กาลครั้งหนึ่งกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ประเทศไทยเคยส่งทหารเข้าปฏิบัติภารกิจลับในต่างแดน โดยใช้ชื่อว่า ‘นักรบนิรนาม 333’ เพราะใช้ชื่อที่แท้จริงไม่ได้
ภารกิจนี้ไม่ได้ปรากฏในตำราเรียน ไม่ได้จารึกในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ นักรบหลายนายเสียชีวิตในสมรภูมิ หลายนายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลายครอบครัวไม่เคยแม้แต่ได้รับร่างของญาติผู้จากไป ไม่รู้ว่าตายหรือสูญหายที่ไหน จนความทรงจำต่อพวกเขาค่อย ๆ จางหาย
แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาสืบหาเบาะแสเพื่อรวบรวมหลักฐานที่กระจัดกระจายมาต่อเป็นภาพใหญ่ โดยมีเป้าหมายจะคืนชื่อ คืนศักดิ์ศรี และพาพวกเขากลับคืนสู่ครอบครัวที่ไม่เคยมีโอกาสร่ำลา ภายใต้โครงการ ‘พาวีรบุรุษกลับบ้าน’ โดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
หนึ่งในคนที่เป็นหัวใจของโครงการนี้ คือ ศศธร เจริญพันธ์ นักโบราณคดีมากฝีมือ อดีตหัวหน้าทีมขุดค้นคนไทยหนึ่งเดียวใน Museum of London Archaeology ซึ่ง The Cloud เคยคุยกับเธอไปเมื่อ 5 ปีก่อน

ชีวิตที่สหราชอาณาจักร ศศธรได้มอบวิชาชีพที่ภูมิใจ มิตรภาพ และความรักที่ดี รวมทั้งงานที่เธอบอกว่า “ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอดทน แต่คือชีวิตที่สนุกไปกับเพื่อนร่วมทีม” แต่วันนี้เธอกลับตัดสินใจลาออกมาตามหาร่างของนักรบนิรนาม 333 โดยเฉพาะ พร้อมพกพาประสบการณ์ก้าวใหม่ของชีวิตมาเล่าให้เราฟังเต็มที่ว่า อะไรทำให้ภารกิจนี้สำคัญถึงขั้นยอมสละทุกสิ่งและเต็มใจลุยเต็มที่แม้ไม่มีค่าตอบแทน ราวกับเป็นหมุดหมายสำคัญอยากไปให้ถึงก่อนวันสุดท้ายของชีวิต
ผ่านศึก
‘นักรบนิรนาม 333’ คือกองกำลังทหาร อาสาสมัครพลเรือน และตำรวจพลร่มไทยที่ต้องปกปิดตัวตน เพื่อปฏิบัติภารกิจยุทธศาสตร์การป้องกันเขตหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกรุกเข้าสู่ประเทศไทย โดยการแฝงตัวไปรบในสงครามกลางเมืองระหว่างลาว 3 ฝ่ายในสปป.ลาว เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว โดยมี CIA ช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ การฝึก และงบประมาณ เพื่อต่อต้านการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนั้น อีกทั้งเมื่อ Richard Nixon ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ได้ออกคำสั่งให้ทหารอเมริกันถอนตัวทั้งหมด รวมทั้งยุติความช่วยเหลือลาวฝ่ายขวา ทำให้ฝ่ายไทยได้รับคำขอร้องอย่างเร่งด่วนจากลาวฝ่ายขวาให้เสริมกำลังเข้าไปช่วย ในชื่อของกองบัญชาการผสม 333 คือชื่อพรางของกองกำลังในยุคนั้น
ช่วงเวลานั้นหลายชีวิตจำต้องจบลงโดยไม่มีใครนำร่างกลับไทย รวมทั้งชื่อที่แท้จริงยังไม่เคยถูกจารึกและจดจำโดยคนรุ่นหลัง แม้กระทั่งลูกหลานของเหล่านักรบนิรนามก็ไม่เคยรับรู้ เนื่องจากสงครามครั้งนั้นถูกปิดเป็นความลับมายาวนาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เรื่องราวจึงเผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ ศศธรจึงได้รับรู้ผ่านรายการทีวีไทย เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน
“หลังดูรายการตอนนั้น เราน้ำตาไหล ในความสำเร็จนั้นต้องเสียสละคนไทยไปเยอะมาก จึงรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยพวกเขา ต้องเอาคนของเรากลับมา เราเป็นนักโบราณคดี ขุดศพมาเยอะมาก เคยชนะโปรเจกต์หลายล้านปอนด์ให้บริษัทโบราณคดีของอังกฤษ แล้วทำไมเราจะไม่ทำแบบนี้ให้ประเทศไทย”
เพียงจินตนาการว่าคนในครอบครัวของคุณต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่ วันหนึ่งพวกเขาหายไป ไม่มีแม้แต่ข่าวคราวหรือร่างที่ยืนยันการเสียชีวิต แม้แต่เด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาโดยไม่รู้ว่าพ่อของตนอยู่ที่ไหนจนเวลาล่วงเลยหลายสิบปี คงเป็นเรื่องที่ปวดใจไม่น้อย
โครงการพาวีรบุรุษกลับบ้านจึงเกิดขึ้นด้วยความเชื่อข้อหนึ่งว่า ทุกคนควรได้รับการตามหา จารึกชื่อที่แท้จริงและกลับคืนสู่ครอบครัว แม้จะจากไปนานแสนนานแล้วก็ตาม

