3 ธันวาคม 2025
425

หากพูดถึงเทรนด์กาแฟในช่วงนี้ คุณนึกถึงอะไร

เชื่อว่าภาพแรกในหัวของหลายคนน่าจะเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ ชงโดยบาริสต้าฝีมือเยี่ยม มีส่วนผสมแปลกใหม่ เสิร์ฟในคาเฟ่สุดชิกกลางกรุง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมคนดื่มไปอย่างมาก

แต่ในขณะเดียวกัน รู้ไหมว่าตลาด ‘กาแฟพร้อมดื่ม’ ที่หลายคนอาจมองข้ามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีขนาดไม่ใช่เล็ก ๆ แค่ในเอเชียอย่างเดียวตลาดกาแฟพร้อมดื่มก็ใหญ่กว่า 5,000 ล้านลิตร โดยเกือบครึ่งนั้นอยู่ในประเทศญี่ปุ่น 

หนึ่ง เพราะวัฒนธรรมที่คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตเร่งรีบ 

สอง บ้านช่องในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างเล็ก การมีเครื่องทำกาแฟจึงไม่ง่าย คนจึงมักเลือกกาแฟพร้อมดื่มซึ่งหาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทุกซอกมุม 

หากหันกลับมามองดี ๆ ประเทศไทยเองก็มีความคล้ายคลึงกับญี่ปุ่นอยู่มากทีเดียว

คนเมืองส่วนใหญ่แต่งงานน้อยลง หลายคนอาศัยอยู่ในคอนโด ใช้ชีวิตเร่งรีบ เดินทางโดยรถไฟฟ้า และแวะร้านสะดวกซื้อเป็นประจำ ฉะนั้น มีแนวโน้มอย่างมากที่ประเทศไทยจะเจริญรอยตามประเทศญี่ปุ่น 

ที่น่าสนใจคือในตลาดกาแฟพร้อมดื่มนี้ ปัจจุบันประเทศไทยกินส่วนแบ่งเพียง 3% 

“แปลว่าตลาดกาแฟพร้อมดื่มในไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก” สุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เล่าอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือเหตุผลว่าทำไม เต็ดตรา แพ้ค ถึงหันมาสนใจกาแฟพร้อมดื่มอย่างจริงจัง

นำเทรนด์

เมื่อมองเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า สุภนัฐและทีมเต็ดตรา แพ้ค จึงลงมือทำการวิจัยผู้บริโภคกาแฟพร้อมดื่มในประเทศไทย พบว่าเทรนด์หลัก ๆ ของการดื่มกาแฟนั้นมีอยู่ 4 เทรนด์ 

เทรนด์แรก เป็นเรื่องของการเปิดประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น หรือแม้กระทั่งแพ็กเกจจิง

เทรนด์ที่ 2 คือเรื่องของความสะดวกสบายและหาซื้อได้ง่าย

เทรนด์ที่ 3 คือเรื่องฟังก์ชัน เช่น ความเข้มข้นของคาเฟอีน น้ำตาลสูงหรือต่ำ และแคลอรีในกาแฟ

เทรนด์สุดท้าย คือเรื่องต้นกำเนิดของกาแฟและเรื่องราวของเมล็ดกาแฟ

สุภนัฐให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเทรนด์เรื่องความสะดวกสบายและฟังก์ชัน เพราะเขามองว่ากาแฟพร้อมดื่มตอบโจทย์ทั้ง 2 เทรนด์นี้ได้อย่างตรงประเด็น

หลายคนอาจมองว่ากาแฟพร้อมดื่มเหมาะสำหรับการนำออกไปดื่มนอกบ้านเพียงอย่างเดียว แต่สุภนัฐเห็นต่าง และเห็นโอกาสที่กว้างกว่านั้น 

“มีหลายคนที่ไม่อยากเตรียมกาแฟเองที่บ้าน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการออกผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ เป็นกาแฟเข้มข้นอยู่ในแพ็กเกจจิง 20 มิลลิลิตร ฉีกซองใส่น้ำหรือใส่นมก็ดื่มได้ทันที”

ส่วนเรื่องฟังก์ชันก็มาพร้อมกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจในทุกเพศทุกวัย 

“ผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจกันอย่างจริงจังว่ากาแฟมีส่วนผสมของอะไรบ้าง น้ำตาลเยอะหรือน้อย ใช้นมชนิดไหน หรือแม้กระทั่งว่ามีโปรตีนหรือไม่ กี่กรัม ซึ่งในต่างประเทศใช้เทรนด์นี้เป็นประโยชน์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ อย่างในประเทศแคนาดาก็มีคนทำกาแฟพร้อมดื่มโปรตีนสูง ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก”

ห้องพัฒนาธุรกิจ

เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสและช่องว่างในตลาด เต็ดตรา แพ้ค จึงใช้ประโยชน์จากศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า หรือ Customer Innovation Centre (CIC) Bangkok ที่เปิดตัวเมื่อต้นปีนี้เอง เข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการฉกฉวยโอกาสนี้ได้ทันท่วงที 

สุทธินันท์ เตชะทยานนท์ ผู้จัดการฝ่าย Customer Experience Manager บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า 

“เรามีทีมงานการตลาดที่จะทำงานกับผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นทาง เราจะทำความเข้าใจโจทย์ของลูกค้าและค้นหาศักยภาพหรือโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน จากนั้นจะร่วมกันพัฒนาไอเดียจนกระทั่งเติบโตไปเป็นผลิตภัณฑ์

“เรามีศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าที่กรุงเทพฯ และศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเปิดตัวในจังหวัดระยอง เพื่อช่วยเหลือลูกค้าแบบครบวงจร ทั้งการพัฒนารสชาติในช่วงเริ่มต้นและวางแผนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นว่า หากใช้เครื่องจักรจริง ๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์จะมีรูปลักษณ์และรสชาติแบบใด ถือเป็นการทดลองก่อนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตลาดจริง โดยผู้เชี่ยวชาญของเราจะคอยให้คำแนะนำว่าเทคโนโลยีแบบใดที่เหมาะสม ต้องใช้อุปกรณ์ตัวใดเพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสอย่างที่ลูกค้าต้องการ

“เมื่อสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว เราก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้คำปรึกษาเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในอนาคต ประหนึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง”

ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตลาดกาแฟอยู่แล้วหรือเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ และไม่ว่าคุณจะอยู่ในสเตจใดของธุรกิจ ก็เข้ามาติดต่อ เต็ดตรา แพ้ค เพื่อขอคำปรึกษาได้

“เรามีทีมงานให้ความช่วยเหลือและดูแลอย่างเฉพาะเจาะจง เราพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตั้งแต่หาช่องว่างในตลาด พัฒนาไอเดีย พัฒนาสูตรเครื่องดื่ม หาพาร์ตเนอร์ธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาแพ็กเกจจิง 

“สิ่งที่ขอให้มีคือแพสชันเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเข้ามาพัฒนาธุรกิจผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่เราจะช่วยแนะนำการลงทุนและจัดเตรียมไว้ให้” สุภนัฐเสริม

กล่องที่เข้าใจคนดื่ม

วันนี้เราได้มาพบกับตัวจริงเรื่องแพ็กเกจจิงถึงถิ่น จึงขอนั่งคุยกับเจ้าถิ่นเพิ่มเติมถึงความพิเศษของกล่องกาแฟพร้อมดื่มที่พวกเขาตั้งใจพัฒนามาอย่างดี

“เรานำความรู้ความเชี่ยวชาญจากการทำกล่องนมและเครื่องดื่มต่าง ๆ มาพัฒนากล่องกาแฟพร้อมดื่มโดยอาศัยข้อมูลจากผู้บริโภค ปัจจัยแรกคือเรื่องพฤติกรรมการดื่มกาแฟ คนส่วนใหญ่มักจะค่อย ๆ จิบ ไม่ได้ดื่มทีเดียวหมด เราจึงเปลี่ยนจากที่เจาะใส่หลอดมาเป็นฝาปิดที่มิดชิด

“สอง คือเรื่องการจับถือ หากสังเกตดี ๆ ผู้บริโภคกาแฟส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยอยู่กับที่ เราจึงออกแบบมาให้เหมาะสมกับการพกพาและการถือเป็นเวลานาน 

“สุดท้าย คือเรื่องราคาที่เรามั่นใจว่ากล่องกระดาษของเราทำให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการไม่สูงเกินและแข่งขันในตลาดได้”

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สุภนัฐจึงนำแพ็กเกจจิงกาแฟพร้อมดื่มที่เต็ดตรา แพ้ค ตั้งใจออกแบบมาให้เราสัมผัสกับมือ พร้อมเล่ารายละเอียดที่เล็กน้อย แต่น่าสนใจและสำคัญมากทีเดียว

“ตัวแรกคือ Tetra Prisma® Aseptic 250 Edge DC26 สาเหตุที่ต้องเป็น 250 เพราะเราทำวิจัยมาแล้วว่าปริมาณ 250 มิลลิลิตรกำลังพอดีกับกาแฟพร้อมดื่ม จุดขายที่สำคัญคือฝาของกล่องนี้ ซึ่งมีร่องที่ทำให้เครื่องดื่มไหลลงเข้าปากได้ง่ายขึ้นเวลายกกล่อง และทำให้ผู้ดื่มไม่ต้องเงยหน้ามากเกินไป

“อีกจุดเด่นหนึ่งคือทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งออกแบบมาให้เข้ามือและเหมาะกับการจับ หากลองสังเกตดี ๆ จะพบว่ากาแฟพร้อมดื่มที่มีอยู่ในตลาดไทยในปัจจุบันมักจะอยู่ในกระป๋องหรือขวด ฉะนั้น การใช้กล่องกระดาษนี้จะสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ทันที

“ตัวที่ 2 หน้าตาเหมือนตัวแรกทุกอย่าง แต่มีขนาดบรรจุ 1 ลิตร เหมาะสำหรับการใช้ในบ้าน ตัวนี้เหมาะกับกาแฟเข้มข้นซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ผู้บริโภคนำกล่องนี้ไปแช่ตู้เย็นได้ หากอยากดื่มกาแฟเมื่อไหร่ก็เปิดกล่องเทใส่แก้วในปริมาณที่ต้องการ อีกกลุ่มหนึ่งที่เหมาะกับแพ็กเกจจิงตัวนี้คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อาจไม่มีพื้นที่วางเครื่องทำกาแฟในร้าน ผู้ประกอบการซื้อกาแฟเข้มข้นในกล่องติดไว้ที่ร้านเพื่อใช้ผสมทำเมนูต่าง ๆ ได้ทันที

“ตัวสุดท้ายคือ Tetra Classic® Aseptic เราตั้งชื่อนี้เพราะว่านี่เป็นดีไซน์แรกของเรา แต่ไซซ์นี้ลดมาจากไซซ์ Original เพื่อให้เหมาะสำหรับกาแฟเข้มข้น พกพาง่าย และทำให้สะดวกสบายต่อผู้ดื่มจะได้ไม่ต้องมานั่งตวง ดีไซน์สามเหลี่ยมออกแบบมาเพื่อให้จับและถือง่าย ด้านข้างมีที่เปิดเพื่อบีบกาแฟออกมาใส่แก้วได้ จะกินเปล่า ๆ ใส่น้ำแข็ง หรือผสมนมก็ทำได้อย่างง่ายดาย”

คุณภาพคู่ความยั่งยืน

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะต่างกัน แต่แพ็กเกจจิงทั้ง 3 ตัวนี้มี 2 สิ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจน ข้อแรกคือเรื่องคุณภาพ

“กล่องของเราทุกกล่องมีถึง 6 ชั้น โดยมีชั้นที่ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด ออกซิเจน กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนอื่น ๆ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะผู้บริโภคที่ชอบดื่มกาแฟพร้อมดื่มมองหามาตรฐาน ไม่ว่าเขาจะหยิบกล่องนี้ที่ร้านใด เขาคาดหวังว่าเครื่องดื่มข้างในต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน หากผู้บริโภคติดใจกับรสชาติใดแล้ว เขาอยากมั่นใจว่าจะได้รับรสชาติเดียวกันทุกครั้ง”

ข้อที่ 2 คือเรื่องความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกแพ็กเกจจิงที่เต็ดตรา แพ้ค พัฒนา

“กล่องกระดาษของเราประกอบด้วยกระดาษกว่า 70% ทุกกล่องจะมีสัญลักษณ์ FSC™ เพื่อรับรองว่ากระดาษมีที่มาจากป่าปลูกทดแทนเชิงพาณิชย์และแหล่งควบคุมต่าง ๆ ที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ บรรจุภัณฑ์ของเราจึงปล่อยคาร์บอนต่ำหากเทียบกับบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ

“ที่สำคัญคือเราสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลตลอดมา เราร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับเราอยู่ โดยโรงงานจะปั่นแยกชั้นกระดาษออกมาจากพลาสติกและอะลูมิเนียม ชั้นกระดาษจะถูกนำไปรีไซเคิลเป็นกล่องลังนอก สมุด กระดาษทิชชู หรือนามบัตรของพวกเราที่นี่ทุกคน ส่วนพลาสติกและอะลูมิเนียมนั้นถูกนำไปรีไซเคิลเป็นวัสดุใหม่ แปรรูปเป็นโต๊ะและเก้าอี้ อย่างเก้าอี้ใน CIC แห่งนี้ก็มาจากการรีไซเคิลกล่องของเราเอง”

เมื่อประเทศไทยยังมีส่วนแบ่งเพียง 3% ของตลาดกาแฟพร้อมดื่ม อีกไม่นาน เราจะเห็นกล่องกาแฟบนชั้นวางสินค้า คนเดินถือกล่องกาแฟเพิ่มมากขึ้นแน่นอน แต่ที่แน่ยิ่งกว่า เต็ดตรา แพ้ค คิดทุกกระบวนการรองรับทั้งการผลิตที่คงคุณภาพ รสชาติ และการจัดการกล่องหลังใช้งานไว้หมดแล้ว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันกาแฟพร้อมดื่มของเต็ดตรา แพ้ค ได้ที่ www.tetrapak.com

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง