5 ธันวาคม 2025
2 K

วิกฤตปะการังฟอกขาว ยังไม่เท่ากับโศกนาฏกรรม ‘หญ้าทะเล’ ที่กำลังจะตายเรียบ และตายเงียบเสียเหลือเกิน

เรารู้จักหญ้าทะเล…น้อยมาก 

ขอให้ลืมภาพสนามหญ้าหน้าบ้านกันไปก่อน 

เรากำลังพูดถึง 1 ใน 3 ระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญ ได้แก่ ป่าชายเลน แนวปะการัง และหญ้าทะเล

ภาพ : Facebook Ning Supanwanid 

หญ้าทะเล เป็นพืชชั้นสูงกลุ่มเดียวของโลกที่อยู่ใต้น้ำทั้งต้น ต่างจากสาหร่ายที่เป็นพืชชั้นต่ำไม่มีระบบราก มีประมาณ 60 ชนิดทั่วโลก พบในประเทศไทยถึง 13 ชนิด ด้วยพื้นที่เขตร้อน จึงมีหญ้าหลากหลายชนิด นี่จึงเป็นบ้านของสัตว์น้ำเฉพาะบางกลุ่ม เช่น พะยูน (ซึ่งไม่กินปะการังแน่นอน) ลูกปลาเก๋า ปูม้า กุ้งกุลาลาย (หรือที่คนไทยเรียกว่า กุ้งลายเสือ) เป็นต้น

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวไว้ว่า 

“เรามีความรู้เรื่องปะการัง 100 ส่วน แต่เรารู้เรื่องหญ้าทะเลแค่ 5 ส่วน โลกพูดเรื่องปะการังฟอกขาวมาเป็นสิบปี แต่หารู้ไม่ว่าระบบนิเวศหญ้าทะเลกำลังโดนโจมตีแบบไม่รู้ตัว ในช่วง 2 ปีนี้ หญ้าทะเลหายไปแล้ว 80 – 90%”

ไม่นานมานี้ ผู้คนเริ่มตื่นเต้นกับความสามารถของหญ้าทะเลในฐานะระบบนิเวศที่กักเก็บคาร์บอนได้ดีที่สุดในโลก ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature : IUCN) ชี้ว่า หญ้าทะเลดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าป่าบก 7 – 10 เท่า ดีกว่าป่าชายเลนอย่างน้อย 2 เท่า 

แต่ปัญหาคือโลกร้อน น้ำทะเลเดือด น้ำทะเลลงแห้ง ทำให้หญ้าทะเลตาย และเรายังไม่รู้วิธีฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลให้กลับคืนมา

ก่อนที่หญ้าทะเลจะกลายเป็นเพียงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์​ และนั่นอาจทำให้สัตว์น้ำอีกนับร้อยชนิดสูญพันธุ์ไปตามกัน

ยังมีความพยายามของคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่หัวใจยิ่งใหญ่มารวมตัวกัน เกิดเป็น ‘ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง (ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน)’ หมู่เกาะหมาก จังหวัดตราด ที่เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.), องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด (กลุ่มอนุรักษ์ปะการัง) 

นี่คือบันทึกเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของหญ้าสู้ชีวิต คนสู้เพื่อหญ้า และชุมชนที่สู้เพื่อให้ลูกหลานยังได้เห็นหญ้าทะเลกันต่อไป

เหตุเกิดที่เกาะหมาก

เหตุใดต้องเป็นเกาะหมาก
อาจารย์ธรณ์ตอบสั้นแต่เฉียบว่า เจ้าของเกาะหมากมีเพียง 5 ตระกูลใหญ่ ทุกคนคุยรู้เรื่อง เห็นไปในแนวทางเดียวกันเรื่อง Low Carbon Destination

ในขณะเดียวกัน เกาะหมากคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น แค่ค่าตั๋วขึ้นเรือเฟอร์รีมาเกาะหมากก็แพงกว่าเกาะเต่า 10 เท่า มีธรรมนูญเกาะหมาก 8 ข้อที่ชุมชนกำหนดร่วมกัน ทำให้นักท่องเที่ยวปาร์ตี้เมามายหรือทำกิจกรรมทางน้ำจนท้องทะเลเสียหายไม่ได้ จนได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก Top 100 Green Destinations นักท่องเที่ยวคุณภาพเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะมาช่วยปลูกและดูแลหญ้าทะเล รวมถึงช่วยสนับสนุนทุนทรัพย์ได้ต่อในอนาคต

อาจารย์ธรณ์เห็นโอกาสจึงไม่รอช้า ชวนบางจากมาร่วมสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของแหล่งหญ้าทะเล และสำรวจแนวพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ก่อนที่จะมาลงนามบันทึกข้อตกลงกับพันธมิตรร่วมกันในปีถัดมา และเนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีต้นแบบโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ตั้งอยู่ภายในสถานีวิจัยประมงศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่ดำเนินการได้ครอบคลุมการเพาะเลี้ยงหญ้าทะเลจากเมล็ดที่เก็บมาจากธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่รบกวนต้นพันธุ์น้อยที่สุด และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการวิจัย

ต่อมาใน พ.ศ. 2567 บางจากจึงช่วยต่อยอดสู่เกาะหมาก เกิดเป็นโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลโดยชุมชนแห่งแรกของประเทศที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้และอนุบาลหญ้าทะเล ก่อนนำลงปลูกในธรรมชาติ โดยจะใช้ต้นอ่อนหญ้าทะเลมาเลี้ยงในบ่ออนุบาล เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนนำลงปลูก

จนกระทั่ง พ.ศ. 2568 ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง (ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน) หมู่เกาะหมาก ก็ได้เปิดประตูต้อนรับผู้คน ให้พบทั้งหญ้าทะเลและปลาการ์ตูน

 กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ที่เริ่มภารกิจมาตั้งแต่วันแรกพร้อมกับอาจารย์ธรณ์ ยิ้มชื่นใจเมื่อได้เห็นต้นอ่อนหญ้าทะเลเดินทางมาถึงเกาะหมากอย่างแข็งแรงปลอดภัย

 “ความตั้งใจเดิมคือเราต้องการศึกษาแหล่งดูดซับคาร์บอน ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้องค์กรไปถึงเป้าหมาย Net Zero แล้วเราก็พบว่าหญ้าทะเลเป็นพืชที่มีประสิทธิภาพดูซับคาร์บอนดีกว่าป่าบกเสียอีก 

“แต่พอโลกร้อนรุนแรงขึ้น หญ้าทะเลตายหมด เราเลยกลับมาตั้งต้นใหม่ว่า ขอเน้นเรื่องการอนุรักษ์ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องคาร์บอนเครดิต แค่ขอให้มีหญ้าทะเลอยู่คู่โลกต่อไป

“เราเห็นศูนย์การเรียนรู้หลายแห่งทำแล้วก็ถูกทิ้งร้าง แต่ศูนย์เรียนรู้นี้อยู่กับชุมชนจริง ๆ มีทีมงานคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับเครือข่ายในท้องถิ่น ใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน หวังว่าจะช่วยให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลในพื้นที่ดำเนินไปได้ต่อ” กลอยตาบอกอย่างมีความหวัง

บรรยากาศของการเปิดศูนย์เรียนรู้เหมือนงานขึ้นบ้านใหม่เสียมากกว่า มีญาติพี่น้อง คนคุ้นเคย รวมทั้งวัยรุ่นในหมู่บ้านมาต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง ‘หญ้าทะเล’ กันเต็มไปหมด เพราะทุกคนรับรู้การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง ต้องออกเรือหาปลาระยะทางไกลขึ้น และความรุนแรงของปะการังฟอกขาวที่กินเวลานานขึ้น

ปากคำของนักดำน้ำ

ลุงอึ่ง-นพดล สุทธิธนกูล ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด และประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการัง เกาะหมาก นักดำน้ำผู้ดูแลปะการังมานับสิบปี โชคดีที่ยังไม่ถูกจับ เพราะยุคหนึ่งคนทั่วไปแตะต้องปะการังไม่ได้ ผิดกฎหมาย ถึงขั้นถูกจับ ปรับ ติดคุก 

ทรัพยากรทางทะเลเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของคนเกาะหมาก

ลุงอึ่งพร้อมสมาชิกจึงศึกษาจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จนมีความรู้และได้ขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนชายฝั่ง รวมถึงบัตร ‘อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล’ อนุญาตให้กลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากเข้าถึงการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างถูกกฎหมาย เฉพาะในพื้นที่เกาะหมากและเกาะกูดเท่านั้น

ก่อนจะแหวกว่ายไปถึงแนวปะการัง ลุงอึ่งและทีมงานต้องผ่าน ‘ทุ่งหญ้าทะเล’ ทุกทีไป หญ้าทะเลที่เหมือนพรมเขียวขจีใต้น้ำมักเติบโตอยู่ระหว่างชายหาดและแนวปะการัง ทำหน้าที่เป็นแนวกันคลื่นตามธรรมชาติ แหล่งหญ้าทะเลจึงเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่สำคัญมาก 

แต่จู่ ๆ มันก็หายไป

“2 – 3 ปีมานี้น้ำเดือดขึ้นมาก เอาขาแหย่ลงไปในน้ำก็สะดุ้งแล้ว น่าจะเกิน 34 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมของหญ้าทะเลอยู่ที่ 29 องศาเซลเซียส

“แดดแรง น้ำแห้งนานด้วย บางช่วงน้ำลงจนเห็นใบหญ้าโผล่ขึ้นมา เมื่อก่อนน้ำลงแค่ 1 – 2 ชั่วโมง เดี๋ยวนี้น้ำลงทีครึ่งวัน หญ้าก็โดนแดดเผาตายหมด

“เกาะหมากยังพอเหลืออยู่บ้าง แต่เพิ่งไปสำรวจเกาะกระดาดมา แถวนั้นตายเยอะเลย”

ลุงอึ่งพูดเสียงสูง พร้อมกับโชว์ส่วนสูงหญ้าทะเลที่สูงประมาณครึ่งแข้ง…แทบไม่เห็นแล้ว 

อาจารย์ธรณ์เสริมต่อว่า ทีมวิจัยเคยวัดอุณหภูมิเบื้องล่างผิวดินใต้ทะเลได้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส หญ้าทะเลจะเก็บพลังงานไว้ที่ราก ต่อให้ใบขาดวิ่นเพราะโดนสัตว์น้ำกิน หากรากยังอยู่ ใบก็ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ทุกวันนี้น้ำร้อนจัดจนทำให้รากเน่า
“หญ้าทะเลมีหลายชนิด หลายขนาดและความสำคัญต่างกัน อย่างหญ้าชะเงาใบยาว นี่สำคัญ เปรียบเสมือน ‘ไม้ยืนต้นในทะเล’ ยาวได้ถึง 2 เมตร บางที่อยู่มา 30 – 40 ปี ส่วนหญ้าใบมะกรูดเหมือนพืชล้มลุก 

“เวลาเราอ่านข่าวว่าหญ้าทะเลฟื้นแล้ว นั่นคือหญ้าใบมะกรูด มันอยู่ได้เดี๋ยวเดียวก็ตาย

“สิ่งที่เราต้องการ คือหญ้าชะเงาใบยาว”

อะไรคือชะเงาใบยาว

“หญ้าชะเงาใบยาวเหมือนขิงเสียมากกว่า” นี่คือความลับใต้น้ำที่อยู่ใต้ดินอีกที

หญ้าชะเงาใบยาวเป็นหญ้าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใบเรียวยาวสูงได้ถึง 2 เมตร ในขณะที่ลำต้นใต้พื้นดินเจริญลึกลงไปได้ถึง 2 เมตรเช่นกัน มีรากแทงลงลึกเพื่อยึดเกาะพื้นทรายหรือโคลน และมีเหง้าที่เลื้อยในแนวนอนใต้พื้นดิน สานกันคล้ายพรม เติบโตขยายกอเป็นผืนใหญ่ และงอกออกมาเป็นต้นใหม่ได้ต่อเนื่อง

‘หญ้าทะเล’ ไม้ยืนต้นใต้ทะเลใกล้ตายหมู่จากน้ำร้อน กับความหวังเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกของโลกในไทย
ภาพ : Facebook Ning Supanwanid

เหตุที่หญ้าชะเงาใบยาวช่วยดูดซับคาร์บอนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะทั้งใบและลำต้นใต้ดินช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็ง

“10% คือปริมาณคาร์บอนที่อยู่ในใบหญ้าทะเล มันคอยทำหน้าที่ลดความเร็วของน้ำ ดักจับตะกอนในน้ำ ทำให้ตะกอนที่เต็มไปด้วยคาร์บอนตกลงสู่พื้นดิน และฝังทับกันไปเรื่อย ๆ

