Restart Center เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ด้วยการจัดฝึกอบรมด้านอาชีพให้ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ เพื่อให้พวกเขาหาเลี้ยงชีพได้ผ่านการทำงานสุจริต และลดโอกาสการทำผิดซ้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำเพิ่มขึ้น
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของ Proud Real Estate, BIG Trees, โรงเรียนตั้งต้นดี (Restart Academy), โครงการของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (Thailand Institute of Justice : TIJ) ที่มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้

‘รุกขกร’ เป็นอาชีพแรกที่พวกเขาเริ่มทำ เพราะเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะและอุปกรณ์ในการทำงานไม่มาก คนเรียนเรียนรู้ได้รวดเร็ว และที่สำคัญ พวกเขาหวังว่าธรรมชาติจะมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจผู้ต้องขังและทำให้พวกเขากลับมาเริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง
ซึ่งปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน จากรายงาน Global Prison Trends 2025 ซึ่งจัดทำโดย Penal Reform International (PRI) ร่วมกับ TIJ รายงานสถานการณ์ผู้ต้องขังในปี 2025
ปัจจุบันมีจำนวนผู้ต้องขังทั่วโลกประมาณ 11.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2000 ที่มีจำนวนผู้ต้องขังประมาณ 9 ล้านคน ซึ่งสาเหตุหลักยังคงมาจากเรื่องนโยบายยาเสพติด ทำให้คาดการณ์ว่า 1 ใน 5 ของผู้ต้องขังทั่วโลกมาจากคดียาเสพติด ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีจำนวนผู้ต้องขังประมาณ 80% ที่มาจากคดียาเสพติด
นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ต้องขัง คือผู้ต้องขังที่ถูกคุมก่อนพิจารณาคดี (Pre-trial Detention) คิดเป็น 30% ของประชากรในเรือนจำทั้งหมด
ทำให้สิ่งที่เกิดตามมา คือการหาวิธีลดจำนวนผู้ต้องขัง เพราะความแออัดและสภาพแวดล้อมในเรือนจำก็ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต หรือทำให้ผู้ต้องขังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้ อาจเกิดเป็นวงจรที่วนซ้ำไป
แม้นี่ฟังดูเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่เราก็รอการแก้ปัญหาจากรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ และถ้าเราทำอะไรได้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็เป็นสิทธิของเราที่จะลุกขึ้นลงมือทำ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหานั้นได้
เรื่องเล่าจากโครงการ Restart Center อาจเป็นหนึ่งในไอเดียที่ทำให้เราพอมองเห็นว่าจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง
สถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย

300,246 คือจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศไทยในวันนี้จากรายงานของกรมราชทัณฑ์ ตัวเลขนี้สูงพอที่จะทำให้ตั้งคำถามต่อว่า มีชีวิตและศักยภาพมากมายแค่ไหนที่อยู่หลังรั้วเหล็ก แม้ว่าพวกเขาจะทำความผิดที่เป็นเหตุผลให้กลายเป็นผู้ต้องขัง แต่ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อย ๆ และยังไม่รวมที่ว่า เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดในอีกไม่กี่ปี กลุ่มคนเหล่านี้จึงนับเป็นแรงงานมีฝีมือและเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนประเทศ หากได้รับโอกาสฟื้นฟูกลับคืนสู่สังคม
เออร์วิง กอฟฟ์แมน นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน และเป็นผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Asylums: Essays on the Social Situation of Mental Patients and Other Inmates ได้เสนอความคิดเห็นถึงหน้าที่ของเรือนจำว่า ไม่ใช่แค่เป็นสถานที่ลงโทษด้วยการกักขังคนทำผิด แต่ต้องมีกระบวนการฟื้นฟู และทำให้ผู้ต้องขังปรับเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรม เพื่อท้ายที่สุดจะกลับมาเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง
“ภายใน 1 ปีแรกหลังพ้นโทษ ผู้พ้นโทษมีโอกาสกระทำผิดซ้ำประมาณ 13 – 15% ปีที่ 2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 23 – 25% และปีที่ 3 มีโอกาสกลับเข้าเรือนจำสูงถึง 32 – 35% แปลว่าช่วง 3 ปีแรกถือเป็นช่วงที่เราต้องให้ความสำคัญ เพื่อลดจำนวนคนกระทำผิดซ้ำ”
เมฆ-ธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด หรือ OBR ของ TIJ เล่าถึงสถานการณ์ผู้ต้องขังในประเทศไทย ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือจำนวนผู้ต้องขังล้นเรือนจำ เมื่อมีผู้กระทำผิดซ้ำมากขึ้น จำนวนผู้ต้องขังก็พุ่งตามไปด้วย กลายเป็นวงจรที่วนซ้ำและยากจะแก้ไข

เพื่อให้เห็นภาพความแออัดในเรือนจำ เมฆยกมือขึ้นมา 2 ข้างและกางให้ระยะห่างเท่ากับขนาดไหล่ของเขา เพื่อให้เราเห็นขนาดที่นอนของผู้ต้องขังคนหนึ่งในเรือนจำ แน่นอนว่ามันไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการใช้ชีวิต และถึงจะเป็นผู้ต้องขัง พวกเขาก็ยังคงมีสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ควรได้อาศัยในพื้นที่ที่เหมาะสม ทำให้พวกเขาปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้อย่างแท้จริง

Restart Academy หรือโรงเรียนตั้งต้นดีภายใต้ TIJ เกิดมาจากความเชื่อที่ว่า ทุกคนควรได้รับโอกาส พวกเขาจึงสร้างโรงเรียนที่ดูแลทั้งเรื่องอาชีพและชีิวิต ลดโอกาสผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ผ่านการฝึกอบรมอาชีพและทักษะการใช้ชีวิตที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ปรับมุมมองและมองเห็นคุณค่าที่ตัวเองมี
‘รุกขกร’ เป็นอาชีพที่พวกเขากำลังเพิ่มเป็นทางเลือกให้ผู้พ้นโทษ โดยได้รับการสนับสนุนจาก BIG Trees องค์กรที่ทำงานอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียว ทำหน้าที่สอนฝึกอบรมการเป็นรุกขกร โดยมีพราว เรียล เอสเตท ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมและค่าแรงเมื่อออกปฏิบัติงานจริง
การฝึกอบรมรุกขกร
โครงการฝึกอบรมอาชีพรุกขกรเริ่มต้นในปี 2024 โดยเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ในการดูแลต้นไม้ ชวนรู้จักโรคที่มักเกิดกับต้นไม้และวิธีรักษา ไปจนถึงการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี มีผู้ต้องขังชั้นดีและผู้พ้นโทษเข้าร่วมอบรมประมาณ 123 คน

ปีนี้โครงการดำเนินมาเป็นปีที่ 2 และยังถือว่าอยู่ในช่วงทดลอง อรยา สูตะบุตร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง BIG Trees และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมอาชีพเล่าว่า เมื่อ 10 ปีก่อน BIG Trees เข้าไปฝึกอบรมอาชีพรุกขกรในเรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ทีมงานคาดหวัง เพราะ ณ เวลานั้นอาชีพรุกขกรยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผู้ต้องขังหลายคนจึงไม่อยากเข้าร่วมฝึกอบรม เพราะมองไม่ออกว่าพวกเขาจะนำอาชีพนี้ไปเลี้ยงดูตัวเองในวันที่พ้นโทษได้อย่างไร
แต่ปัจจุบันอาชีพรุกขกรได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ก็ต้องการเพิ่มทางเลือกทางอาชีพให้ผู้ต้องขัง เกิดเป็นการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมอาชีพรุกขกรในเรือนจำ
“เราเริ่มต้นทำงานกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคนจังหวัดนี้และมีสวนที่บ้าน หลายคนเลยพูดกับเราว่า ถ้าเขาพ้นโทษเมื่อไหร่จะเอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดงานที่บ้าน เพราะเราไม่ได้สอนแค่วิธีปลูกต้นไม้ แต่เราทำให้เขามีทักษะในการดูแลต้นไม้ มันทำให้เขามีความหวัง เห็นหนทางต่อยอดอาชีพได้” อรยาแบ่งปันเสียงตอบรับจากผู้เรียน เธอมองว่าอาชีพรุกขกรถือเป็นอาชีพเฉพาะทาง ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจถึงจะประกอบอาชีพนี้ได้ แต่ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์เยอะ อาชีพนี้จึงเหมาะกับผู้พ้นโทษที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นใหม่

ก่อนที่เมฆจะเสริมต่อว่า งานส่วนใหญ่ในเรือนจำเป็นงานทำอาหารหรือลอกท่อ เลยเป็นเหตุผลที่ตั้งต้นดีพยายามหาอาชีพใหม่ ๆ เป็นทางเลือกรองรับผู้ต้องขัง และสร้างความมั่นใจว่าอาชีพที่พวกเขาสอนจะช่วยให้ผู้พ้นโทษตั้งหลักชีวิตได้ ไม่กลับไปทำผิดซ้ำ
“ถ้ามองแบบขาว-ดำ เราเป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำหน้าที่สร้างและขายที่อยู่อาศัย แต่มาถึงวันนี้ ผมคิดว่ามันไม่พอ เราไม่อาจหยุดแค่การสร้างบ้านให้คนมีที่อยู่ แต่ต้องสร้างโอกาสให้คนมีที่ยืน เราจำเป็นต้องขยายโจทย์การทำงานของเรา” หลวง-พสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นเล่าถึงเหตุผลที่พราวได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้

แม้บ้านของเราจะแข็งแรงแค่ไหน หรืออยู่ในโครงการที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด แต่ชีวิตมนุษย์คงอยู่แค่ในที่พักอาศัยไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ต้องเจอผู้คนหลากหลาย เจอปัญหาที่มีในสังคมที่เราเพิกเฉยไม่ได้ เพราะไม่ว่าปัญหานั้นจะดูไกลตัวเรา แต่สุดท้ายมันส่งผลกระทบต่อเราได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
Proud Real Estate จึงเริ่มหันมามองบทบาทของตัวเองที่ไม่ใช่แค่คนสร้างท่ี่พักอาศัย แต่สร้างรูปแบบการอยู่อาศัย และทำให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงดีขึ้นได้ด้วย
เมื่อมองออกไปไกลกว่าขอบรั้วโครงการ คำถามหนึ่งจึงผุดขึ้นมา เราจะช่วยให้สังคมรอบตัวเติบโตได้อย่างไร การหาคำตอบจึงทำให้พราวได้มาพบกับคนที่ต้องการโอกาสมากที่สุดและมักถูกมองข้ามอย่างผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ
งานนี้ถือเป็นงานที่มีความท้าทาย แต่คุณหลวงเชื่อมั่นในกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรม และมั่นใจว่าสิ่งที่ทำสอดคล้องกับจุดยืนของพราว ซึ่งไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่เชื่อว่าการทำงานของพราวทำให้สังคมดีขึ้นได้
“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาตลอดคือ ‘คน’ เพราะถ้าบุคลากรของเราดี เราก็จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีให้ลูกค้าได้ และถ้าสังคมสร้างคนที่มีคุณภาพได้มากพอ เราก็จะได้เห็นทั้งคนและสังคมเติบโตไปด้วยกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรามุ่งมั่นกับโครงการนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้กลับมาใช้ศักยภาพของตัวเอง และมีที่ยืนในสังคมอีกครั้ง” คุณหลวงกล่าว


เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
“ผู้ต้องขังหรือผู้พ้นโทษนับเป็นแรงงานที่ถูกลืม ต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้เราต้องพึ่งพาแรงงานต่างประเทศ ทั้งที่เรามีแรงงานเยอะมาก แต่ถูกกันออกจากระบบเพียงเพราะอดีตของพวกเขา ถ้าเราให้โอกาส ขัดเกลา และพาเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง ผมเชื่อว่าสังคมเราจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล” เมฆกล่าว
การฝึกอบรมอาชีพให้ผู้ต้องขังจึงเป็นเรื่องสำคัญในความคิดทุกคนที่ทำงานในโครงการนี้ และเป็นเรื่องที่สังคมควรให้โอกาสด้วยเช่นกัน
“สังคมต้องเปิดใจก่อน ผมเข้าใจว่าบางคนอาจติดกับภาพจำเดิม ๆ เขาเป็นคนไม่ดี แต่จากที่ผมได้ทำงานร่วมกับผู้ต้องขังหลายคน บางคนกระทำผิดเพราะสถานการณ์บีบบังคับ ที่สำคัญ เขาต่างได้รับผลจากการกระทำนั้นแล้ว สิ่งที่สังคมทำได้คือเปิดใจและให้โอกาส สิ่งที่เราทำถึงจะประสบความสำเร็จและไปต่อได้”
การทำธุรกิจในวันนี้ที่ไม่ได้นึกถึงแค่ผลกำไร แต่คือความเป็นไปของสังคม
ในฐานะผู้ประกอบการ คุณหลวงมองว่าคนทำธุรกิจมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาทางสังคม โดยเลือกประเด็นที่ตัวเองสนใจหรือสอดคล้องกับจุดยืนในการทำธุรกิจ
“ถ้านึกไม่ออก ผมมักจะแนะนำเสมอว่าให้ลองเริ่มต้นจากไปดูเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ก็ได้ อาจทำให้เราเห็นว่าตัวเองเหมาะกับเรื่องไหน สำหรับพราว เราเลือกข้อลดความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities) และการสร้างความร่วมมือ (Partnership for the Goals) จึงเป็นที่มาของความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วนในครั้งนี้
“ยิ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา จุดยืนธุรกิจเรายิ่งต้องชัดเจน ผมชอบคำพูดหนึ่งที่ว่า ‘You can’t fake passion.’ มันต้องมาจากสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำให้ดีขึ้น”

การทำโครงการ Restart Center อาจมีเป้าหมายใหญ่คือการให้โอกาสผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ แต่ฝั่งคนทำงานเองก็ได้โอกาสมีส่วนร่วมช่วยสังคมและได้รับคุณค่าจากการทำงานกลับไปเป็นผลตอบแทน
“ผมมองว่าในทางหนึ่ง เราแปลงโอกาสนี้เป็นคุณค่าใหม่ที่ส่งต่อให้ลูกค้าของเราได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าการลงทุนในโครงการของพราวไม่ใช่แค่การซื้อที่พักอาศัยคุณภาพดี แต่เขายังมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น และสัมผัสได้จริง ๆ ว่าเราเชื่อมั่นในปรัชญาการทำงานที่ว่า ‘ALL IS WELL’ ในทุกมิติอย่างแท้จริง
“ฝั่งคนทำงานเองกลับบ้านไปก็มีเรื่องไปเล่าให้ครอบครัวฟังว่าวันนี้ทำ อะไรบ้าง เขารู้สึกดีกับงานที่ทำ”
โครงการ Restart Center ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่คุณหลวงเริ่มมองเห็นลู่ทางในการต่อยอด มีคนที่ให้ความสนใจและอยากมีส่วนร่วม เช่น TOA หรือ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนจัดฝึกอบรมอาชีพช่างทาสี เป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ตอกย้ำจุดแข็งของพราวในการดึงพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมสร้างโอกาส และนับเป็นความหวังให้ทางพราว เรียล เอสเตท, โรงเรียนตั้งต้นดี และ BIG Trees ว่าพวกเขาจะไม่ได้เดินเพียงลำพัง แต่ยังมีคนที่พร้อมเดินไปด้วยกันอีกมากมาย

หากคุณมองเห็นปัญหาเดียวกัน และเชื่อว่าทุกคนควรได้มีพื้นที่เริ่มต้นใหม่ นี่เป็นเวลาที่คุณจะได้โอกาสลงมือทำ ผ่านการร่วมระดมทุนสนับสนุนโครงการ Restart Center บนแพลตฟอร์ม Socialgiver ได้ที่ www.socialgiver.com เพื่อให้การเริ่มต้นครั้งใหม่ของใครหลายคนเกิดขึ้นได้จริงด้วยแรงสนับสนุนจากคุณ
ขอบคุณพิเศษ เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ที่เปิดพื้นที่ให้โครงการ Restart Center ได้เริ่มต้นก้าวแรก ก้าวเล็ก ๆ ในที่แห่งนี้ อาจเป็นก้าวใหญ่ที่พาผู้คนก้าวพ้นรั้วกำแพง และกลับไปสู่สังคมด้วยหัวใจที่พร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
