที่ของสยามพารากอนได้รับการวางแผนและออกแบบมาเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าแต่ละผลงานมีความหลากหลายทั้งแนวคิด สไตล์งาน จากทั้งศิลปินไทยและต่างชาติ

ความพิเศษของงานศิลปะที่นี่คือมีการออกแบบให้เข้ากับสภาพแวดล้อมร่วมกับศิลปิน แต่ละพื้นที่ในสยามพารากอนจะมีภาพลักษณ์ของงานศิลปะที่แตกต่างกัน งานแต่ละชิ้นจึงเปล่งประกายในตัวเอง

เมื่อถามนภนิศว่าเขาชอบผลงานไหนใน Arena of Arts ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ ขณะนี้ เขาทำท่าคิดหนัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผมชอบหลายงานมากเลย แต่ถ้าให้เลือก งานที่ผมชอบจริง ๆ คืองานของ คุณปาสคาล ดอมบีส์ (Pascal Dombis) ชื่อว่า ‘Aurora’ ซึ่งเป็นผลงานติดตั้งอยู่เหนือบันไดเลื่อนชั้น 5 (โซนจีเวล) มีลักษณะทรงกลมคล้ายวงล้อ ความพิเศษคือปกติงานศิลปะจะอยู่นิ่ง แต่งานของคุณปาสคาลแม้จะอยู่กับที่ ไม่ขยับไปไหน แต่ชิ้นงานเคลื่อนไหวจากการใช้กระบวนการดิจิทัลและระบบอัลกอริทึม ทำให้แต่ละมุมจะมองเห็นเฉดสีไม่เหมือนกัน หรือมาตอนกลางวัน กลางคืน ก็จะเห็นแสงไม่เหมือนกัน ทำให้เป็นชิ้นงานที่พิเศษมาก”

นอกจากนั้นแล้ว ศิลปินต้องเตรียมการล่วงหน้าอย่างหนักในการคาดคะเนว่าหลังการติดตั้งชิ้นงานจะตรงกับจินตนาการที่วาดไว้หรือไม่ ถือว่าเป็นงานติดตั้งที่ท้าทายมาก ควรค่าแก่การมาดูสักครั้ง

การจัดแสดงงานศิลปะในสยามพารากอนจึงเรียกได้ว่าวางแผนชิ้นงานให้เชื่อมโยงกับพื้นที่เป็นอย่างดี ผลงานล่าสุดของ Arena of Arts อย่าง ‘The Future in Our Hand’ ก็เช่นกัน

ประติมากรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวร่วมกับผู้ชม

เมื่องานศิลปะถูกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมในบริบทใหม่ ไฮเม่ ฮายอน (Jaime Hayon) ศิลปินชาวสเปน เลือกสร้างผลงาน ‘The Future in Our Hand’ ประติมากรรมรูปลิงถือลูกบอล เชื่อมโยงศิลปะเข้ากับสถานที่และผู้คน ไม่ว่าจะบังเอิญมาเจอหรือตั้งใจชมก็ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ระหว่างเดินศูนย์การค้า

“ทุกวันนี้คนเดินเข้าช้อปปิ้งมอลล์มากกว่าพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ การเอาศิลปะเข้ามาไว้ในศูนย์การค้าจะยิ่งทำให้ศิลปะเข้าถึงกับคนทั่วไปได้มากขึ้น” ไฮเม่กล่าว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้พฤติกรรมของคนนั้นเดินศูนย์การค้าบ่อยขึ้น และการที่มีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะในสถานที่คุ้นเคยย่อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงงานศิลปะให้กับคนทั่วไป นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไฮเม่สนใจและมีผลงานศิลปะในที่สาธารณะอยู่เรื่อยมา

“ไม่ใช่เพียงความงาม แต่มีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่” เป็นนิยามการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของไฮเม่

หันมองประติมากรรมของเขาที่ตั้งระหง่านอยู่ใจกลางสยามพารากอน เจ้าลิงที่ถือลูกบอลอยู่นั้นทำให้เรารู้สึกถึงความขี้เล่นซุกซน ท่าทางที่ดูคล้ายคนนั้นทำให้เข้าถึงง่าย ทว่าลูกบอลในมือนั้นเงาวับ สะท้อนให้เห็นตัวเราเองที่กำลังจ้องมองมันอยู่เช่นกัน ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นความบังเอิญ แต่นี่คือสิ่งที่ไฮเม่ออกแบบไว้เบื้องหลังผลงานของเขา

“เทคนิคหนึ่งของผมที่ทำให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับศิลปะ คือใช้สัญลักษณ์เป็นสัตว์แต่ทำท่าทางคล้ายมนุษย์ ถ่อมตน และทำให้เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ซึ่งชุดผลงาน The Future in Our Hand ผมได้ออกแบบให้มันมีลักษณะท่าทางเข้ากับอารมณ์ของคนเวลาเดินห้าง” ไฮเม่อธิบาย พร้อมกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “พวกเรามักจะมาห้างเพื่อหาบางอย่างที่เปลี่ยนตัวเอง ซึ่งงานจัดแสดงนี้ก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้เช่นกัน”

ไฮเม่เลือกใช้วัสดุและโทนสีที่เขาคิดว่าเข้ากับความเป็นสยามพารากอน หรูหรา เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเรื่องราว เขาพิถีพิถันเลือกตำแหน่งที่ชิ้นงานจะถูกมองเห็นได้จากทุกมุม เพราะต้องการให้งานถูกค้นพบด้วยผู้ชมมากกว่าการนำไปเสิร์ฟถึงที่

เพราะนี่คือสนามประลองศิลป์

ในแนวคิดของ Arena of Arts สยามพารากอนไม่ได้อยากเป็นผู้เลือกฝ่ายเดียว แต่เปิดรับผลงานจากศิลปินที่มั่นใจในความสามารถของตัวเองมาร่วมลงสนามประลองฝีมือกับศิลปินท่านอื่น ๆ

“เราสนใจที่จะผลักดันศิลปินไทย การที่งานศิลปะของเขามาอยู่ในพื้นที่นี้ ก็จะเป็นการผลักดันตัวเขาให้ต่างชาติได้เห็นว่าศิลปินไทยมีดีนะ มีแนวคิดเจ๋ง ๆ ยังไง ทำให้เกิดการต่อยอดต่อไป

ผมว่าจริง ๆ แล้วคนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากเลยนะ เป็นคนที่มีความอาร์ตมาก ๆ แต่เวลาต่างชาติมองเราอาจจะไม่รู้สึก ทั้ง ๆ ที่เรามีศิลปินไทยที่ไปดังเมืองนอกเยอะมาก แต่ว่าคนยังไม่ค่อยรู้ ทำยังไงให้คนรู้เรื่องพวกนี้มากขึ้น” นภนิศอธิบาย

ความคาดหวังของเขา คือสยามพารากอนเป็นเป้าหมายการจัดแสดงผลงานของศิลปินทั่วโลก

“ผมอยากให้ศิลปินทั่วโลกต้องการมาแสดงผลงานที่นี่ ราวกับการที่ได้จัดแสดงงานศิลปะในสยามพารากอน คือแสตมป์ตราว่าคุณคือหนึ่งในสุดยอดของโลกนี้ เอาไปคุยได้เลย” เขากล่าวยิ้ม ๆ

ศิลปะอยู่ใน Living Gallery หรือแกลเลอรีที่มีชีวิตได้อย่างศูนย์การค้า มีคนเดินผ่านไปมา ทลายกล่องสี่เหลี่ยมในแกลเลอรีแบบเดิม ๆ ทำให้ชิ้นงานศิลปะเห็นได้จากทุกมุมมอง ด้วยพื้นที่พิเศษอย่างโถงกลางห้าง

สยามพารากอนวันนี้จึงไม่ใช่แค่ศูนย์การค้าทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ท้าทายขนบเดิมของการชมงานศิลปะ ด้วยการทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทั้งศิลปินและผู้ชม พร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปะกับผู้คนในสังคม

ไม่ต้องเชื่อเรา แต่ต้องลองพิสูจน์ไปด้วยตัวเอง

Writer

สุวพร เลี้ยงผาสุข

สถาปนิกตัวน้อย นักวาด นัก(อยาก)เขียน ผู้สนใจภูมินิเวศ ชุมชนนักสร้างสรรค์ มีสารพัดของกุ๊กกิ๊กและงานวาดโทนอบอุ่นในนาม Po.loid

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน