“สมัยก่อนเราไม่รู้จักคำว่าความยั่งยืนหรอก” แซม-สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยืดอกยอมรับตามตรง เพราะก่อนหน้าที่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินั้น บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลายต่างรู้จักแต่คำว่า CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และแสนสิริเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
โดย CSR ของแสนสิรินั้นมีแรงบันดาลใจมาจากหัวเรือใหญ่อย่าง เศรษฐา ทวีสิน
“แกมองว่าเราเป็นบริษัทที่ทำมาค้าขายอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เราก็ควรจะต้องทำอะไรเพื่อตอบแทน พูดตามตรง เราเริ่มแบบจากมวยวัด ไปทำเรื่องฟุตบอล ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจเรา และตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะให้มันเกี่ยวกัน เราคิดแค่อยากจะทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคม สร้างสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็ก ให้รู้จักเคารพกฎเกณฑ์ อยู่ร่วมกันแล้วมีความเท่าเทียม เพราะบนสนามฟุตบอล ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกเศรษฐีหรือเป็นลูกคนขายหมูปิ้ง เมื่อมาอยู่บนสนามฟุตบอล ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหมด”
แต่เมื่อแสนสิริเติบโต เหล่าผู้บริหารเริ่มเล็งเห็นความเป็นไปได้และทางเลือกมากมายในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“เรามีคนทำงานจากหลายเจเนอเรชัน ซึ่งทำให้เราเห็นว่า Value ของคนในแต่ละยุคแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เขาให้ค่าเหมือนกันชัดเจน คือเรื่องของความเท่าเทียม และประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม
“บังเอิญที่ พี่ช้าง-อุทัย อุทัยแสงสุข แกสนใจเรื่องเทคโนโลยี เราจึงมีการลงทุนในพลังงานทดแทน ทำให้เรามีโอกาสได้เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลจนเห็นความสำคัญและความเชื่อมโยงระหว่างการดูแลสิ่งแวดล้อมและธุรกิจของเรา”
Every Day … Life is Good
นอกเหนือจากความสนใจส่วนตัวทั้งจากผู้บริหารและทีมงานแสนสิริทุกคนแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่หล่อหลอมให้ความยั่งยืนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์ธุรกิจของแสนสิริ
“เราไม่รู้ว่าในอนาคตน้ำจะท่วมเยอะขึ้นอีกหรือไม่ วันหนึ่งตลาดหลักทรัพย์หรือรัฐบาลจะลุกขึ้นมาตั้งกฎเกณฑ์อะไรเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ ในอนาคตกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศจะเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมหรือไม่
“ยิ่งเมื่อเราเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมีเรื่องของระเบียบข้อบังคับที่เราต้องปฏิบัติตาม และมีเรื่องของความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เราต้องมาทำความเข้าใจเรื่อง ESG ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราจึงนำความยั่งยืนโดยเฉพาะในมุมสิ่งแวดล้อมมาเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายและวางกลยุทธ์ของธุรกิจ”
ยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 แสนสิริยิ่งมองว่าภาคเอกชนมีศักยภาพในการผลักดันการดูแลสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าและขยับตัวได้เร็วกว่าภาครัฐด้วยซ้ำไป
“เราจึงลุกขึ้นมาตั้งเป็นเป้าหมายของเราเองว่า จะเป็น Net Zero Company ในช่วงปี 2050 เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้วงการอสังหาฯ และคู่ค้าเห็นว่า ถ้าแสนสิริตั้งเป้าขนาดนี้ ตัวเขาเองก็ควรให้ความสนใจและตั้งเป้าแบบนี้เช่นกัน”
‘ทุกวัน…ชีวิตดี’
จึงกลายมาเป็นสโลแกนล่าสุดของแสนสิริ เพื่อเน้นย้ำว่าแสนสิริไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสร้างบ้าน “แต่เราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งดูแลทั้งคน สังคม ชุมชนรอบข้าง และโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน เราไม่ได้มองแค่กำไรจากการเป็นอสังหาฯ เบอร์ 1 อย่างเดียว”

People, Planet, and (Community) Profit
บ้านที่ดูแลทั้งคน สังคม ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม
ฟังดูแล้วเหมือนจะเกินจริง แต่แสนสิริทำได้ โดยแซมอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า แต่ละโครงการเป็นเมืองเล็ก ๆ ซึ่งแสนสิริในฐานะคนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนจะมองใน 3 แง่มุม
เรื่องแรก คือ People ต้องสร้างเมืองที่คนอยู่สบาย สุขภาวะดี สภาพจิตดี
สอง คือ Planet ออกแบบโครงการให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
สุดท้าย คือ Profit สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่โดยรอบ มีคนอยากมาลงทุน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการสร้างงาน และมีการเติบโตของชุมชน เช่น มีโรงเรียนนานาชาติ หรือ มี Community Mall เป็นต้น
แสนสิริจึงใช้แนวคิดการออกแบบ ‘Sansiri Sustainable Design’ มาพัฒนาโครงการ ซึ่งปัจจุบันต่อยอดไปกับทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง ได้แก่ เศรษฐสิริ, เดอะ เบส (THE BASE) และ ดีคอนโด (dcondo) ไปจนถึงโครงการใหม่ล่าสุดอย่างวาลเลส เฮาส์ (valles HAUS) และไวด์เด็น บาย แสนสิริ (WIDEN by Sansiri) โดยแนวคิดนี้ประกอบไปด้วย 4 แกนหลักในการออกแบบโครงการ

แกนแรก แสนสิริให้ความสำคัญกับ Cooliving Design หรือบ้านอยู่เย็น โดยเริ่มตั้งแต่การวางผังโครงการให้ไม่แออัดและมีการจัดวางที่ดี บ้านแต่ละหลัง คอนโดแต่ละห้อง จะหันหน้าไปในทิศทางที่ทำให้มีลมถ่ายเทสะดวก มีต้นไม้ให้ร่มเงาเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมต่าง ๆ ที่นำมาใช้ลดอุณหภูมิในบ้าน เช่น การใช้ฟิล์มและกระจกตัดแสง
แกนที่ 2 คือ Resource Efficiency ที่ออกแบบให้บ้านใช้พลังงานน้อยลง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟ LED โซลาร์เซลล์ หรือสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ

แกนที่ 3 คือ Green Materials นอกจากจะคัดเลือกวัสดุที่ดีมีคุณภาพและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลกแล้ว แสนสิริยังชักนำคู่ค้าให้เข้าใจเรื่องความยั่งยืน เพื่อให้เขานำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดูแลสิ่งแวดล้อมของบริษัทอีกด้วย
แกนที่ 4 คือ Health and Well-being Design เรื่องสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับแสนสิริ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุขและมีสุขภาพที่ดี อย่างการใส่นวัตกรรมที่ช่วยกรองฝุ่นให้เข้ามาในบ้านน้อยลง และนวัตกรรมฟอกอากาศภายในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกพืชผักสวนครัว (Sansiri Backyard) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีผักปลอดสารกินตลอดปี และออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงด้วย

ทั้งหมดนี้ แสนสิริมุ่งหวังให้ลูกบ้านทุกคนมีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งแซมมองว่า คนจะสุขอย่างยั่งยืนได้ จะต้องมีที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ เหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเขา
“อีกส่วนคือเรื่องการให้บริการหลังการขายที่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกว่าถูกผู้ประกอบการทอดทิ้ง ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่จะต้องดูแลลูกค้าหลังการขาย เพราะฉะนั้น เราจะมี Property Management เพื่อให้ลูกบ้านอยู่บ้านได้อย่างยั่งยืน”

Growing Sustainably Together
กว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ แสนสิริฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย เพราะพวกเขาผลิตวัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างบ้านทั้งหมดขึ้นมาด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัยคู่ค้าหลากหลายเจ้า
“เรามี Supply Chain ที่ยาวมาก เพราะเราทำโครงการคนเดียวไม่ได้ ความท้าทายจึงเป็นการชักจูงให้คู่ค้าของเรามองเห็นภาพเดียวกันและมาเดินบนเส้นทางเดียวกับเรา แน่นอนว่าหากเราจะใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ผมวิ่งไปหา SCG ง่ายที่สุด แต่คู่ค้ารายเล็กรายน้อยที่อยู่ในระบบนิเวศเขาจะทำอย่างไร ถ้าผมไม่ซื้อกับเขาเขาก็เจ๊ง หรือกลายเป็นว่าระบบนิเวศไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่
“เราจึงต้องหาสมดุลระหว่างเป้าหมายความยั่งยืนกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในความเป็นจริง รวมไปถึงคู่ค้า ความต้องการของผู้บริโภค และโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ มีอิมแพค และไม่ได้กระทบกับคนอื่น ๆ เยอะจนเกินไปจนเขาไปต่อไม่ไหว ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน บางอย่างเราจึงต้องซื้อจากรายใหญ่ แต่บางอย่างเราก็อยากซื้อจากรายย่อยเพื่อให้เขาอยู่ได้ แต่เราก็ต้องเจรจาเพื่อให้เขาปรับตัว”
แซมมองว่า SMEs รายเล็กที่เป็นคู่ค้าของแสนสิรินั้น ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก

“เขามีแรงจูงใจและองค์ความรู้จากภาครัฐเพียงพอแล้วหรือยังในการช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาที่เหมาะสม” แซมตั้งคำถาม
เพราะอยากให้ทั้งธุรกิจน้อยใหญ่ก้าวข้ามอุปสรรคที่กีดขวางหนทางแห่งความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แซมจึงฝากข้อคิดส่งท้ายที่มาจากประสบการณ์โดยตรง
“อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคู่ค้าหรือองค์กรที่มีความรู้มากกว่าเรา เพราะตอนที่แสนสิริเริ่มต้น เราก็ไม่ได้รู้อะไรเยอะ เราก็ถามคนนั้นคนนี้
เรื่อง LGBTQ+ เราก็ถาม UNDP เรื่อง Carbon Emission เราก็ถาม TGO เราไปหาที่ปรึกษาข้างนอกมาช่วยประเมินว่าสิ่งที่เราทำมาถูกหรือผิดไหม มีการจัดฟอรั่มเพื่อคุยกับพันธมิตรคู่ค้าเพื่อฟังเสียงว่าเขาคิดอย่างไร เพื่อหาว่าอะไรที่เราทำได้จริง
“ผมว่าเรื่องพวกนี้สำคัญที่สุด มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างไม่แน่นอนทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ไม่มีแบบแผนชัดเจนสำหรับแต่ละองค์กร และค่าใช้จ่ายในหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่อง ESG ค่อนข้างแพง จนผู้ประกอบการบางรายอาจจะมองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น ผมจึงคิดว่าจะดีกว่าไหมถ้ามีการแบ่งปันองค์ความรู้ให้กันและกันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มันไม่เหมือนกับแบบบ้านที่ต้องเก็บเป็นความลับทางธุรกิจ
“ถ้าทุกคนดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันได้ เป้าหมายความยั่งยืนในระดับประเทศก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมมือ”

Website : www.sansiri.com
