2 ตุลาคม 2024
3 K

ทุกวันนี้เราได้เห็นข่าวน้ำท่วมและน้ำแล้งบ่อยขึ้นมาก

คำถามคือ แล้วชุมชนจะอยู่รอดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ รวมถึงภาคประชาสังคมและบริษัทเอกชนจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยเหลืออย่างยั่งยืน

เราขอชวนมาหาคำตอบกันในเวทีเสวนา ‘แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโครงการ ‘รักน้ำ’ การจัดการน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาว่าด้วยความยั่งยืน Sustrends 2025 ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากร 5 ท่าน ได้แก่ อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคม สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า ประจําประเทศไทย เมียนมา และลาว, ธงชัย ศิริธร กรรมการมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และ สนิท ทิพย์นางรอง กรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนตำบลหนองโบสถ์ บ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์

บทเรียนที่ 1 ความท้าทายในภาวะโลกเดือด

ในฐานะผู้ที่ทำงานเรื่องน้ำมาอย่างยาวนาน ดร.รอยล ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อสถานการณ์น้ำที่ผิดเพี้ยนไปอย่างชัดเจน 
“อุณหภูมิที่สูงขึ้นทุก ๆ 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ความชื้นในอากาศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฝนเพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างในปีที่ผ่านมากระแสน้ำจากขั้วโลกใต้แรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้กระแสลมตะวันตกเฉียงใต้กับตะวันออกเฉียงเหนือมาปะทะกัน เกิดมรสุมรอบประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้านเราโดนหนักมาก ส่วนไทยเราซึ่งปกติฝนจะเริ่มจากภาคใต้ปลายเดือนเมษายน แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นมาภาคกลาง ภาคเหนือ แล้วค่อยไปจีน แต่คราวนี้ตกที่ภาคใต้มาตั้งแต่เมษายนยังไม่หยุดเลย”

ผลที่ตามมาคือการจัดการจะยิ่งยากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศที่ทำนายได้ยากขึ้น รวมถึงสภาพอากาศที่มีแนวโน้มสุดขั้วยิ่งขึ้น เช่น เมื่อแล้งก็แล้งรุนแรง เมื่อฝนก็เสี่ยงน้ำท่วมหนัก ในขณะที่นโยบายการตั้งรับของประเทศไทยดูเหมือนว่ายังไม่มีความพร้อมใด ๆ

“ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม 150 ล้านไร่ แต่อยู่ในเขตชลประทานแค่ 30 ล้านไร่ หรือร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่มีน้ำทั้งปีแค่ 11 ล้านไร่”

ดร.รอยล บอกข้อมูลการจัดการน้ำ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรม 60 กว่าล้านไร่ แต่มีพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานเพียง 5 ล้านไร่ หรือร้อยละ 6 เท่านั้น

“ปัญหาหลักของประเทศไทยอีกอย่างคือเราสร้าง แต่เราไม่ค่อยซ่อม ภาคอีสานเหลือโครงสร้างการจัดการน้ำที่ใช้งานได้แค่ร้อยละ 30”  

ในวันที่งบประมาณของประเทศด้านการจัดการน้ำเกือบ 77 เปอร์เซ็นต์ถูกใช้เพื่อก่อสร้าง ขณะที่งบประมาณในการวางแผน เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลรวมกันไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ การรอความหวังจากภาครัฐอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ใช่คำตอบ

คำถามคือ ถ้าประชาชนต้องช่วยกันเอง แล้วใครจะทำอะไรได้บ้าง

บทเรียนที่ 2 Golden Triangle (3 ประสานความร่วมมือ)

คุณธงชัยจากมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ซึ่งทำ ‘โครงการรักน้ำ’ ร่วมกับเครือข่ายชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชนมานานกว่า 17 ปี สรุปถึงบทเรียนสำคัญว่า การที่โครงการจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ จำเป็นต้องประกอบด้วย 3 ภาคส่วนร่วมมือกัน ซึ่งเขาเรียกว่า ‘Golden Triangle’ หรือ ‘3 ประสานความร่วมมือ’

“ภาคส่วนแรกคือบริษัทเอกชนที่ช่วยสนับสนุนเรื่องเงินทุน ซึ่งมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ของเราได้รับทุนสนับสนุนจาก บริษัท โคคา-โคล่า ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด และ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) แต่เราเองก็ยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทุกเรื่อง เราจึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือกับอีกภาคส่วน ก็คือมูลนิธิหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีองค์ความรู้ในการทำงานร่วมกับชุมชน เช่น มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และสุดท้ายที่สำคัญมากก็คือตัวชุมชนเองที่ต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโคคา-โคล่า สหรัฐอเมริกาและมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรและเครือข่ายชุมชนในโครงการ “รักน้ำ” โดยปัจจุบันดำเนิน ใน 9 จังหวัด ด้วยการส่งต่อความรู้ ให้ชุมชน เพื่อสร้างระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ นำเทคโนโลยีด้านการสำรวจพื้นที่มาพัฒนาแหล่งน้ำ ทำให้น้ำกระจายได้ทั่วทั้งชุมชน สร้างระบบประปาชุมชน ปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน รวมไปถึงทำปฏิทินผลผลิต คำนวณปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก จนทำให้ชาวบ้านหลายชุมชนมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน ตามมาด้วยการสร้างอาชีพและรายได้ที่เพิ่มขึ้น 

บทเรียนที่ 3 ‘CSR อย่าจบที่ของ แต่ต้องจบที่คน’

นี่คือคำกล่าวของ ดร.รอยล ซึ่ง โคคา-โคล่า ประเทศไทย ได้ยึดถือเป็นหัวใจในการทำงานด้านความยั่งยืนกับชุมชน ดังเช่นที่คุณศรุต ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน กล่าวว่า

“ความสำเร็จที่แท้จริง คือการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเดินต่อได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่จบโครงการแล้ว ทุกอย่างหยุด”

เช่นเดียวกับที่อาจารย์มีชัย ผู้ก่อตั้งสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่งทำงานเรื่องการจัดการน้ำในชุมชนมานานกว่า 44 ปี กล่าวว่าสมาคมฯ แก้ปัญหาทั้งหมดให้ชุมชนไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือเข้าไปช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยพัฒนาร่วมกับชุมชน เริ่มตั้งแต่สอนชาวบ้านปั้นโอ่ง ช่วยกันสร้างถังเก็บน้ำฝนขนาดใหญ่ ทำระบบประปาชุมชน และพัฒนาเป็นโครงการบาดาลลอยฟ้าหรือธนาคารผัก โดยเป็นการสูบน้ำบาดาลขึ้นใส่ถังสูงแล้วปล่อยลงมาสู่แปลงผักที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก

“ทั้งหมดนี้ชาวบ้านช่วยกันทำ ซึ่งก่อนที่จะมีท่อประปา ชาวบ้านก็ใช้วิธีเข็นรถมารับน้ำแล้วไปแจกกันเอง เงินค่าน้ำก็เข้ากองทุนหมู่บ้านที่กู้ยืมไปลงทุนได้”

งานของอาจารย์มีชัยไม่ได้จบแค่สร้างระบบน้ำเพื่อสุขภาพหรืออุปโภคบริโภค แต่ยังต่อเนื่องไปถึงการใช้น้ำเพื่อสร้างรายได้ โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักด้วยวิธีที่ใช้พื้นที่น้อย น้ำน้อย แรงงานน้อย ให้ผลผลิตที่มีราคา และนำนวัตกรรมง่าย ๆ มาใช้ในบางพื้นที่เพื่อลดผลกระทบไม่ให้ผักถูกน้ำท่วม เช่น ปลูกผักบนโต๊ะ โดยเลือกชนิดผักที่มีมูลค่าสูงและให้ผลผลิตเร็ว

“ถ้าเทียบในพื้นที่ 1 ตารางเมตรเท่ากัน การปลูกข้าวหรือมันสำปะหลังได้เงินแค่ 5 – 6 บาทต่อปี แต่ถ้าเพาะเห็ดได้ 6,000 บาทต่อปี ถ้าเป็นต้นอ่อนทานตะวันได้ 14,400 บาทต่อปี ถ้าเป็นถั่วงอกได้ 23,000 บาทต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้พื้นที่น้อย แรงงานน้อย ผู้สูงอายุทำได้เอง เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วยสร้างสุขภาพกายและจิตใจ และยังสร้างรายได้เสริม นอกเหนือจากเบี้ยผู้สุงอายุที่ได้รับจากภาครัฐ” 

ในมุมชาวบ้านในพื้นที่อย่าง น้อย-สนิท ทิพย์นางรอง กรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนตำบลหนองโบสถ์ บ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ เล่าว่าก่อนที่โครงการจะเข้ามา ชุมชนของเธอประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้ง ส่งผลให้ทำการเกษตรไม่ได้ คนหนุ่มสาวต้องอพยพไปเป็นแรงงานในเมือง จนกระทั่งเมื่อชุมชนมีน้ำ สิ่งที่ตามมานอกเหนือจากรายได้ ก็คือการที่ครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้าอีกครั้ง

“โครงการ “รักน้ำ” มีคุณค่าสำหรับชุมชนมาก จากเดิมที่ชุมชนมีแค่คนแก่กับหลาน พอมีน้ำ หนุ่มสาวที่ไปทำงานในเมืองก็กลับมาปลูกผัก ดูแลพ่อแม่ ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น อาจารย์มีชัยได้เติมพลังสมองชุมชน และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ช่วยแนะนำการแก้ไขปัญหา จากเดิมที่เราทำอะไรไม่เป็นก็ช่วยให้เราคิดเป็นทำเป็น ส่วนมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ก็ช่วยเรื่องงบประมาณและสอนให้เราบริหารเป็น ให้เรารู้จักอนุรักษ์ หวงแหนทรัพยากร และดูแลให้เกิดความยั่งยืน”

น้อยยังได้สะท้อนอีกว่า สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่สิ่งของหรืองบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ การรับฟังปัญหา และการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและบริหารจัดการ

“งบประมาณก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือองค์ความรู้และโอกาสในการลงมือทำ ต้องขอบคุณโครงการ “รักน้ำ” ที่ให้โอกาสชุมชนได้กล้าเสนอแนวคิดว่าชุมชนต้องการอะไร และให้เราได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหาที่แท้จริงของชุมชน เพื่อที่จะได้เกาให้ถูกที่คัน รวมถึงเปิดโอกาสให้ชุมชนได้วางแผนการบริหารจัดการ สอนให้เราเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ” 

บทเรียนที่ 4 ‘ทุ่มเงินยังไม่พอ แต่ต้องทุ่มระยะเวลา’

CSR ที่ดี นอกจากต้องจบที่คนแล้ว ยังต้องไม่ใช่กิจกรรมวันเดียวจบ แต่ต้องทำต่อเนื่องยาวนาน

“เรื่องของน้ำมีหลายมิติ แต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน แค่มีเงินอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้องอาศัยระยะเวลา ความอดทนกว่าจะเห็นผล เช่น การนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้าไปใช้ ก็ไม่ใช่ว่าชุมชนจะตอบรับทันที เราต้องทำงานต่อเนื่องระยะยาวจึงจะเห็นผล” คุณศรุตสรุปถึงอีกหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ส่วนคุณธงชัยก็ได้ยืนยันว่า มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย หลังจากที่สนับสนุนโครงการ “รักน้ำ” มากว่า 17 ปี ก็ตั้งใจจะทำเรื่องนี้ต่อไป และขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ

“ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมายเคียงคู่ชุมชน ความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้เราเชื่อว่าหนทางที่เดินมาถูกต้อง เราตั้งใจจะต่อยอดขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ โดยเพิ่มเรื่องการใช้เทคโนโลยี ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ”

บทเรียนที่ 5 เทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญ

ในขณะที่การบริหารของภาครัฐคือการบริหารแบบแนวดิ่ง สั่งการจากบนลงล่าง แต่ ดร.รอยล มองว่า โลกสมัยใหม่ต้องบริหารแนวราบ คือสร้างศักยภาพชุมชนให้บริหารเองได้

“ยุคนี้เราต้องกระจายความร่วมมือ โดยที่ทุกคนในประเทศช่วยกันบริหารจัดการน้ำ”

แนวคิดดังกล่าวเป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยี ซึ่ง ดร.รอยล กล่าวว่าจากเดิมที่ชาวบ้านเคยแต่รอรับคำสั่ง แต่ทุกวันนี้พวกเขารู้จักใช้เครื่องมือ Gboard ในการพิมพ์ และติดตามสถานการณ์น้ำเองได้ ไม่ว่าจะเป็นพยากรณ์ฝน ระดับน้ำทะเล เส้นทางพายุ ผ่านทางแอปพลิเคชัน ThaiWater จนรายงานสถานการณ์กลับมาที่ ดร.รอยล และประสานงานการเปิด-ปิดประตูน้ำเองได้   

บทเรียนที่ 6 ธุรกิจกับความยั่งยืนต้องเดินคู่กัน

“ธุรกิจกับความยั่งยืนต้องดำเนินควบคู่กัน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่รับผิดชอบต่อสังคม เรื่องน้ำเองก็เป็นวิสัยทัศน์มาจาก “โคคา-โคล่า” ระดับโลก และเราเองก็เชื่อว่าน้ำคือชีวิตและเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตผู้คน รวมถึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการผลิตของเราด้วย” คุณศรุตกล่าวสรุป

นอกจากการทำงานเพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำและการช่วยให้ผู้คนเข้าถึงน้ำแล้ว ในระบบการผลิตของบริษัทเองก็ยังให้ความสำคัญเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การหมุนเวียนน้ำ และการบำบัดน้ำให้มีคุณภาพ รวมถึงยังวางเป้าหมายด้านความยั่งยืนอื่น ๆ เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน พ.ศ. 2568 และใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ ภายใน พ.ศ. 2573 รวมถึงตั้งเป้าว่าจะเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ออกสู่ท้องตลาดเพื่อนำกลับมารีไซเคิลให้ได้ทุกชิ้นภายใน พ.ศ. 2573 ไปจนถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ ภายในปีเดียวกันนั้นด้วย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากโลกผุพังจนทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนย่ำแย่ ก็คงไม่มีธุรกิจใดยั่งยืนได้ในสถานการณ์เช่นนั้น ดังนั้น การรักษาโลกให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน จึงเท่ากับช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่ออย่างยั่งยืนด้วย

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’