“90% คือคาร์บอนที่เก็บสะสมอยู่ในต้นและรากใต้ดิน เครือข่ายรากจะช่วยยึดคาร์บอนอินทรีย์ที่ตกลงมา ทับถมกันได้เป็นร้อยปี นี่คือปุ๋ยชั้นดีให้ต้นหญ้าเอามาใช้งานและปล่อยออกซิเจนกลับคืนสู่โลก ถ้าไม่มีหญ้าทะเลตามแนวชาวฝั่ง ตะกอนดินซึ่งเต็มไปด้วยคาร์บอนทั้งหลายจะออกสู่ทะเล ย่อยสลายและเปลี่ยนสภาพขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หญ้าทะเลจึงเป็นตัวตัดตอนวัฏจักรคาร์บอนให้ฝังลงดินได้ในทันที”

ระหว่างที่อาจารย์ธรณ์อธิบาย ต้นหญ้าทะเลในขวดโหลใบใหญ่ก็กำลังปล่อยฟองออกซิเจน ปุด ๆๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ

‘หญ้าทะเล’ ไม้ยืนต้นใต้ทะเลใกล้ตายหมู่จากน้ำร้อน กับความหวังเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกของโลกในไทย

การทำงานฝืนธรรมชาติ และห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเลแห่งแรกของโลก

15 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยที่หญ้ายังแน่นเต็มทะเลมากกว่านี้ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มวิจัยเพื่อหาวิธีฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล โดยรบกวนต้นพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติให้น้อยที่สุด

อาจารย์หนิง-รศ.ชัชรี แก้วสุรลิขิต หัวหน้าโครงการพัฒนาวิธีการฟื้นฟูและการย้ายปลูกหญ้าทะเลเพื่อการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล หน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บอกว่า

“การไปขุดเหง้าหญ้าชะเงาใบยาวออกมาเพื่อขยายพันธุ์ต่อก็เป็นวิธีที่ทำได้ แต่อาจเป็นการทำลายแหล่งต้นพันธุ์เดิมที่มีน้อยอยู่แล้วในทะเล เราจึงสนใจวิธีเพาะจากเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ”

การเพาะจากเมล็ดอาจฟังดูง่าย เนื่องจากหญ้าชะเงาใบยาวเป็นพืชดอก เมล็ด 1 เมล็ดงอกได้เป็น 1 ต้น แต่การปล่อยให้งอกไปเป็น 2 ต้นตามธรรมชาติ ต้องรออย่างน้อย 2 ปี ซึ่งช้าเกินไปในยุคโลกเดือด

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าชะเงาใบยาวจึงกลายเป็นวิธีที่มีความหวังมากที่สุด ทีมวิจัยใช้เวลากว่าทศวรรษในการลองผิดมากกว่าลองถูก จนพัฒนาวิธีกระตุ้นให้หญ้าชะเงาใบยาวแตกยอดจาก 1 เมล็ดออกมาเป็น 300 ยอดสำเร็จ 

นี่คือแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเลแห่งแรกของไทยและของโลก

การค้นพบเรื่องการแตกยอดหญ้าคาทะเลในครั้งนี้ยังได้จดสิทธิบัตร เพื่อให้นำไปใช้งานที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อธรรมชาติ ป้องกันการหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ท่ามกลางความวิบัติของระบบนิเวศ

หลังจากพัฒนาสูตรอาหารที่ใช่กับหญ้าคาทะเล ทีมวิจัยยังพัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อนุบาล เลือกพื้นที่ที่เหมาะสม เก็บข้อมูล ทดลอง ทดสอบต่ออีก 3 ปี จนได้วิธีการต่าง ๆ ที่น่าจะทำได้จริงนอกห้องแล็บ 

เมื่อเข้าปีที่ 4 จึงทดสอบการย้ายปลูกไปยังพื้นที่ที่เคยมีหญ้าแต่ตายไปแล้ว เช่น เกาะหมาก และเสาะหาพื้นที่ที่ไม่เคยมีหญ้า แต่พบว่ามีศักยภาพปลูกได้ แล้วเอาหญ้าไปลองลงปลูกว่าจะขยายได้หรือไม่

‘หญ้าทะเล’ ไม้ยืนต้นใต้ทะเลใกล้ตายหมู่จากน้ำร้อน กับความหวังเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกของโลกในไทย
ทีมวิจัยลงพื้นที่ติดตามผลการปลูกหญ้าชะเงาใบสั้นที่เกาะสมุย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเลมาก่อน อยากรู้ไหม ทำไมยิ้มกว้างขนาดนี้
‘หญ้าทะเล’ ไม้ยืนต้นใต้ทะเลใกล้ตายหมู่จากน้ำร้อน กับความหวังเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกของโลกในไทย
ผ่านไป 1 เดือน มีอัตรารอด 90%
‘หญ้าทะเล’ ไม้ยืนต้นใต้ทะเลใกล้ตายหมู่จากน้ำร้อน กับความหวังเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกของโลกในไทย
ผ่านไป 3 เดือน มีอัตรารอด 76% มีกอหญ้าลดลงไปบ้างและแต่ละกอมีต้นใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย
ภาพ : Facebook Ning Supanwanid

หมื่นก้าวเพื่อหาบ้านใหม่ให้หญ้าทะเล

ถึงจะผลิตต้นพันธุ์ได้ แต่การนำลงไปปลูกในพื้นที่ไม่ใช่จะสำเร็จโดยง่าย คณะประมงจึงพัฒนาโมเดลประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ก่อนปลูก ให้ผู้ปลูกเลือกพื้นที่ได้ และเพิ่มโอกาสที่หญ้าทะเลจะเติบโตต่อไป

(ในหัวผู้เขียนนึกไปถึงโครงการปลูกป่าชายเลนมากมายที่ล้มเหลว เพราะไม่คำนึงถึงพื้นที่และการดูแลซ่อมแซม ซึ่งการปลูกหญ้าทะเลยากยิ่งกว่า)

การทำงานกับพืชใต้น้ำต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านภูมิประเทศและทิศทางลม พื้นที่ในไทยที่เหมาะกับหญ้าทะเลมักอยู่ในบริเวณคลื่นลมสงบ ภายในระยะไม่เกิน 15.04 กิโลเมตรจากแนวกำบังคลื่นลมตามทิศทางมรสุม

การเดินเท้าวันละเกินหมื่นก้าวของทีมวิจัยจึงเริ่มต้นขึ้นในทุกวันที่น้ำลง วัดระดับความสูงของพื้นดินเทียบกับระดับน้ำต่ำสุดในรอบ 19 ปี (Lowest Low Water) เก็บตัวอย่างดินเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบและปริมาณสารอินทรีย์ จากนั้นนำข้อมูลมาสร้างแผนที่แสดงตำแหน่งพื้นที่ปลูกหญ้าทะเลที่มีศักยภาพในระดับต่าง ๆ

บางพื้นที่จะมีการกำหนดจุดบนแผนที่เป็นแถวออกจากฝั่ง แต่ละแถวห่างกัน 100 – 200 เมตร มีการเก็บระดับความสูงพื้นและเก็บดินทุก 50 เมตร ทีมวิจัยจะเดินคู่ขนานไปพร้อมกัน 2 แถว โดยมีคนส่องกล้องวัดระดับอยู่ระหว่างแถว เมื่อเสร็จก็จะย้ายกล้องและเดินทำคู่ต่อไปจนครบ ศึกษาวิธีการประเมินพื้นที่ได้ที่นี่

อาจารย์หนิงแถมภาพในความทรงจำสุดโหดที่ทีมงานเพิ่งตกลงไปในหลุมเลนแล้วตะกายขึ้นมา

“10,000 ก้าวที่เดินทุกวัน ไม่ได้เดินบนหาดทรายธรรมดา ความยากลำบากแล้วแต่ที่ บางจุดน้ำลึก บางที่เลนลึกถึงครึ่งน่อง”

ในที่สุดแผนที่ประเมินศักยภาพการย้ายปลูกก็ถือกำเนิดขึ้น (ขอตั้งชื่อเล่นให้ว่า โพยปลูกหญ้าทะเล) โดยผู้ใช้งานนำไฟล์แผนที่ไปเปิดในแอปพลิเคชัน Google Earth เพื่อเข้าถึงจุดปลูกที่เหมาะสมได้

นี่คือภาพส่วนหนึ่งบนเกาะหมากที่มีโอกาสปลูกหญ้าทะเลได้ รอเพียงช่วงเวลาที่เหมาะสม น้ำลงจนเดินถึง ต้นอ่อนหญ้าทะเลก็พร้อมลงสู่พื้นทราย แต่ถ้าเรื่องจบบริบูรณ์ที่ตรงนี้ก็คงจะง่ายเกินไปหน่อย

พื้นที่ให้คนและหญ้ามาเจอกัน

หญ้าทะเลวัยอ่อนเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่ยังต้องการเนอร์สเซอรีดูแลโดยมนุษย์ จอร์จ แกนเดอร์ หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-ฟิลิปปินส์วัย 17 ปี ก็เป็นหนึ่งในพี่เลี้ยงบนเกาะ จอร์จติดตามลุงอึ่งดำน้ำปลูกปะการังมาหลายพันต้น ในวันนี้หน้าศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน จอร์จกำลังสนุกกับภารกิจใหม่ สอนวิธีการนำต้นอ่อนหญ้าทะเลลงกระถางใยมะพร้าวให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่มาทัศนศึกษา

การเพาะและอนุบาลก่อนนำลงปลูก

  1. หน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สถานีวิจัยประมงศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเพาะเลี้ยงต้นอ่อนหญ้าทะเล จากเมล็ดหรือจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  2. ส่งต้นอ่อนมาที่ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน เกาะหมาก ปลูกลงกระถางใยมะพร้าวให้ต้นอ่อนได้เติบโตอีกประมาณ 6 เดือน
  3. เลือกพื้นที่ที่ประเมินความเหมาะสมไว้แล้ว โดยการเปิดไฟล์ผ่านแอปฯ Google Earth
  4. ปลูกลงทะเลโดยคนในพื้นที่หรือนักท่องเที่ยวก็ได้ แต่ควรได้รับการอบรมอย่างถูกต้อง
  5. เฝ้าติดตามผลการเจริญเติบโตทุกเดือน และปลูกซ่อมแซมหากเสียหายจากภัยธรรมชาติ

พะยูนจ๋า อย่าเพิ่งมาเลย

ผู้อ่านอาจกำลังหวังว่า เมื่อการปลูกหญ้าทะเลสำเร็จ พะยูนก็จะมีแหล่งอาหารเพิ่มขึ้น

“ให้พะยูนไปกินหญ้าอยู่แถวเกาะลิบง จังหวัดตรัง นั่นแหละดีแล้ว อย่าเพิ่งมาแถวนี้เลย” อาจารย์ธรณ์เกริ่นดับฝันคนรักพะยูน เพราะเจ้าพะยูนเป็นสัตว์กินจุ กินหญ้าทะเลวันละ 40 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย

หากจะบอกว่า ‘ไม่ได้ปลูกหญ้าเพื่ออนุรักษ์พะยูน’ ก็คงไม่ผิดนัก ในสภาวะที่อาจารย์ธรณ์ใช้คำว่า ‘ระบบนิเวศพินาศ’ (Ecosystem Collapse) สัตว์ที่ไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหาอย่างเต่าก็แห่มารุมกินหญ้าจนงอกใหม่ไม่ทัน

เต่าหิวทั้งฝูง กับ หญ้าทะเลเพียงหย่อมเดียว มนุษย์จึงต้องเข้ามาช่วย… กั้นคอก

เราคงไม่หวังที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ทั้งหมด เป้าหมายตอนนี้คือให้หญ้าทะเลเติบโตได้ทัน ซึ่งใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะแตกออกมาเป็นต้นใหม่ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของอุณหภูมิน้ำทะเลและคลื่นลม

ปีนี้พายุมาหนักอีกเช่นเคย หลังจากพายุวิภาพัดเอาสะพานขาด ทีมวิจัยและลุงอึ่งลงพื้นที่สำรวจอีกครั้งแวะไปเยี่ยมหญ้าชะเงาใบสั้นที่ปลูกในคอกเล็ก ๆ จำนวน 3 คอก 

พบว่า หลุด 1 คอก พัง 1 คอก เหลือ 1 คอก

โชคดีที่ยังเหลือรอดหลายต้นหลายกอ และปลูกเพิ่มใหม่เรียบร้อย

สิ่งนี้ไม่เกินความคาดหมาย แต่ก็ใจหายไม่น้อย หนหางที่จะช่วยให้หญ้าทะเลรอดชีวิตได้ยังอีกยาวไกล กว่าจะเจริญขยายพื้นที่ อยู่รอดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของชุมชน และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนให้กับโลกไปอีกหลายร้อยปี

แต่ถ้าใครอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่วันนี้ ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อนเปิดต้อนรับทุกเมื่อ ในวันที่อากาศดี ลองไปเดินเล่นริมทะเลกับลุงอึ่งที่เกาะหมากดูสักที อาจจะมีไอเดียดี ๆ มาช่วยกันขยายผลได้มากขึ้น

ภาพ : บางจาก

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน