15 ธันวาคม 2025
320

ใครสักคนเคยบอกกับเราว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่รอคอยให้ค้นพบ แต่คือสิ่งที่เกิดจากการฟูมฟัก

เช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงและมั่นคงสักต้น การที่มันจะเติบโตจนแผ่กิ่งก้านใบได้ร่มเย็นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ ‘เมล็ดพันธุ์’ ต้องอาศัยน้ำ แสงแดด และการใส่ปุ๋ยพรวนดินที่เพียงพอ

เช่นเดียวกับคนสักคนที่ต้องเติบโตอย่างมีคุณภาพ น้ำ แสงแดด และการใส่ปุ๋ยพรวนดินไม่ต่างจากโอกาส ความรู้ และความเชื่อว่าเขาจะเติบโตไปได้อย่างดี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เชื่อแบบนี้ พวกเขาจึงหันมาใส่ใจกับการเตรียมดินและน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์ ผ่านโครงการ ‘OR Seeding the Future ASEAN Camp 2025’ 

นี่คือเรื่องราวการเดินทางและความฝันของเมล็ดพันธุ์อันหลากหลาย และโครงการที่เปรียบเสมือนพื้นที่ที่เปิดให้เขาเติบโตในแบบของตัวเอง

เมล็ดพันธุ์จาก 4 ประเทศ

“OR เชื่อว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตที่งดงามที่สุด” หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง OR กล่าวในวันเปิดโครงการ 

“เพราะทุกการเดินทางของเยาวชนคือจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ”

โครงการ OR Seeding the Future ASEAN Camp จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยจุดประสงค์นั้น โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่พาให้น้อง ๆ กว่า 50 ชีวิตจาก 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ไทย ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ มาพบกัน 

ไม่ใช่แคมป์ที่หมายมั่นจะปั้นพนักงานในอนาคต แต่ที่นี่คือพื้นที่ที่เป็นดั่งเรือนเพาะชำทางความคิด เปิดกว้างให้เด็ก ๆ เยาวชนได้ลองคิดและลองทำ เพื่อค้นพบศักยภาพที่อาจจะซ่อนอยู่ในตัวเอง ท่ามกลางมิตรภาพไร้พรมแดนกับเพื่อน ๆ ที่แม้จะไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่ทุกคนล้วนมีความตั้งใจจะเติบโตไปเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในสังคมที่อยู่

เวิร์กช็อปที่สอนให้เปิดทั้งสมองและหัวใจ

พูดได้เลยว่า OR Seeding the Future ASEAN Camp 2025 ที่จัดขึ้นวันที่ 23 – 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นอบอวลไปด้วยพลังของหนุ่มสาว

ความน่าสนใจของค่ายในปีนี้คือ OR ตั้งใจให้น้อง ๆ ได้เปิดกว้างทั้งด้านความรู้และหัวใจที่โอบรับความหลากหลาย 

ในมุมหนึ่ง นี่คือเวทีฝึกทักษะที่เข้มข้น มี Intensive Workshop ที่จะช่วยให้น้อง ๆ ได้ลับคมความคิดสร้างสรรค์ ฝึกทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ ไปจนถึงฝึกฝนบุคลิกภาพและทักษะด้านการสื่อสาร ผ่านโจทย์ทางธุรกิจที่เสมือนจริง ได้ลองเสนอไอเดียและแก้ปัญหาจริง ๆ ซึ่งนำไปต่อยอดได้ในชีวิตประจำวัน

ในอีกมุม นี่คือพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคนได้เรียนรู้ความงดงามของความหลากหลาย ผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม บทสนทนาที่มีสำเนียงหลากหลาย แบ่งปันเรื่องเล่าประจำบ้านเกิด เครื่องแต่งกายที่ช่วยเล่าเรื่องพื้นถิ่น รวมถึงการแสดงที่น่าประทับใจ ทั้งหมดนี้คือกาวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนอาเซียนให้แน่นแฟ้น

มากกว่านั้น แคมป์นี้ยังพาน้อง ๆ ไปสัมผัสโลกกว้างผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสัมผัสความหมายของประโยค Empowering All toward Inclusive Growth หรือ ‘เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน’ อย่างแท้จริง 

OR เชื่อว่าบทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการมองโลกอย่างรับผิดชอบ ในฐานะพลเมืองอาเซียน

ประสบการณ์ต่อยอดได้ไม่รู้จบ

เพื่อให้เข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่ผ่านประสบการณ์นี้ และเห็นภาพสิ่งที่ค่ายนี้สร้างไว้ได้ชัดเจนขึ้น เราลองมาฟังเสียงสะท้อนจาก ‘เมล็ดพันธุ์รุ่นพี่’ ที่เคยผ่านค่ายมาก่อน ว่าการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว OR Seeding the Future ให้อะไรกับพวกเขาบ้าง

อริสา หมอนวดดี จากโครงการ OR Seed 9 เล่าว่า สิ่งที่เธอได้รับมีมากกว่าความรู้ทางธุรกิจ 

“ตอนแรกคาดหวังว่าจะได้ประสบการณ์จริงและความรู้เกี่ยวกับงานของ OR แต่แคมป์นี้ให้มากกว่านั้น” อิมรำลึกความหลัง 

“บทเรียนสำคัญคือการเรียนรู้การทำงานภายใต้แรงกดดัน ยิ่งได้ทำงานร่วมกับเพื่อนต่างชาติ มันช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานข้ามวัฒนธรรม และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ทันสถานการณ์”

อริสายังบอกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกว้าวเป็นพิเศษ คือการได้เห็นเบื้องหลังของหน่วยธุรกิจที่คุ้นเคย อย่างสถานีบริการ PTT และ Café Amazon รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับน้ำมันเครื่องยนต์ ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือมุมมองเรื่องความยั่งยืนที่ค่ายนี้ปลูกฝัง

“เราได้เห็นแนวทางความยั่งยืนของ OR จริง ๆ ตั้งแต่การจัดการพนักงาน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาชุมชน ทำให้เข้าใจว่าธุรกิจพลังงานเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนได้” 

ท้ายที่สุด เธอนำแนวคิดเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสังคมแวดล้อมที่ได้เรียนรู้จากแคมป์นี้ เช่น การแปรรูปถังน้ำมันให้กลายเป็นโต๊ะบริจาคให้โรงเรียน ไปต่อยอดทำโครงการด้านความยั่งยืนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชน นั่นหมายความว่าเมล็ดพันธุ์ที่ OR หว่านไว้ เริ่มแตกกิ่งก้านใบออกไปแล้ว

ในขณะที่ สุพิชญา ทวีพรโชค ผู้จบจากแคมป์เดียวกัน เล่าว่าสิ่งที่ประทับใจที่สุดเธอคือการตระหนักถึงพลังของสิ่งแวดล้อม ในความหมายว่า สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่แวดล้อมตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือผู้คน

“ค่ายนี้ทำให้หนูรู้ถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมว่า ผู้คนที่ดี กิจกรรมที่ดี และการได้เรียนรู้ Mindset ที่ดีจากองค์กรที่ดี กำหนดทิศทางและแพสชันในชีวิตของหนูได้มากแค่ไหน อีกอย่างคือแคมป์นี้สอนให้รู้ว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขวดน้ำพลาสติก การแยกขยะ หรือเรื่อง Food Waste”

สุพิชญายังตั้งใจที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปทำคอนเทนต์ที่สร้างการตระหนักรู้ต่อไป เพื่อเป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ในอนาคต

คอมมูนิตี้อาเซียนที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

หากถามว่าทำไมองค์กรใหญ่อย่าง OR ถึงต้องทุ่มทรัพยากรมากมายเพื่อจัดแคมป์นี้ คำตอบอาจคือคำว่า Living Community มอตโต้ที่ OR เน้นย้ำบ่อย ๆ 

นั่นคือการสร้างคอมมูนิตี้ที่ร่วมเติมเต็มความสุขของผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

OR อยากสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันในระดับสากล เพราะฉะนั้น การเปิดบ้านให้กับเยาวชนจากหลากหลายประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเห็นการดำเนินธุรกิจและวิธีคิดอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและสายสัมพันธ์กับแบรนด์ที่แข็งแรง มากกว่านั้น เมื่อเยาวชนเหล่านี้เติบโต พวกเขาจะกลายเป็นเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่แข็งแรง พร้อมจะเติบโตไปกับแบรนด์ และพร้อมที่จะสร้างสังคมที่มีคุณภาพไปด้วยกัน

โครงการ OR Seeding the Future ASEAN Camp คือส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 6 วัน แต่เราเชื่อเหลือเกินว่าความรู้ มิตรภาพ และโอกาสที่ได้รับจากโครงการนี้จะต่อยอดออกไปได้ไม่รู้จบ

เช่นเดียวกับตอนที่เมล็ดพันธุ์ถูกปลูกและได้รับการฟูมฟักดูแลอย่างดี ต้นไม้ก็จะเติบโตอย่างแข็งแรง

ติดตามการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตและเรื่องราวความประทับใจจากค่าย OR Seeding The Future ASEAN Camp 2025 รวมถึงข่าวสารของค่ายครั้งใหม่ได้ที่
Facebook : OR Seeding The Future

Writer

พัฒนา ค้าขาย

นักเขียนชาวเชียงใหม่ผู้รักทะเลและหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender ความสัมพันธ์ และเรื่องป๊อปทุกแขนง