หากพูดถึงพื้นที่ศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิตของผู้คน เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างมีศูนย์การค้าเป็นหัวใจของการรวมตัวเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหานครอย่างกรุงเทพฯ ที่ศูนย์การค้าเป็นเสมือน Heartbeat ของคนเมือง และเมื่อศูนย์การค้าถูกออกแบบให้มีกิจกรรมที่เชื่อมโยงและ Engage กับผู้คนด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเมืองได้
นี่คือสิ่งที่สยามพิวรรธน์คิด เมื่อต้องสร้างสิ่งที่เป็นต้นแบบสำหรับศูนย์การค้า Flagship ของบริษัท อย่าง ‘สยามพารากอน’
ก่อนจะมีสยามพารากอน กรุงเทพฯ ไม่เคยมีย่านที่รวมร้านแบรนด์ Luxury ระดับโลกในที่เดียว เมื่อสร้างเสร็จ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและแฟชั่นก็ได้รับการยกระดับเทียบเท่านานาชาติทันที ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อสยามพารากอนกำลังจะครบรอบ 20 ปี สยามพิวรรธน์จึงมีโจทย์ที่ต้องสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เพื่อให้ศูนย์การค้านี้ทะยานไปข้างหน้า สอดคล้องกับยุคสมัย

คำว่าลักซ์ชัวรีในวันนี้มีความหมายเปลี่ยนไปมาก โลกกำลังตื่นตัวเรื่องความยั่งยืน สยามพารากอนจะไปทางไหนต่อ
สยามพิวรรธน์เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานสูงมาก การปรับโฉมสยามพารากอนจึงไม่ใช่แค่การเติมสวนเพิ่มร้านกรีน ๆ เข้าไปอย่างเดียวแน่ The Cloud คุยกับ Think Tank ทั้ง 5 คนของโครงการนี้ได้แก่ ชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability) สาลวิท สุวิพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงาน Creative Powerhouse นภนิศ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้บริหารกลุ่มงานสร้างสรรค์ประสบการณ์และกลยุทธ์โครงการ และ ดร.อมัจจ์ สมบูรณ์เจริญ ที่ปรึกษา กลุ่มงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม
งานนี้มีชื่อว่า ‘NEXTOPIA’
คำว่า Next ไม่ได้มีนัยแค่ศูนย์การค้าในยุคต่อไป
แต่ยังหมายถึงยุคต่อไปของสยามพิวรรธน์ และอาจจะของประเทศไทยด้วย

สร้างงานใหม่ด้วยแก่น 3 ด้าน
มองผิวเผิน NEXTOPIA คือการปรับเปลี่ยนพื้นที่บริเวณชั้น 5 และ 5A ของสยามพารากอน ให้เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และต้องมีความ Exclusive ให้เข้ากับแบรนด์ของสยามพารากอน
แต่โครงการ Nextopia เป็นเหมือนเมืองจำลองต้นแบบด้านความยั่งยืนในศูนย์การค้า กำหนดให้สร้างในพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ด้วยเงินลงทุน 850 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนด้วยผู้คนที่มีจุดหมายเดียวกัน เพื่อสร้างชีวิตและโลกที่ดีกว่าสำหรับทุกคน ทำงานแบบ Co-create ของ 50 องค์กรนวัตกรรม พันธมิตร คู่ค้า และกว่า 30 คอมมูนิตี้สายรักษ์โลก (พวกเขามีชื่อเรียกว่า Friends of NEXTOPIA) เปิดรับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างโซนนี้ให้ดีกว่า

แต่ความต้องการลึก ๆ ที่ทีมงานได้รับโจทย์ที่ยากกว่านั้น นั่นคือการทำให้สยามพารากอนเป็นผู้นำระดับโลกผ่านโปรเจกต์นี้
สาลวิทเล่าว่า มีคีย์เวิร์ด 3 คำที่ทีมต้องคิด คือ Sustainability, Inclusivity และ Experimental Engagement
เราเริ่มจากความเชื่อว่าเราจะสร้างเมืองที่มีความหมายต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่ดีต่อคนและดีต่อโลกได้อย่างไร เพื่อให้ NEXTOPIA เป็นเมืองต้นแบบของโลกอนาคตที่คนใช้ชีวิตได้จริง
เป็น Future of Retail และทำให้สยามพารากอนเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ด้วยการสร้างสรรค์พื้นที่ที่จะยกระดับไลฟ์สไตล์และสร้างแรงบันดาลใจของผู้คนทั่วโลก
20 ปีก่อน สยามพารากอนเป็นที่ 1 ด้านลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ แต่วันนี้ความหรูหราหมายถึงประสบการณ์ที่เหนือระดับด้วยหรือ Elevated Experience
ถ้ามองในแง่นี้ ชื่อของแบรนด์อาจไม่ใช่จุดเด่นเสมอไป อยู่ที่ใครจะสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าได้มากกว่า
คอนเซปต์หนึ่งที่พวกเขาใช้ในการทำงานช่วงเริ่มต้น คือคำว่า Luxury for All คือการเข้าใจความหรูหราในทุกมิติ ของคนที่หลากหลาย Inclusivity
เราต้องเข้าใจว่าอะไรคือ Value ของผู้คนสมัยนี้ NEXTOPIA จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะสร้างความรับรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนว่า เราทำให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกวันได้จริง
เรื่องแรก Sustainability
หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็น Trend มันไม่ใช่ มันเป็น New Way of Living
จริงอยู่ที่ทุกโครงการในประเทศไทยพยายามเปลี่ยนให้ตัวเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อดี
แต่ยังไม่มีใครที่ทำให้เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องสนุก เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนจะไม่เปิดรับถ้าเราไม่ให้เค้ามีส่วนร่วม พูดไปเดี๋ยวก็ลืม
แต่ถ้าเราให้เค้าลอง Explore ลองเล่น ได้ประสบการณ์ตรง แล้วได้ Green Point เอา Action กลับไปแลกของ แลกประสบการณ์ได้อีก เป็น Total Ecosystem
เพราะทุกการกระทำมีความสำคัญและต้องวัดผลได้ (Every Action Matter and Measurable) เรื่อง Experimental Engagement จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
วันนี้เราจะมีเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น แต่ความท้าทายคือสยามพารากอนเป็นอาคารอายุ 20 ปี การรื้อโครงสร้างทั้งตึกเพื่อติดตั้งวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ต้องปรับอาคารใหม่ที่ลงลึกในทุกระดับ ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่าย ๆ ได้ การ Co-create กับพาร์ตเนอร์ตัวจริง จึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
NEXTOPIA พยายามปรับจุดเด่นให้เป็นเชิง Experience ร่วมกับพาร์ตเนอร์ และชวนให้คนเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กรีนขึ้น ผ่านประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ แต่ไม่เคยทำมาก่อน
จากโจทย์ดังกล่าว จึงต้องสร้างสรรค์พื้นที่ให้มีความแตกต่างและเป็นจุดดึงดูดความน่าสนใจมากขึ้น แบ่งเป็นหลัก ๆ คือ
หนึ่ง Sustainability Infrastructure ออกแบบนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเริ่ม นวัตกรรมล่าสุดของอากาศ สีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบพื้นหล่อเย็น ระบบพลังงานสะอาดจากกำลังงานแสงอาทิตย์
อีกเรื่องคือ Sustainability Attraction ทำให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องสนุก ทำพื้นที่ให้การเล่นกลายเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกกิจกรรมวัดผลการประหยัดพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น Kinetic Floors พื้นผลิตพลังงาน, Vertical Farm และ กล้องพิเศษ AR Binocular ที่ทำให้มองเห็น Infrastructure ได้สนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน
เรามีลูกโลกจำลองยักษ์ จุดเด่นคือแสดงสถานการณ์ของโลกแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูลได้จาก NASA ที่จากเห็น Ozone Level Temperature, Wildfire, Carbondioxide, Earthquakes ฯลฯ
สำหรับประเทศไทย เรามี GISDA ที่คอยให้ข้อมูล PM 2.5 น้ำท่วม แผ่นดินไหว และอื่น ๆ มากมาย
และเรามี Dashboard ที่จะบอกอิมแพคของ NEXTOPIA วัดอัตราการประหยัดพลังงาน ของพื้นที่ได้ อาทิ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การอนุรักษ์น้ำ การขจัดของเสีย และการเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทน ซึ่งผลลัพธ์จะถูกแปลงค่าเป็นจำนวนต้นไม้ในแต่ละวัน
ส่วนเรื่อง Food & Beverage เราริเริ่มหาแนวทางที่ทุกคนในเมืองต้องร่วมกันปฏิบัติตาม เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเล่าเรื่องราวของการใช้วัตถุดิบแบบออร์แกนิก การส่งเสริมการค้าที่ยุติธรรม การจัดหาวัตถุดิบจากท้องถิ่น พร้อมกับการจัดการขยะ ลดปริมาณขยะฝังกลบได้ทั้งโซน คือ Zero Waste to Landfill
สอง Inclusive Community เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน เรามี Communities Room ให้คนมา Co-working Space มีกิจกรรมจากคอมมูนิตี้ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น Sound Healing, Yoga จาก Wellness Communities ชั้นนำ Dance and Music Communities และยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เช่น ร้านกาแฟจากผู้พิการทางสายตา Blind Barista, มี Spectrum Art Shop เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างแท้จริง


ดีไซน์ไม่รู้จบ เพื่อสร้างพื้นที่ Retails แห่งอนาคต
รศ.ดร.สิงห์ เล่าว่าในการออกแบบอาคารโดยทั่ว ๆ ไป มีขั้นตอนคร่าว ๆ เริ่มจากการคิดคอนเซปต์ ปรับแบบ เขียนแบบ กำหนดวัสดุ เลือกเทคโนโลยีว่าจะให้ใช้อะไรบ้างตามแบบที่กำหนด จากนั้นจึงเข้าสู่การก่อสร้าง นี่คือขั้นตอนปกติ
NEXTOPIA จะมีหน่วยพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น หน่วยที่ทำหน้าที่หา Sustainability Partnerships ด้านความยั่งยืน เพื่อทำงานคู่ขนานกับนักออกแบบและวิศวกร เพราะสยามพิวรรธน์ไม่อยากทำให้ NEXTOPIA เป็นพื้นที่ที่ใช้เทคโนโลยีเดิม ๆ แต่ต้องการให้เป็นพื้นที่นำเสนอเทคโนโลยีสำหรับอนาคตที่ทุกคนมาเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดได้ ไม่ต้องการให้ NEXTOPIA เป็นที่ที่คนเห่อมาชมในช่วงแรก แต่ต้องการให้คนกลับมาใช้ชีวิตบ่อย ๆ และเรียนรู้ผ่านนวัตกรรม ผ่านอาหารและเครื่องดื่ม ผ่านการทำกิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ ทีมจึงมี KPIs ด้วยว่าต้องสร้างคอมมูนิตี้ด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้น การหาพาร์ตเนอร์มาร่วมทำกิจกรรมด้านความยั่งยืนด้วยกันจึงสำคัญมาก
นอกจากนี้ยังมีทีมที่เรียกว่า Innovation Scouting คอยหาบริษัทที่เก่งเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุศาสตร์ล่าสุด เพื่อเอามาใช้ในการสร้าง NEXTOPIA บริษัทกลุ่มนี้มีทุกขนาด รวมทั้งขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น ทุนไม่ใหญ่ แต่คิดนวัตกรรมเก่งที่โลกนี้พวกเราควรสนับสนุน

หลายครั้งที่ทีม Scouting เจอพาร์ตเนอร์ที่เก่งเรื่องวัสดุ ทีมออกแบบตัดสินใจนำมาใช้ แต่จะเอาไปตัดแปะเลยไม่ได้ ทีมออกแบบจึงต้องกลับไปแก้ที่ดีไซน์ เพื่อให้ใช้งานวัสดุใหม่เหล่านั้นได้
การแก้แบบเมื่อพบนวัตกรรมที่ดีขึ้น เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลา มีการแก้แบบกลับไปกลับมาหลายรอบมาก
งานยากเช่นนี้ สยามพิวรรธน์ดึงที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนระดับโลกอย่าง Atelier Ten ซึ่งมีผลงานเด่น ๆ อย่างการร่วมสร้าง Jewel Changi Airport, Garden by the Bay และ Marina Bay Sands ในประเทศสิงคโปร์ เรื่องหลักที่สยามพิวรรธน์อยากให้ที่ปรึกษามาช่วยคือเรื่องระบบ Sustainability Infrastructure
“โครงการ Mixed-use ใหม่ ๆ จะมี Infrastructure ในยุคใหม่เขาพูดได้เลยว่าโครงการประหยัดพลังงาน 30 – 40% เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใส่ไว้ในพื้นที่ได้ แต่เราเป็นตึกอายุ 20 ปี (ซึ่งมีมากมายทั่วโลก) ใส่ระบบใหม่เหมือนเขาไม่ได้แน่ ๆ แต่เราจะทำยังไงให้สยามพารากอนลดการใช้พลังงานมากกว่าศูนย์การค้าในยุคใหม่ นั่นคือ Benchmark ของเรา” นภนิศเล่าความยากท้าทายของงาน NEXTOPIA
ตัวอย่างระบบที่ Atelier Ten เสนอ คือระบบทำความเย็นของ NEXTOPIA
ระบบปรับอากาศคือสิ่งที่ใช้พลังงานมากที่สุด ไม่ได้เปิด-ปิดหรือปรับได้เหมือนแอร์บ้าน แถมสยามพารากอนยังมีขนาดใหญ่มาก ทีมเล่าว่าพวกเขาตัดสินใจใช้ระบบ Floor Radiant Cooling มันคือระบบที่ทำให้ศูนย์การค้าเย็นในระดับที่คนสัมผัสได้ ไม่ใช่การพ่นแอร์ออกมาในระดับคงที่ แต่ปรับแต่งให้พื้นที่เย็นที่ระดับคนใช้งาน เปลืองพลังงานน้อยลงมาก
ศูนย์การค้ายุคใหม่ต้องให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้มากขึ้น แทนที่จะใช้กระจกกันความร้อนที่หนาและหนักมากบนหลังคา พวกเขาใช้วัสดุที่เรียกว่า ETFE ซึ่งไม่ใช่กระจก แต่เป็นวัสดุพลาสติกโปร่งแสงชนิดพิเศษ 3 ชั้น มีอากาศอยู่ตรงกลาง ความร้อนที่เข้ามาในอาคารจะน้อยลง ทำให้ประหยัดเรื่องการทำความเย็น แต่ยังได้รับแสงสว่างเต็มที่

สยามพิวรรธน์ไม่อยากเอาวัสดุมาใช้อย่างเดียว แต่อยากสื่อสารให้สังคมรู้ พยายามทำให้เป็น Technology Showcase เพื่อให้คนเห็น ได้เรียนรู้ ปัญหาคือบริษัทสายก่อสร้างต่าง ๆ มักมีข้อมูลอยู่หลังบ้านแบบ B2B ไม่ถนัดการสื่อสารแบบ B2C ทีมออกแบบจึงต้องเอาข้อมูลที่เข้าใจยาก จับต้องยาก มาทำให้เข้าใจง่าย น่าฟัง และสนุก
พูดง่าย ๆ คือทีมไปเอากระเบื้อง ประตู โครงสร้างจากแบรนด์ไหนมา ก็ต้องไปเป็นคิดวิธีนำเสนอให้แบรนด์ที่มีนวัตกรรมนั้น ๆ อย่างสร้างสรรค์ด้วย รายละเอียดจึงเยอะมาก ไม่อยากจะคิดว่างานจะมหาศาลแค่ไหน
หนึ่งในวิธีการที่ทีมใช้สื่อสารข้อมูล คือสร้างลูกโลกจำลองแขวนกลางพื้นที่ พร้อมจอแสดงผลแบบ Dashboard เช่น ปริมาณพลังงานที่ใช้ในพื้นที่และปริมาณการประหยัดพลังงานเมื่อทุกคนที่เข้ามาทำกิจกรรมในโซน NEXTOPIA
อีกข้อมูลที่นำเสนอขึ้น Dashboard คือในโซนนี้จะมีร้านอาหารที่เน้นแก้ปัญหา Food Waste อย่างจริงจัง Dashboard จะโชว์ว่าร้านค้าใน NEXTOPIA ลดการทิ้งขยะอาหารไปแล้วมากแค่ไหน หรืออัตราการประหยัดพลังงานที่ทำได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้น ข้อมูลที่แสดงขึ้นจอจะไม่ใช่ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่เคยเห็น แต่จะถูกแปรรูป ผูกสูตร และแสดงผล เพื่อให้คนเข้าใจง่ายขึ้นอย่างมีศิลปะว่าทุกคนที่เข้ามาช่วยโลกด้านไหนบ้าง และมากแค่ไหนผ่านการเปรียบเทียบและภาพที่เข้าใจง่าย

“เวลาพูดเรื่องความยั่งยืนหรือเรื่องของคุณภาพชีวิต Well-being หลายคนอาจจะเห็นภาพธรรมชาติหรือเรื่องของคุณภาพชีวิต Well-being แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่ามันไม่ใช่เรื่องเอาต้นไม้มาลงใส่ในอาคารแล้วจะยั่งยืน ด้วยสภาพของโลกในวันนี้เราต้องคิดถึงนวัตกรรมแนวทางใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการทำเรื่องกรีนไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิม” ชนิสาเล่า
NEXTOPIA คิดถึง Journey ของคนที่เดินโซนนี้ วางกิจกรรมที่น่าสนใจทำตลอดทาง ไม่เบื่อ มีการเก็บแต้มจากการร่วมกิจกรรมรักษ์โลกต่าง ๆ หรือเมื่อเราซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากร้านค้า จะกลายเป็น Green Point ที่เป็นส่วนลดเพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้มีกิจกรรมเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ทีมยังหานวัตกรรมที่ช่วยให้คนมีส่วนร่วมอย่างสนุกขึ้น เช่น แผ่นรองพื้นสร้างพลังงานโดยคนไทยที่เรียกว่า Kinetic Tiles เมื่อเราเหยียบจะทำให้เกิดพลังงานในพื้นที่ ยิ่งเหยียบ กระโดด เต้น เคลื่อนไหวบนแผ่นเหล่านี้จะยิ่งผลิตพลังงานให้โซนนี้ สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับคนที่มาเดินศูนย์การค้า และเรียนรู้นวัตกรรมใกล้ตัวอีกด้วย
ร้านค้าใน NEXTOPIA ในภาพรวมจะเป็นการผสมผสานระหว่างร้านค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร และ เครื่องดื่ม (F&B) รวมทั้ง Community Space แม้คอนเซปต์พื้นที่จะเต็มไปด้วยนวัตกรรม แต่ทีมออกแบบก็ไม่ทิ้งเรื่องการทำให้มันใช้งานง่าย คุณแค่เดินเข้ามากินข้าวก็ได้ แต่การกินข้าวโซนนี้จะช่วยโลกให้ดีขึ้นด้วย
อ่านจบแล้ว อาจมีบางคนสงสัยว่า แล้ว Luxury หายไปไหน NEXTOPIA จะมีความเป็นสยามพารากอนได้มากแค่ไหน
ความหมายใหม่ของ Luxury
“หลายคนลืมไปว่า Luxury Brand สมัยก่อนเป็นแบรนด์ที่มีนวัตกรรมมากที่สุด” ดร.อมัจจ์พูด “นาฬิกาข้อมือ Cartier เกิดจากนักบินขับเครื่องบิน สมัยก่อนเราใช้นาฬิกาแบบพก ตอนขับเครื่องบินใช้มือควักนาฬิกาออกจากกระเป๋าไม่ได้ Cartier เลยคิดค้นนาฬิกาข้อมือสุภาพบุรุษเรือนแรกของโลก”
NEXTOPIA เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม มันจึงไม่หลุดจากแก่นความเป็น Luxury สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่คนไม่คุ้นเคย
นภนิศยกตัวอย่างงานศิลปะ เขามองว่าเทรนด์ยุคนี้คือ Art is a New Luxury ถูกสอดแทรกอยู่ในพื้นที่ทั้งหมดของ NEXTOPIA
“คำว่า Art ของผมไม่จำเป็นต้องมี Art Piece ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ เท่านั้น แต่ทุกไอเทมเป็น Art ได้ ยกตัวอย่างเช่นราวกันตก ใน NEXTOPIA เราใช้เหล็กที่เหลือจากการผลิต เป็นลักษณะเหล็กข้ออ้อย เอามาเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เป็นราวทั้งหมดของโครงการ อันนี้คือตัวอย่าง เราคิดแค่ว่าหาวัสดุรีไซเคิลแล้วเอามาใช้ทันทีไม่ได้ มันต้องแปลงร่าง ใส่ความคิดและเวลากับมัน”
แม้ในบทความนี้เราจะพูดถึงโครงการ NEXTOPIA ที่เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสยามพารากอน แต่ในความเป็นจริง สยามพิวรรธน์มองว่าโปรเจกต์นี้จะเปลี่ยนภาพสยามพารากอนด้วย ทั้งในเชิงการบริหารจัดการพลังงาน และความหมายของ Luxury ที่คนคุ้นเคยให้แผ่ขยายออกไป มีความหมายที่ลึกซึ้งขึ้น

“เรามองว่า Luxury วันนี้คือการที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แล้วส่งผลประโยชน์ต่อให้คนในสังคมด้วย นั่นคือชีวิตที่ Luxury เกี่ยวข้องกับเรื่องความยั่งยืนด้วย ไม่ใช่ว่าตัวเองมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์อย่างเดียว เราได้ส่งต่อความดีนั้นให้คนอื่นและสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า คิดว่าถ้าเดินเข้ามาในพื้นที่ NEXTOPIA คุณก็มีส่วนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้” ชนิสาอธิบาย
ด้วยคอนเซปต์ที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ทีมจึงใช้เวลาในการพูดคุยกับพาร์ตเนอร์นานกว่าปกติ แต่พวกเขาคิดว่าคุ้ม เพราะสยามพิวรรธน์เชื่อเรื่อง Co-create พวกเขาไม่สามารถทำงานนี้คนเดียว และอยากร่วมกับองค์กรหลายภาคส่วนเพื่อไปข้างหน้าพร้อมกัน
“ความสนุกของการ Co-create คือเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือเหตุผลที่เราไปข้างหน้าในทุกโปรเจกต์ แนวคิดเราคือเปิดออกไปก่อน แล้วดูผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง แม้กระทั่ง Tagline ของ NEXTOPIA คือ Co-creating Communities for a Better World งานนี้ไม่มีทางเสร็จด้วยตัวคนเดียว นี่คือการเปิดประตูออกมาร่วมกันทำ และ 3 สิ่งที่ทุกคนจะได้สัมผัสจากการเข้ามาร่วมกับเราในพื้นที่แห่งนี้ นั่นคือ Happier, Healthier และ Hippier
“หนึ่ง Happier คือสนุกกับการ Hangout ที่มากขึ้น ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน
“สอง Healthier เป็นพื้นที่รวมร้านอาหารที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในโซน Blue Zone ที่คัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิก ใช้ทรัพยากรจากท้องถิ่น (Local Sourcing) และมีเมนูที่ลดการปล่อยคาร์บอน (Low Carbon Footprint) พร้อมเมนูพิเศษที่ทุกคนอิ่มอร่อยได้โดยไม่สร้างขยะฝังกลบ (Zero Waste to Landfills)
“Hippier สำคัญที่สุดคือ การสร้าง Community แนวใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พบปะเพื่อนใหม่ และค้นพบไลฟ์สไตล์ที่เติมเต็มจิตใจในทุกวัน เช่น Sound Healing, Sound Bath, Freestyle Dancing, Indoor Yoga และกิจกรรมอื่น ๆ ที่หลอมรวมความสุข ความสงบ และความสร้างสรรค์ไว้ด้วยกัน” สาลวิทเล่า
“วิธีวัดผลสำเร็จของผม คือต้องสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงให้ได้ ให้คนกรีนมีที่ยืน ถ้าคนนึกถึงกิจกรรมด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ต้องนึกถึง NEXTOPIA ให้เขามาหาเราได้ทุกเมื่อ เพื่อให้เขามาจับกับคนที่เขาควรจะจับมือด้วยหรือองค์กรที่เขาไปไม่ถึง” อาจารย์สิงห์เสริม
ระหว่างพูดคุย ทีม Think Tank ทั้ง 5 คนพูดคำว่า ‘ต้นแบบ’ บ่อยมาก NEXTOPIA มีความสำคัญทั้งในแง่การเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท และอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม Retail ของโลกด้วย ในแง่การเป็นศูนย์การค้าต้นแบบที่มีส่วนทำให้เมืองสะอาดขึ้นและดีขึ้น

“ตอนนี้มีคำพูดหนึ่งในทีมว่า เราล้มเหลวไม่ได้นะ เพราะถ้าล้มแล้วคนจะไม่ทำเรื่องกรีนอีกเลย ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อให้คนได้ต้นแบบ Sustainable Retails จริง ๆ ทำให้มันเกิดในองค์กร ให้คนอื่นมาเรียนรู้วิธีนี้จะทำให้ Retail Industry เปลี่ยนไป ผมคิดว่านี่คือมุมมองของผู้บริหาร คืออยากเปลี่ยนอุตสาหกรรมรีเทลของประเทศหรือของโลกให้มีทิศทางที่ถูกต้องมากขึ้น” อาจารย์สิงห์ ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนเล่า
“ถ้าสยามพิวรรธน์เป็นแค่ Shopping Operator ธรรมดา มีเป้าหมายว่าอยากจะได้กำไร เราไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ แต่ CEO บอกว่า คุณไม่ใช่คนขายพื้นที่นะ แน่นอนว่าคุณต้องมีกำไร เพื่อที่บริษัทของจะอยู่ได้ เลี้ยงพนักงานได้ แต่มากกว่านั้นคือคุณต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นด้วย พอเป็นอย่างนั้น เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องมี Think Tank ทำไมเราต้องคิดใหม่ ๆ เสมอ ต้องถามตัวเองตลอดกว่า สิ่งที่ทำอยู่ ส่งผลประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือเปล่า” ชนิสาเสริม
NEXTOPIA ไม่ใช่เมืองที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ ‘เมืองที่กำลังถูกสร้างขึ้น’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งมีกำหนดจะเผยโฉมปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์จะสำเร็จแค่ไหน ไม่มีทางรู้ได้
เรื่องหนึ่งที่เราพอบอกได้ คือทุกคนในสยามพิวรรธน์ตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้ วัดได้จากความตื่นเต้นระหว่างเล่า แย่งกันพูดในหลายจังหวะ ถ้าคนทำตื่นเต้นขนาดนี้ พลังงานของคนทำคงส่งไปถึงคนที่จะมาใช้พื้นที่นี้เช่นกัน
เพราะนี่คือ DNA ของสยามพิวรรธน์ ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และถ้าร่วมมือกัน ความฝันก็เป็นจริงได้
“ถ้าเดินเข้าไปจากทางเข้า เราจะไม่รู้สึกว่าอยู่ในศูนย์การค้าอีกต่อไป” เรานึกภาพตามที่ดีไซเนอร์เล่า “ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง คุณต้องไปเห็นกับตา”

