21 ตุลาคม 2024
7 K

เชื่อไหมว่า การไปสู่ ‘สังคมคาร์บอนต่ำ’ ของประเทศไทย และท้ายที่สุดคือการไปสู่ ‘Net Zero’ ตามที่ทั่วโลกตั้งเป้าร่วมกัน เพื่อสู้วิกฤตโลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกวินาทีตอนนี้นั้น ‘เป็นไปได้’

หากยังไม่เชื่อ เราอยากชวนไปรู้จักโครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ที่ทุกภาคส่วน ทั้งราชการ เอกชน และประชาชน ร่วมผลักดันเพื่อเปลี่ยนจังหวัดสระบุรีให้เป็น ‘ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย’ ก่อนขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ 

“แล้วทำไมต้องเริ่มที่สระบุรี” คุณอาจกำลังมีคำถามนี้อยู่ในใจ

จริงอยู่ที่ว่าสระบุรีเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย คิดเป็นร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ อีกทั้งยังมีพื้นที่เกษตรกรรม เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเผาเพื่อเก็บเกี่ยวหรือหลังเก็บเกี่ยว รวมทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย ความท้าทายเหล่านี้จึงนำไปสู่แนวคิดที่ว่า ‘ถ้าสระบุรีทำได้ จังหวัดอื่นก็ทำได้’ 

แล้วการเปลี่ยนให้จังหวัดหนึ่งกลายเป็นเมืองคาร์บอนต่ำต้องทำอย่างไร กุญแจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้มีอะไรบ้าง ปัจจุบันโครงการคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบจากนิทรรศการจำลองเมืองคาร์บอนต่ำที่บูท SCG ในงาน Sustainability Expo 2024 และเวทีเสวนาในงาน ESG Symposium 2024 ซึ่งจัดโดย SCG และภาคีเครือข่าย ภายใต้แนวคิด ‘Driving Inclusive Green Transition ยิ่งเร่งเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มโอกาส’ 

จุดเริ่มต้น

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว ในงาน ESG Symposium 2023 ซึ่งได้มีการประชุมและเวิร์กช็อประดมสมองจากผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อวางแนวทางสู่การลดคาร์บอนฯ ของไทย หนึ่งในโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งนั้นคือ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’

สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ คือความตั้งใจที่จะสร้าง ‘ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย’ โดยมีแผนลดก๊าซเรือนกระจกใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  2. ผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้
  4. ส่งเสริมเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ
  5. เพิ่มพื้นที่สีเขียวและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

แน่นอนว่างานใหญ่เช่นนี้ไม่อาจสำเร็จได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หรือที่เรียกว่าโมเดล PPPs (Public-Private-People Partnerships) ซึ่งประสานความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี จังหวัดสระบุรี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สวทช. สถาบันการศึกษา และอื่น ๆ รวมแล้วกว่า 20 องค์กร และ 7 กระทรวง อีกทั้งสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ยังเข้าร่วมโครงการ Transitioning Industrial Clusters ขององค์กรระดับโลกอย่างสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ด้วย

01 พลังงานสะอาด

ภาคพลังงานเป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดสระบุรี ซึ่ง บัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวบนเวทีเสวนา ESG Symposium 2024 ว่า ที่ผ่านมาสระบุรีได้วางยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 15 หน่วยงาน รวมถึงจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาวิจัยการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในสระบุรี

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่จอดรถของศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี โซลาร์เซลล์ลอยน้ำที่อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว และโซลาร์ฟาร์มขนาด 20 เมกะวัตต์ที่อำเภอพระพุทธบาท ซึ่งในอนาคตก็มีแผนจะขยายพื้นที่อีก โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอใช้พื้นที่

