22 มกราคม 2025
3 K

ใครไม่ชอบกินผักบ้าง

เชื่อว่าหลายคนถูกตั้งคำถามนี้ตั้งแต่ยังเด็กและแอบยกมือในใจ แต่ในโลกของอาหารที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและไอเดียสร้างสรรค์ ก็ยังมีเมนูที่ชนะใจได้ทั้งคนรักและคนไม่ชอบทานผัก

หนึ่งในนั้นคือ ผักโขมอบชีสจาก ‘Reo’s Deli’ เมนูที่ขายดีในร้านสะดวกซื้อจนเป็นไวรัลในโลกออนไลน์

ชณา วสุวัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด (VSC) เล่าถึงเบื้องหลังความนิยมของเมนูนี้ว่าเป็นการจับคู่ที่ลงตัวระหว่างพ่อแม่ที่อยากให้ลูก ๆ ได้รับสารอาหารจากผัก และเด็ก ๆ ที่ตกหลุมรักในรสชาติของชีส

“ผมอยากเป็นบิดาแห่งผักโขมไทย” เขาเอ่ยถึงความฝันตนเองแบบติดตลกเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความมุ่งมั่นจริงจัง 

ตลอดเส้นทาง 16 ปีของการปลุกปั้นแบรนด์อาหารอิตาเลียนพร้อมทาน Reo’s Deli บริษัท VSC นำเมนูผักโขมอบชีสเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาทั่วประเทศสำเร็จ และพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อย่างลาซานญาอบชีสและมักกะโรนีชีสเบคอน

พ.ศ. 2567 บริษัททำยอดขายได้ประมาณ 364 ล้านบาท ระหว่างที่เรากำลังสนทนากันอย่างออกรส เขากลับคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ตลอดทาง ยิ่งตอกย้ำว่า VSC จะไม่หยุดอยู่เท่านี้

เขามองว่าเมื่อธุรกิจยืนระยะแล้ว ผ่านยุคที่ตนนิยามว่า ‘เอาตัวรอด’ มาสู่ ‘ต่อยอด’ ย่อมต้องคำนึงถึงการเติบโตด้านอื่น ไม่ใช่แค่กำไรหรือเม็ดเงิน จึงเป็นที่มาของ ‘โครงการเติมรักทุกคำ เพื่อเด็กทุกคน’ ร่วมมือกับมูลนิธิ Save the Children Thailand โดยบริจาค 1 บาทจากทุกยอดขาย 1 กล่อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กขาดสารอาหารในประเทศไทย อีกทั้งยังชวนพาร์ตเนอร์และพันธมิตรทางธุรกิจ ไปจนถึงพนักงานบริษัทมาร่วมกันผลักดันแคมเปญนี้ให้บรรลุเป้าหมาย

เตี้ยแคระแกร็น ขาดสารอาหาร : ความท้าทายด้านสุขภาพของเด็กไทย

จากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ พบว่า 12.5% ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น จากการบริโภคอาหารไม่ครบ 5 หมู่ รวมถึงเลือกกินอาหารสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียม น้ำตาล และไขมันสูง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ญี่ปุ่นที่เน้นความหลากหลายของสารอาหารในเบนโตะ หรือเกาหลีที่ส่งเสริมการบริโภคอาหารหมักดองซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพทางเดินอาหาร หรือแม้แต่สิงคโปร์ที่เคร่งครัดกับนโยบายส่งเสริมอาหารที่ดีต่อสุขภาพในโรงเรียน และสำรวจอาหารทางเลือกเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเหมาะสม คือรากฐานสำคัญของการสร้างอนาคตที่ดี นี่คือความเชื่อมั่นของหัวเรือใหญ่ของบริษัทที่อยากส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป

“เราเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำอาหารพร้อมทานที่เด็กชื่นชอบและผู้ปกครองเชื่อถือ เราจึงต้องการจุดประกายให้ผู้ประกอบการอื่น ๆ ร่วมกันสร้างประโยชน์และส่งต่อคุณค่ากลับสู่สังคม” ชณาอธิบายต่อว่าโครงการนี้มุ่งแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในพื้นที่ด้อยโอกาส ผ่านโครงการ LEARN (Literacy Empowerment Alliance for a Resilient New-Generation) ที่ดำเนินการในอำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ลิณ-ภาเมล่า สุจริตกุล Chief Business Development & Marketing Officer (CBDMO) เล่าว่าแคมเปญนี้ตั้งต้นจากการตระหนักถึงปัญหาที่มีอยู่จริงในสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่จังหวัดแดนใต้ที่เผชิญปัญหาทุพโภชนาการ ซึ่งพันธมิตรและคู่ค้าของ VSC เห็นพ้องกันว่าควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้

“เราเชื่อว่า CSR ไม่ใช่แค่การทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเป้าหมายที่ยั่งยืนและมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โครงการ ‘เติมรักทุกคำ เพื่อเด็กทุกคน’ จึงเป็นสิ่งที่เราทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในระดับสังคม” ลิณกล่าวเสริม

Shared Value, Shared Impact : พลังการเปลี่ยนแปลงจากความร่วมมือ

แคมเปญนี้ปิดยอดบริจาคได้กว่า 2 ล้านบาทในเวลาเพียงเดือนเดียว ส่งผลให้เด็กปฐมวัย 400 คน จาก 20 ศูนย์ทรัพยากรเรียนรู้ชุมชนสำหรับเด็กปฐมวัยในพื้นที่ได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน โดยมี VSC เป็นผู้นำ (Lead) และแสวงหาความร่วมมือ (Partner) กับองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนติดตามผล (Monitor) การดำเนินงานทั้งกระบวนการ โดยได้รับการสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ เช่น พื้นที่ประชาสัมพันธ์โครงการจาก 7-Eleven ส่วนลดค่าวัตถุดิบจากพาร์ตเนอร์ที่นำไปสมทบกับยอดบริจาค การทำงานข้ามฟังก์ชันระหว่างทีมและองค์กร และความทุ่มเทจากพนักงาน ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘การทำงานร่วมกัน’ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม

การสร้างความร่วมมือกับองค์กรใหญ่ในระยะเวลาจำกัดไม่ใช่เรื่องง่าย และ Mindset ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในฐานะผู้นำองค์กร ชณา ซีอีโอของ VSC นำแนวคิด Value Stick จาก Harvard Business School มาปรับใช้ในแคมเปญนี้ ด้วยการแบ่งปันคุณค่าระหว่างลูกค้า ธุรกิจ และคู่ค้า

“ในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่าคู่ค้าและพันธมิตรเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ธุรกิจของเราก้าวหน้าและเติบโตขึ้น ดังนั้น เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือที่มีประโยชน์ร่วมกันแทนที่จะให้ความสำคัญแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว เราจะมองหาความร่วมมือที่สร้างคุณค่าร่วมกันกับคู่ค้าและพันธมิตรของเรา”

นอกจากยอดบริจาคจะเป็นไปตามคาด ทาง VSC มองว่าความสำเร็จที่แท้จริงของแคมเปญนี้อยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจให้กับแบรนด์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ตระหนักว่าการพิชิตเป้าหมายทางธุรกิจนั้นดำเนินควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคมได้ และยิ่งมีคนช่วยมากเท่าไร ก็จะยิ่งส่งผลกระทบเชิงบวกและการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น

เขายกอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าว นั่นคือ การจับมือกับ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ภายใต้ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP พัฒนาถาดเยื่อพืชสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ทนความร้อนและใช้ในไมโครเวฟได้ โดยช่วยลดการใช้พลาสติกถึง 90% ซึ่งหมายถึงปริมาณขยะที่ทางบริษัทผลิตจะลดน้อยลงจาก 39 ตันหากยังใช้ถาดพลาสติก เหลือเพียง 4 ตันต่อปีจากการใช้ถาดเยื่อพืช แม้จะพบความท้าทายในกระบวนการผลิต ทีมงาน VSC ก็เข้าไปช่วยปรับปรุงและพัฒนาร่วมกับทีมคู่ค้า จนเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราการผลิตได้ในที่สุดสอดคล้องกับนโยบายที่ให้ความสำคัญการแบ่งปันคุณค่าร่วมกันของธุรกิจและคู่ค้า ทั้งยังส่งผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ชณายังเปิดเผยแผนปีนี้ว่า VSC จะหันมาใช้ผักโขมปลูกในประเทศไทยมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่แม่นยำสูง ตั้งเป้าผลผลิตอยู่ที่ 300 ตัน ผ่านโครงการผักสร้างสุขที่ร่วมกับ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ภายใต้ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี นอกจากเสริมความแข็งแรงให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจแล้ว ก็ได้สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ไปในตัว

เมื่อถามว่าทำไมธุรกิจต้องมีส่วนร่วมในโครงการเพื่อสังคม เขาชี้ให้เห็นว่าวัตถุประสงค์ของบริษัทคือการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมหรือ Social Impact ที่ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมชีวิตของคนให้ดีขึ้น แต่ยังต้องการเป็นธุรกิจต้นแบบที่มุ่งสร้างสรรค์สังคมที่ดียิ่งขึ้น

“ถ้าสิ่งที่เราทำมีคุณค่า ทุกคนจะได้รับประโยชน์ หากเราทำแค่ในบริษัทเดียว ผลกระทบจะไม่มากเท่ากับการทำร่วมกับทุกฝ่าย เมื่อทุกคนเห็นความสำคัญของโครงการนี้กับผู้อื่น พวกเขาจะร่วมมือกันหาทางเดินไปข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะถ้าเราทำในสิ่งเดิม ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนเดิม ดังนั้นเราต้องกล้าลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

“หลายคนอาจสงสัยว่าเราเกิดมาทำไม แต่ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องหาคำตอบนั้นหรอก เราเลือกที่จะออกแบบ ‘คำตอบ’ และ ‘ความหมาย’ ได้เอง ส่วนตัวผมอยากเป็น ‘บิดาแห่งผักโขมไทย’ (หัวเราะ) นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากจะทำให้สำเร็จ อย่างน้อยเราก็พูดได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศเราเก่งทางด้านเกษตรกรรมและการแพทย์ ธุรกิจของเราก็เชื่อมโยงกับจุดแข็งเหล่านี้ โดยเฉพาะการเกษตรและการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้คือทิศทางที่เราคาดหวังว่าจะเป็นทิศทางที่ต้องไปให้ถึง สินค้าใหม่ของประเทศไทยไม่ใช่แค่ยาง ข้าว หรือน้ำมันปาล์ม แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้แรงผลักดันสูงมาก ซึ่งการทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จไม่ใช่แค่การทำสิ่งที่เคยทำได้ดี แต่มันคือการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา”

ธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมสังคม

ในยุคที่ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น New Norm หรือบรรทัดฐานใหม่ที่ผู้บริโภคคาดหวังจากทุกองค์กร โครงการ ‘เติมรักทุกคำ เพื่อเด็กทุกคน’ จาก VSC ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหญิงทั้ง 3 ผู้ขับเคลื่อนแคมเปญนี้ว่าธุรกิจต้องมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมผ่านการแก้ปัญหาที่แท้จริง

ลิณ-ภาเมล่า สุจริตกุล Chief Business Development & Marketing Officer (CBDMO) กล่าวว่า “เราอยากให้ทุก ๆ คนที่ซื้อสินค้าของเราได้รู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า และมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่า ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและผูกพันกับแบรนด์เรา” จุดมุ่งหมายของโครงการนี้ไม่เพียงแค่เติมรักในจานอาหารเด็ก ๆ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ในมุมมองของผู้มากประสบการณ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สุมน คูสุวรรณ Chief Product Officer (CPO) มองว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ VSC นำไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่ามกลางความท้าทายในอนาคตได้ ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ “ลูกค้าบางกลุ่มอาจยังไม่ใส่ใจในคุณค่าโภชนาการมากนัก แต่ในฐานะคนทำอาหาร เราอยากส่งมอบสินค้าที่ดีให้คนไทยกินผักมากขึ้น โดยค่อย ๆ เติมคุณค่าผ่านอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

แน่นอนว่าแคมเปญนี้คงไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้ หากปราศจากความมุ่งมั่นของพนักงานทุกคน วรีรัตน์ รุจอุฬาร Chief Organization Development Officer (CODO) กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น แต่ยังช่วยให้พนักงานเข้าใจความยั่งยืนที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่รวมไปถึงมิติทางสังคมด้วย “โครงการนี้ช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่พนักงานมองงานของตนเอง รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่า เป็นการทำงานเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

และนี่คือการเดินทางของโครงการที่ตั้งใจเติมความรักผ่านอาหารทุกคำเพื่ออนาคตของเด็กไทยทุกคน

Writer

ปิยพร อรุณเกรียงไกร

ชอบดื่มกาแฟ ดูซีรีส์ และทำงานคอนเทนต์จิปาถะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