“เราเทหมดหน้าตักที่มีให้กับโครงการนี้ เราไม่อยากได้อะไรเลย แค่อยากพาคนของเรากลับมา แค่นั้นเอง” ศศธรเอ่ยถึงเป้าหมาย
“เราลาออกจากงาน เราไม่อยู่กับสามีเพื่อที่จะมาทำสิ่งนี้ มันเป็นจังหวะชีวิตที่คิดว่าเราเริ่มมีความเป็นผู้ใหญ่และมีประสบการณ์มากพอที่จะนำทีมและพร้อมจะเป็นผู้ตามในบางสถานการณ์ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น เราคิดว่าเราทำได้ และเราก็อยากช่วยจริง ๆ
“ครอบครัวก็ไม่ได้สนับสนุนนะ เป็นผู้หญิงไปทำแบบนั้นมันอันตราย แต่เราไม่ถือว่าเราเป็นผู้หญิง เราถือว่าเราเป็นมืออาชีพและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งอยากเอาความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีมาทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”
ศศธรตัดสินใจเดินทางกลับไทยมาสืบสาวราวเรื่องทั้งหมด โดยติดต่อไปหาทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พอดีกับที่ คุณจิรัฐิติกร มาลีแก้ว หนึ่งในสมาชิกทีมขุดค้นนักรบนิรนาม 333 ต้องการค้นหาร่างของนักรบนิรนาม ร้อยเอกณรงค์ มาลีแก้ว บิดาของเขาซึ่งเป็นผู้ร่วมรบและเสียชีวิตในสงครามลับครั้งนั้น เขาจึงติดต่อกลับมาเพื่อร่วมมือกับศศธร แล้วพาเธอไปพบกับสมาคมนักรบนิรนาม 333

ไม่นานหลังจากนั้น ภารกิจดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดเป็นโครงการพาวีรบุรุษกลับบ้านอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยให้การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น
ในด้านเงินทุน ทีมขุดค้นเขตลาวเหนือได้ใช้ทุนทรัพย์ของคณะทำงานภาคสนามเอง รวมกับที่มีผู้สนับสนุนส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญในการดำเนินงาน ระหว่างที่ยังคงรอคอยการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ
ต่อจิ๊กซอว์
การจะขุดหาศพที่สูญหายในสงครามลงมือขุดทันทีไม่ได้ ศศธรจึงทำงานราวกับเป็นนักสืบที่พยายามไขปริศนาในพื้นที่ เธออ่านบันทึกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสงครามหรือแผนที่ยุทธศาสตร์ของ CIA สืบหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เดินทางไปพูดคุยกับหลายฝ่าย ทั้งครอบครัวของนักรบนิรนาม 333 อดีตทหาร อดีตผู้นำการโจมตีอากาศยานหน้า (FAG) ผู้นำทางในพื้นที่ นักวิชาการผู้ที่เคยทำงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องลงพื้นที่เดินเขาจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดว่าบริเวณไหนมีความเป็นไปได้ที่จะมีร่างของนักรบไทยฝังอยู่
โครงการนี้จึงต้องอาศัยทั้งเวลา พลังกาย และพลังใจอย่างเต็มเปี่ยม เปรียบเสมือนงานประจำงานหนึ่ง ต่างกันตรงที่ศศธรและทีมงานทำทั้งหมดโดยไม่ได้เงินเดือนและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ อีกทั้งต้องเตรียมความแข็งแรงของร่างกายเพื่อเดินขึ้นเขา และเตรียมใจสำหรับความเสี่ยงที่ไม่มีใครบอกได้ว่าระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้น

“นี่เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เราดิ้นรนมาก เรายอมเสี่ยงทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตตัวเอง” ศศธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เราสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า
“ตรงหลุมขุดค้น ไม่รู้หรอกว่าข้างล่างมีอะไร เราต้องเสี่ยงดวงดู” ศศธรเล่าถึงพื้นที่การทำงานที่ยังไม่เคยมีการตรวจหาระเบิดอย่างเป็นทางการ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตราย เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็ต้องเตรียมพร้อม มีทั้ง อุปกรณ์เครื่องมือสำรวจหาพิกัด กล้องบันทึกภาพ ชุดปฐมพยาบาล น้ำดื่ม อาหาร ที่ต้องนำติดตัวไปด้วยทุกครั้ง”
โชคดีที่ตลอดทางศศธรไม่ได้ทำทั้งหมดคนเดียว เธอได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ มูลนิธิพระราหู กลุ่มอาสาสมัครใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน (คุณฝันเด่น จรรยาธนากร) ที่ให้คำแนะนำและมาช่วยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเก็บศพ คุณหนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับโครงการ สมาชิกแฟนเพจเฟซบุ๊ก ทีมขุดค้นนักรบนิรนาม 333 ให้ความช่วยเหลือด้านเงินสนับสนุน เครือข่ายทหารเก่าที่ให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูล ไปจนถึงกรมแผนที่ทหาร ในการแปลงข้อมูลแผนที่เปรียบเทียบหาจุดพิกัดตำบลที่ตั้งทางทหารเมื่อ 50 กว่าปีมาแล้วให้ตรงกับแผนที่ปัจจุบัน รวมทั้งผู้นำทางพื้นที่ในการลงภาคสนามใน สปป.ลาว

“สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากในการทำงาน คือช่วงเวลาที่ได้คุยกับพวกพี่ ๆ ลุง ๆ เหมือนได้เจอเพื่อนใหม่ที่มีประสบการณ์ซึ่งบางครั้งก็เกือบต้องแลกด้วยชีวิต และมีเรื่องเก่า ๆ มาเล่าให้ฟัง เขาช่วยเราชี้จุด ตอบข้อสงสัย เหมือนต่อจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปให้เรา”
ความเสี่ยงและความพยายามทั้งหมดของศศธรเป็นเพียงขั้นตอนการเก็บข้อมูลและการวางแผนเท่านั้น โครงการพาวีรบุรุษกลับบ้านยังอยู่ในขั้นตอนของการสำรวจพื้นที่ เนื่องจากการขุดค้นในต่างประเทศมีข้อกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่ดครัด และต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องรอให้ผ่านขั้นตอนนี้ไปเสียก่อนถึงจะได้ลงมือขุดค้นจริง
เดินหน้าต่อไป
สิ่งที่ศศธรทำในวันนี้ยังถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะการจะไปถึงจุดหมายได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนไปจนถึงประชาชนทั่วไป เพราะแม้จะมีทุนสนับสนุนและเงินทุนส่วนตัว แต่เวลาผ่านไป เงินทุนก็คงจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป อีกทั้งเธอยังต้องการกำลังคนที่จะมาช่วยกันสื่อสารความตั้งใจของทีมขุดค้นนักรบนิรนาม 333 ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ที่สำคัญคือการได้รับอนุญาตให้ขุดค้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่าหนทางนี้ยังอีกยาวไกล

“เวลาผ่านไป แต่ความรู้สึกเราไม่เคยเปลี่ยนเลย อยากพาคนของเรากลับบ้านมากเท่าไหร่ ตอนนี้ก็เท่าเดิม เราไม่เคยท้อและไม่มีทางจะยอมแพ้ ทุ่มเทมาถึงขนาดนี้แล้ว บางคนเขาก็ว่าเราโง่ แต่สำหรับเรามันคือการเสียสละและความศรัทธา”
แม้ก่อนหน้านี้คล้ายว่าชีวิตศศธรจะเดินทางถึงฝั่งฝันแล้ว ทั้งความก้าวหน้าด้านอาชีพ ได้เป็นนักโบราณคดีภาคสนามไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน มีประสบการณ์ขุดค้นในโครงการใหญ่ ๆ มากมาย แต่ตัววัดความสำเร็จของเธอไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเงินทอง กลับเป็นการได้ตอบคำถามในใจว่า จะใช้ชีวิตนี้เพื่ออะไรและได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับใครสักคนหรือยัง
“นี่คือจุดมุ่งหมายของชีวิต ถ้าทำสำเร็จ เราจะถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนเพื่ออะไรอีกต่อไปแล้ว”

ติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่ Facebook : ทีมขุดค้นนักรบนิรนาม 333