สิ่งจำเป็นถัดมา คือการพัฒนาระบบ ‘Smart Grid’ เชื่อมแผงโซลาร์เซลล์ทั้งหมดให้อยู่ในระบบเดียวกัน เพื่อให้การผลิตและใช้พลังงานสะอาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น โรงงาน A มีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์มาก แต่ใช้พลังงานไม่หมด พลังงานส่วนที่เหลือก็บริหารจัดการส่งต่อให้โรงงาน B ที่มีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์น้อยกว่าแต่ใช้พลังงานเยอะกว่าได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกทางเลือก คือ ‘พลังงานไฮโดรเจน’ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยที่อำเภอแก่งคอย 

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคขนส่งก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งปัจจุบันสระบุรีมีรถเมล์ไฟฟ้าให้บริการรอบเมือง อีกทั้งมีแผนติดตั้งสถานีชาร์จรถ EV ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ส่วนในภาคอุตสาหกรรม เริ่มมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งสินค้า ใช้รถฟอร์กลิฟต์ไฟฟ้าในโกดังสินค้า ส่วน SCG เองก็เริ่มมีการใช้รถโม่พลังงานไฟฟ้า ไปจนถึง EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย

02 อุตสาหกรรมสีเขียว

ภาคอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ คือภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนฯ มากที่สุดของสระบุรี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 66.87 ของการปล่อยคาร์บอนฯ ทั้งหมดของจังหวัด นี่จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำ

เครื่องมือสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านนี้ คือ ‘นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ’ เช่น ‘ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ’ ที่ลดสัดส่วนปูนเม็ด เพิ่มสัดส่วนวัสดุทดแทน ซึ่งลดคาร์บอนฯ ในกระบวนการผลิตได้ 15 – 20% โดยยังคงความแข็งแรงเท่าเดิม ตลอดจนการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เช่น เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เชื้อเพลิง RDF (เชื้อเพลิงจากขยะ) และเชื้อเพลิงจากพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์ ซึ่งมีผลพลอยได้ คือลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากการปลูกพืชพลังงาน ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี โดยเฉพาะ SCG ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิต ‘ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ’ ให้มากขึ้นทุกปี รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการผลิตปูนคาร์บอนต่ำใหม่ ๆ ที่ลดคาร์บอนฯ ได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา ‘คอนกรีตคาร์บอนต่ำ’ ซึ่งมีส่วนผสมของไบโอชาร์ (วัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรที่เผาในระบบปิดในสภาวะไร้ออกซิเจน) ทำให้คาร์บอนฯ จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเหล่านั้นถูกล็อกไว้ในคอนกรีต แทนที่จะสลายตัวและปล่อยคาร์บอนฯ กลับคืนสู่บรรยากาศ

แต่การ ‘ลด’ คาร์บอนฯ อย่างเดียวคงไม่เพียงพอในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งที่พัฒนาควบคู่กัน คือเทคโนโลยี ‘ดักจับ’ คาร์บอนฯ เพื่อนำมาใช้งาน (Carbon Capture Utilization ; CCU) หรือดักจับเพื่อนำไปกักเก็บในรูปแบบต่าง ๆ (Carbon Capture Storage ; CCS) เช่น ในชั้นหินใต้ดิน ซึ่งสระบุรีแซนด์บ็อกซ์อยู่ระหว่างศึกษาแนวทาง

03 สร้างมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้

โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ตั้งเป้าหมายหยุดยั้งไม่ให้บ่อขยะในจังหวัดขยายตัวไปกว่านี้ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้กลับมามีคุณค่า เช่น ส่งเสริมการแยกขยะเปียกในครัวเรือน ไม่ให้ไปปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล โดยมีโครงการ ‘ถังขยะเปียกลดโลกร้อน’ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนถังหมักปุ๋ยให้ครัวเรือน และได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) แล้วกว่า 3,495 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่วนขยะรีไซเคิล ก็มีการติดตั้ง ‘ตู้คัดแยกขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ’ ใน 5 โรงเรียน และส่งเสริมให้เกิดธนาคารขยะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 108 แห่ง โดยมีชุมชนตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย เป็นต้นแบบ

ขณะที่ขยะมูลฝอยอื่น ๆ ที่รีไซเคิลไม่ได้ ก็จะถูกนำไปเป็นเชื้อเพลิง RDF ใช้แทนถ่านหินในโรงงานปูนซีเมนต์หรือโรงไฟฟ้า

ด้านวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย ซังข้าวโพด ฟางข้าว ฯลฯ ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรกำจัดด้วยการเผา ก็เปลี่ยนมาสู่การรับซื้อเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสีดำ (Black Biofuel) ที่มีค่าความร้อนสูงขึ้น

และสุดท้าย คือขยะอุตสาหกรรม เป้าหมายคือลดให้เหลือน้อยที่สุดจากการส่งเสริมแนวคิด ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ เพื่อให้วัสดุเหลือใช้จากการผลิตอุตสาหกรรมหนึ่ง กลายเป็นวัตถุดิบของอีกผลิตภัณฑ์ได้ แต่ถ้าสิ่งไหนที่หมุนเวียนไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องจัดการอย่างถูกต้องและได้มาตรฐาน

04 เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

ก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ซึ่งเกิดจากก๊าซมีเทนจากนาข้าวที่มีน้ำขัง การใส่ปุ๋ยไนโตรเจน และการเผาหลังเก็บเกี่ยว เป็นสิ่งที่ใครหลายคนมองข้าม แต่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ให้ความสำคัญอย่างมาก

แนวคิดเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำของที่นี่ จึงใช้หลัก 4 ป ได้แก่ หนึ่ง ปรับระดับพื้นที่ (เพื่อให้จัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ) สอง ปุ๋ย (จัดการให้ในปริมาณและประเภทที่เหมาะกับดินและเวลาที่ข้าวต้องการ) สาม ปลอดการเผา (ไถกลบตอซังข้าวเป็นปุ๋ยหรือส่งไปบีบอัดเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล) และสี่ เปียกสลับแห้ง (การใช้เทคโนโลยีให้น้ำอย่างเหมาะสมกับช่วงอายุของข้าว ช่วยลดก๊าซมีเทน ลดการใช้น้ำได้ร้อยละ 25 – 40 ลดเชื้อเพลิงจากการสูบน้ำได้ร้อยละ 30 ลดแมลงศัตรูข้าว และช่วยให้รากข้าวแข็งแรง แตกกอดี)

จากใน พ.ศ. 2566 ที่เริ่มจากนาแปลงทดลองจำนวน 50 ไร่ มาถึงปีนี้ขยายพื้นที่เป็น 1,000 ไร่ และตั้งเป้าไว้ที่ 50,000 ไร่ ภายใน พ.ศ. 2570 รวมถึงวางแผนสร้างแบรนด์ ‘ข้าวลดโลกร้อน’ เพื่อสร้างจุดเด่นและเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกร

นอกจากข้าวแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้ปลูก ‘หญ้าเนเปียร์’ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนถ่านหินในอุตสาหกรรม ข้อดีคือเติบโตและเก็บเกี่ยวได้เร็ว ทำให้เกษตรกรมีเงินหมุนคล่องตัวขึ้น ขณะที่โรงงานก็ได้วัตถุดิบเพื่อทำพลังงานสะอาดป้อนเข้ามาสม่ำเสมอ ต่างจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่น ๆ ที่มาเป็นฤดูกาล ทำให้การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานเป็นไปได้จริงยิ่งขึ้น

05 พื้นที่สีเขียวและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

เมื่อพูดถึงเมืองสีเขียวก็คงขาดพื้นที่สีเขียวไปไม่ได้ ซึ่งนอกจากสวนสาธารณะในเมืองเพื่อเพิ่มแหล่งอากาศสะอาดให้ผู้คนแล้ว โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ไร่ ภายใน พ.ศ. 2570 รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น ถ้ำทะลุถ้ำ ในพื้นที่แก่งคอย-มวกเหล็ก ซึ่งเป็นเส้นทางผจญภัยในถ้ำ 1,800 เมตร จากการดูแลของ 4 ชุมชน 

นอกจากนั้น ยังมีการปลูกไม้ยืนต้นเสริมในวัด โรงเรียน พื้นที่เกษตรกรรม ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโรงงาน ไปจนถึงพลิกฟื้นเหมืองแร่เหล็กโบราณที่เขาทับควายให้กลับมาเป็นป่าเขียวชอุ่ม

บทเรียนและก้าวต่อไป

นอกจากเรื่องราวในจังหวัดสระบุรีแล้ว ในระดับภาพใหญ่ของประเทศก็มีการขับเคลื่อนเช่นกัน โดยใน Pre-session ของ ESG Symposium 2024 ปีนี้ ได้มีเวิร์กช็อปและการระดมสมองของหลายภาคส่วนรวมกว่า 1,800 คน โดยแบ่งเป็น 5 ประเด็น ได้แก่

  1. Technology for Decarbonization (เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ซึ่งหารือแนวทางผลักดันการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การคมนาคมและขนส่งสีเขียว และอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ
  2. Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ซึ่งหารือเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการขยะอย่างครบวงจร ทั้งในเชิงกฎหมาย เช่น กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) กฎหมายที่ระบุสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ รวมถึงเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ข้อเสนอให้มีศูนย์คัดแยกขยะย่อยในแต่ละจังหวัด ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในการแยกขยะ
  3. Just Transition (การสนับสนุนทรัพยากรแก่ภาคส่วนที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง) โดยเสนอแนวทางร่วมมือกับภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ในการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงแนวทางช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
  4. Sustainable Packaging Value Chain (การจัดการบรรจุภัณฑ์ทั้งระบบอย่างยั่งยืน) ซึ่งข้อเสนอหนึ่งที่มีแนวโน้มเป็นได้จริง คือการระบุ Carbon Footprint ไว้บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า
  5. สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ซึ่ง บัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ประกาศเป้าหมายว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระบุรีให้ได้ 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใน พ.ศ. 2570

อย่างไรก็ตาม ภารกิจ ‘เร่งเปลี่ยน’ ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำครั้งนี้ยังมีความท้าทายอีกหลายด้าน ซึ่ง ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG เป็นตัวแทนสรุปความคิดเห็นจากการระดมสมองของหลายภาคส่วนที่กล่าวมาตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน ออกมาเป็นข้อเสนอ 4 ด้านต่อรัฐบาล เพื่อรับไปผลักดันขับเคลื่อนต่อ ได้แก่

  1. ปลดล็อกกฎหมายและข้อกำหนด (Law & Regulations) เช่น การเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดด้วยระบบ Smart Grid การจัดทำกฎหมายแม่บทว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน และการส่งเสริมนโยบาย ‘Green Priority’ ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  2. ผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) เช่น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น
  3. พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Technology & Green Infrastructure) เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงโครงสร้างระบบสายส่งไฟฟ้า-ระบบขนส่งสีเขียว และการจัดตั้งศูนย์คัดแยกขยะที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  4. สนับสนุนการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของ SMEs ทั้งการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุน การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ และการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้มากขึ้น 

ในช่วงหนึ่งของงานเสวนา Dr.Eric Larson จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ได้ยกคำกล่าวของง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them. (เราไม่มีทางแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ด้วยวิธีคิดแบบเดิม ๆ ที่เราใช้สร้างมัน) 

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สังคมคาร์บอนต่ำ’ เพื่อให้ ‘ประเทศไทย’ และ ‘โลก’ อยู่รอด จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่ต้องเปลี่ยนกรอบความคิดที่ต้องนำสิ่งแวดล้อมมาอยู่ในสมการของการพัฒนา

และดังเช่นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีกล่าวสรุปไว้ กุญแจสำคัญหนึ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงก็คือ ‘ความกล้า’

รวมทั้งพลังสำคัญจากทุกคน ที่จะต้องมา ‘เร่งเปลี่ยน’ เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ ไปด้วยกันตั้งแต่วันนี้

หากใครสนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ และงาน ‘ESG Symposium 2024’ ดูได้ที่นี่

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน