15 มกราคม 2026
1 K

พี่น้องทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์

พ่อแม่ไม่ปล่อยให้รุ่นลูกได้ทำสิ่งใหม่ ๆ ในธุรกิจครอบครัว

เงินของธุรกิจปะปนกับเงินส่วนตัวของสมาชิกครอบครัว

ไม่มีระบบและการจัดโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจน

ลูกไม่อยากทำต่อ มองไม่เห็นอนาคตของธุรกิจ แต่ก็ยังไม่ปรับตัว 

ฯลฯ

เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เราได้ยินอยู่เสมอว่าธุรกิจครอบครัวหลายแห่งกำลังเผชิญ และอาจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะราว 80 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจไทยขับเคลื่อนโดยครอบครัว นี่อาจเป็นปัญหาระดับประเทศ

เพื่อไขปัญหาเหล่านี้ The Cloud จึงแวะมาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง พรเทพ ศรีสอ้าน Chief Executive Officer ของ The Quant Group และ สานิต ศิริกลการ Managing Director ของ Quant Family Office

The Quant Group เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ให้คำปรึกษาด้านการซื้อขายกิจการ (Merger & Acquisition) แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในและต่างประเทศ และเมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมา ได้จัดตั้งหน่วยงาน Quant Family Office ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อดูแลและให้คำปรึกษาธุรกิจครอบครัวอย่างเป็นระบบ

สานิต ศิริกลการ (ซ้าย) และ พรเทพ ศรีสอ้าน (ขวา)

The Common Success Trap

ความท้าทายทั่วไปของธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เกิดจากความสำเร็จ 

ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจของตน แต่มักขาดเวลาหรือโครงสร้างในการบริหารจัดการองค์กรครอบครัวทั้งหมด ทั้งธุรกิจ ทรัพย์สินส่วนตัว สินทรัพย์ และบุคลากร ให้เป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน เป้าหมายของ Quant Family Office คือการช่วยให้พวกเขาถอยออกมามองภาพรวมที่สมบูรณ์นี้

“แนวทางของเราเกิดจากประสบการณ์กว่า 25 ปีในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการและธุรกิจครอบครัวชั้นนำของไทย เรานำกระบวนการระดับสถาบันมาใช้ แต่ปรับประยุกต์ด้วยความเข้าใจต่อความเป็นจริงในทางปฏิบัติและ

วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของครอบครัวไทย เรามองเห็นจุดแข็งโดยธรรมชาติของครอบครัวธุรกิจไทย เช่น ความสามัคคีและการมุ่งมั่นอย่างเข้มข้นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานที่เราจะสร้างสรรค์ต่อยอด ไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามเปลี่ยนแปลง” พรเทพเกริ่น

ด้วยประสบการณ์​ Quant Family Office สรุปแนวคิดได้ออกมาเป็น ‘เข็มทิศ’ หรือ Family Business Navigator 5 ด้าน

ปรัชญา ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม (Values) 

โครงสร้างและการกำกับดูแลกิจการ (Governance & Structure)

กลยุทธ์ด้านความมั่งคั่งของครอบครัว (Wealth Strategy) 

กลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy) 

และการบริหารดูแลสมาชิก (Talent Management)

Unity First

ก่อนจะพูดถึงโครงสร้างทางเทคนิคต่าง ๆ สิ่งแรกและสำคัญที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวได้พูดคุยกันเรื่องค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เหมือนการบังคับเรือ ถ้าลูกเรือยังไม่ตกลงกันว่าจะไปที่ไหน ก็บังคับเรือไปไหนไม่ได้ การพูดคุยเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรมธรรมดา แต่เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความสามัคคี ช่วยให้ทุกคนเข้าใจว่า ‘ทำไม’ ถึงต้องทำ ซึ่งจะทำให้เรื่องยาก ๆ อย่างการกำกับดูแลกิจการทำได้จริง

 เวลาจะแก้ปัญหาให้ธุรกิจครอบครัว ควรดูมิติอะไรบ้าง

พรเทพ : ไม่ว่าเป็นปัญหาอะไร เรามีกรอบความคิดที่เป็นระบบ ทั้งจากประสบการณ์และการค้นคว้า ผสมผสานจากทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออก 

หนึ่งในแนวทางที่เรานำมาปรับใช้มาจาก John Davis เขาเป็นอาจารย์ของผมที่ MIT และสอนเรื่อง Family Enterprise โดยเขามองว่า ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จข้ามรุ่น เป็น Multi-generation Success ต้องมี 3 เรื่อง

  1. Unity หรือความเป็นหนึ่งเดียวกัน คนต้องรักและมองเห็นภาพไปในทิศทางเดียวกัน
  2. Growth คือธุรกิจต้องเติบโต
  3. Talent หรือคนที่มีความสามารถ

พอนำมาปรับใช้ให้เข้ากับคนไทย เราแยก Growth ออกมาอีกหัวข้อ

  1. Wealth หรือความมั่งคั่งส่วนบุคคลและครอบครัว 

เรามองว่ากระเป๋าสตางค์ของธุรกิจและครอบครัวต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน ธุรกิจของคนเอเชียส่วนมาก เราเป็นทาสของธุรกิจ ทำทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่จริง ๆ เราให้ธุรกิจทำงานให้เราได้

ธุรกิจไหนมีครบ 4 เสา ทั้ง Unity, Growth, Wealth และ Talent มักประสบความสำเร็จข้ามรุ่น 

4 เสานี้ เวลาแก้ แนะนำให้ดูเรื่องอะไรก่อน

พรเทพ : รูปที่เราชอบใช้เวลาพูดคุยคือเรือใบ สิ่งแรก ๆ ที่เราถามคือครอบครัวคุณพร้อมลงเรือลำเดียวกันไหม คุณอยากไปถึงที่หมายเดียวกันด้วยกันหรือเปล่า 

ถ้ามีคนมาหาแล้วบอกว่าอยากจัดโครงสร้างธุรกิจ ทำธรรมนูญครอบครัวให้สายใดสายหนึ่งควบคุมคนที่เหลือทั้งหมดโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เห็นด้วย อาจแปลว่าครอบครัวคุณยังไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่ได้มีผิดถูก พวกเขาอาจไม่ควรทำธุรกิจด้วยกันก็ได้ ไปอีกห้องเรื่อง Investment Banking อาจจะเหมาะกว่า

ทำอย่างไรให้คนต่างรุ่นลงเรือลำเดียวกันได้ หลายบ้านทะเลาะกันจนบ้านแตก

พรเทพ : บางเรื่องมันเป็น Hard Conversation โดยธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ สิ่งที่เราทำคือมีคนกลางที่ทำหน้าที่เป็น Facilitator ช่วยพูดคุย ทำเวิร์กช็อป ให้คนแต่ละรุ่นมาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน โดยที่ความคิดเห็นบางส่วนจะไม่ได้ระบุตัวตน เราเป็นคนกลางที่ช่วยสรุปให้ เพื่อลดแรงต้านที่อาจเกิดขึ้น

ที่สำคัญสุด เราคิดว่าการพูดคุยนี้ ‘ไม่ควรเป็นการโหวต’ แต่ต้องคุยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน หรือ Consensus หมายความว่าถ้าครอบครัวเราเลือกแนวทางแบบนี้ แปลว่าต่อไปมีการตัดสินใจอะไรที่เกี่ยวข้อง เราจะยึดหลักการตามที่ตกลงกันไว้แล้ว

Governance as a Process, Not a Product 

ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปใช้ในการตัดสินใจอย่างมีวินัยเท่านั้น ต้องเป็น Living Document ที่สมาชิกทุกคนยอมรับและปรับเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา ไม่ใช่สิ่งที่วางไว้บนชั้นเฉย ๆ นี่คือเหตุผลที่การให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิผลมักเป็นความร่วมมือหลายปี ไม่ใช่โครงการระยะสั้น

การทำธรรมนูญครอบครัวช่วยให้ครอบครัวทำงานร่วมกันได้แค่ไหน

พรเทพ : ธรรมนูญช่วยให้คนตกลงกติการ่วมกันและมองไปข้างหน้า มีตั้งแต่ระดับพื้นฐานอย่างเรื่อง Governance ทั่วไป จนถึงระดับซับซ้อน อย่างแนวทางกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ และการจัดโครงสร้างธุรกิจ การให้คืนต่อสังคม 

สิ่งสำคัญของธรรมนูญไม่ใช่การเขียนเอกสารขึ้นมา ใคร ๆ ก็เขียนได้ แต่มันสำคัญที่ขั้นตอนการเจรจาและกระบวนการที่เกิดขึ้นต่างหาก พอทำแล้วต้องนำไปใช้ ปรับไปเรื่อย ๆ ตามสังคมและโลกที่เปลี่ยนไป 

เช่น รุ่นอากงเขียนไว้ว่าลูกผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ได้สมบัติ ต้องขายคืน หรือสมัยก่อนเขียนให้มีข้อกำหนดเรื่องเขยกับสะใภ้ไว้ เดี๋ยวนี้มีเรื่องสมรสเท่าเทียมแล้ว อาจมีบุตรทางกฎหมายที่ไม่ใช่บุตรทางสายเลือดได้

The ‘Two Pockets’

ความมั่งคั่งของครอบครัวเกิดขึ้นได้จากการแยก ‘สองกระเป๋า’ ออกจากกัน

ทรัพย์สินทางธุรกิจ (Business Wealth) คือ ‘เครื่องยนต์’ ที่มีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง 

ทรัพย์สินครอบครัว (Family Wealth) คือ ‘ตาข่ายนิรภัย’ (Safety Net) หรือ ‘สมอ’ (Anchor) ที่กระจายความเสี่ยง ซึ่งมักทำผ่าน Holding Structure

การแยกกระเป๋าไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด (Mindset Shift) ที่ปกป้องความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของครอบครัวจากความเสี่ยงของธุรกิจหลัก

หากยังมีเงินของธุรกิจและส่วนตัวปะปนกันอยู่ ควรทำอย่างไร

พรเทพ : จุดอ่อนหนึ่งของธุรกิจครอบครัวคือเราทำแต่งานจนไม่ได้มีเวลาบริหารทรัพย์สิน ซึ่งเราแนะนำให้แยกความมั่งคั่งของธุรกิจและของส่วนตัวหรือ Wealth ออกจากกัน 

เหตุผลคือธุรกิจมีขึ้นมีลงเสมอ ถ้าครอบครัวเรายึดความอยู่รอดกับผลประกอบการของธุรกิจเป็นหลัก มีการนำทรัพย์สินส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในธุรกิจ มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกไม่มั่นคงและตกเป็นทาสของธุรกิจ 

เราอาจเคยเห็นข่าวเรื่องลูกไม่ได้เรียนต่อ เพราะธุรกิจล่ม ติดหนี้แล้วกู้ไม่ได้ การแยกกระเป๋าให้ชัดเจนจึงเป็นการกระจายความเสี่ยงและปกป้องครอบครัวด้วย

คนที่เป็นผู้จัดการครอบครัว จะช่วยบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอว่าต่อให้ธุรกิจเกิดอะไรขึ้น ยังมีบ้านอยู่ เจ็บป่วยยังมีหนทางการรักษา ลูกหลานได้เรียนต่อ

ส่วนคนที่เป็นคนบริหารธุรกิจ จะมีแรงกดดันที่ลดลงด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า ถ้าปีนี้ผลประกอบการไม่ดี ญาติพี่น้องมาต่อว่าว่าทำไมปีนี้ได้ปันผลน้อยจัง

Holistic Capital Management

กรอบความคิดแบบองค์รวม (Holistic Mindset) อย่างแท้จริงหมายถึงการมองทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สินทางธุรกิจ (Business Wealth) สินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง (Non-liquid Assets) เช่น อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Portfolio) เป็นพอร์ตเดียวที่รวมกัน ทำให้เราวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลตอบแทนโดยรวมของครอบครัว และนำแนวทางแบบสถาบันที่สมจริงมาใช้ในการบริหารจัดการ มุมมองที่รวมกันนี้ยังช่วยให้เราสร้างแบบจำลองว่าฐานทุนทั้งหมด จะสนับสนุนวิถีชีวิตของครอบครัว โอกาสใหม่ ๆ และสร้างตาข่ายนิรภัยสำหรับรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้อย่างสมจริงอย่างไร

ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมีสินทรัพย์ไม่มาก ต้องเริ่มอย่างไร

พรเทพ : ปัญหานี้มีกับทุกขนาดธุรกิจ แม้แต่คนที่รวยเป็นหมื่นล้าน เพราะมีเยอะจนไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรบ้างแล้วกังวลใจ แต่พอเรากางสินทรัพย์ออกมาให้หมดเลย เป็นการมองแบบภาพรวมหรือ Holistic Mindset เขาตกใจเลยว่าทำแค่นี้ก็พอแล้วเหรอ ต่อให้คิดเรื่องเงินเฟ้อ ไม่แตะเงินต้น ยังดูแลลูกหลานได้อีกเป็นสิบปี ซึ่งครอบครัวขนาดเล็กก็ทำได้ 

 Strategy Through Family – Business Alignment

เมื่อธุรกิจและครอบครัววิเคราะห์แยกจากกันไม่ได้ การมองทั้ง 2 อย่างร่วมกันมักพบคุณค่าที่ซ่อนอยู่ ในกรณีที่ธุรกิจมีแนวโน้มที่ดี แต่รุ่นต่อไปไม่มีความหลงใหลในธุรกิจนั้น คุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจ อาจถูกปลดล็อกด้วยการขายเพื่อนำไปลงทุนในกิจการใหม่ ในทางกลับกัน ความสามารถพิเศษของครอบครัวอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปธุรกิจเก่า

เส้นทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต (Grow) การรักษาไว้ (Hold) การปฏิรูป (Reinvent) หรือการขาย (Sell) และช่วยให้ครอบครัววางแผนได้ล่วงหน้า พัฒนาความสามารถที่เหมาะสมสำหรับบทบาทในยุคถัดไป

ทายาทที่ต้องมารับช่วงต่อ มองหาหนทางไปต่อของธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

สานิต : 2 แกนที่เราอยากให้ทายาทลองพิจารณากลยุทธ์การไปต่อ คือ Family Alignment และ Business Outlook

Family Alignment คือตัวคุณและครอบครัวเห็นไปในทางเดียวกันไหม อยากจะทำสิ่งนี้ต่อไปในทางเดียวกันหรือเปล่า

ส่วน Business Outlook คือตัวธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดีไหม มีอนาคตหรือเปล่า 

มีทายาทจำนวนมากอยู่ในหมวด Business Outlook ดี แต่ไม่ได้อยากทำต่อ หรือไม่ได้มี Family Alignment อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ‘Legacy Dilemma’ ถ้าเป็นแบบนี้ก็อาจต้องนำไปสู่เรื่องการหาพาร์ตเนอร์หรือขายธุรกิจในที่สุด

บางบ้านตัดสินใจมาแล้วว่าจะไปต่อ แต่ Outlook ไม่ดี เป็น Drifting Ship ก็ต้องหาวิธีปรับตัวธุรกิจ เช่น LEGO ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมาโดยตลอด ผ่านการ Reinvent ครั้งใหญ่มา 3 – 4 รอบ เดิมเป็นสมาชิกครอบครัวบริหาร ต่อมามีคนนอกครอบครัวเข้ามาบริหาร จนตอนนี้เป็นบริษัทของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้าครอบครัวเห็นไปในทางเดียวกัน และ Outlook ดีด้วยก็ถือว่าเป็น Crown Jewel หนทางคือหาทางให้เติบโตต่อไปให้ได้

มีธุรกิจครอบครัวตัวอย่างที่น่าศึกษาไหม

สานิต : เคสที่มักใช้เป็นต้นแบบคือ ลีกุมกี่ (Lee Kum Kee) ธุรกิจซอสหอยนางรมของฮ่องกงที่ทุกวันนี้รุ่น 5 ขยายไปทำด้านอสังหาริมทรัพย์และ Venture Capital และวางแพลนให้ธุรกิจนี้มีอายุ 1,000 ปี

เรื่องที่น่าสนใจคือในรุ่นสามมีคนที่คิดจะขยายไปทำธุรกิจอื่นขึ้นมา แต่เครือญาติไม่เห็นด้วย เกิดการทะเลาะกันถึงขั้นฟ้องร้อง เขาตัดสินใจกู้เงินมาซื้อหุ้นจากครอบครัวเพื่อรวมศูนย์ หลังจากนั้น รุ่นลูก ๆ เสนอให้เกิดการตั้งสภาครอบครัวขึ้นมาด้วยแนวคิด ‘We is Bigger than I’ ทำให้เกิดการกระจายศูนย์อีกครั้ง จัดแบ่งผลประโยชน์ให้สมาชิกอย่างเหมาะสม

หนึ่งในกฎที่เขาวางไว้ในธรรมนูญครอบครัว คือสมาชิกต้องรักกัน เช่น ถ้าสามีภรรยาหย่ากันจะไม่ได้ผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งความตั้งใจเบื้องหลังคือส่งเสริมการให้ความสำคัญกับเขยและสะใภ้ เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่สานต่อในรุ่นถัดไปเหมือนกัน

Talent must be Cultivated

‘คน’ คือสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด ครอบครัวส่งต่อความมั่งคั่งได้แต่ ‘คนเก่ง คนดี’ ต้องมาจากการพัฒนาแต่ละคนอย่างตั้งใจสำหรับบทบาทที่เหมาะสมที่สุด ด้วยการระบุพัฒนาและสร้างแรงจูงใจแก่ความสามารถที่หลากหลาย จะสร้าง Synergy ของครอบครัวที่ทรงพลัง ซึ่งเป็นพลังที่สร้างทีมงานที่มีความสามารถข้ามรุ่นสู่รุ่น

หากมีทั้งคนอยากทำและไม่อยากทำต่อในธุรกิจ ควรตกลงกันอย่างไรให้ดีกับทุกฝ่าย

สานิต : โมเดลหนึ่งที่เราใช้คือ ‘Talent Synergy Model’ ที่แบ่งคนในธุรกิจครอบครัวออกเป็น 5 ประเภท 

1. Creator หรือคนที่ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความเป็นผู้ประกอบการ คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการมองเห็น ได้รับการสนับสนุน มีเวทีให้ได้ทำงาน ถ้าไม่ได้ดูแล เขาจะออกไปทำอย่างอื่นได้ง่าย ๆ 

2. Business Manager หรือคนที่บริหารงานส่วนต่าง ๆ กลุ่มนี้ต้องระวังเรื่องความขัดแย้ง เพราะอยู่ใกล้อำนาจและทรัพย์สิน

3. Family Manager หรือผู้จัดการครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่ผมเรียกว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระ เวลามีปัญหาในครอบครัวจะนึกถึงคนนี้เสมอ บทบาทนี้สำคัญ แต่คนรุ่นต่อมามักจะไม่ค่อยอยากทำ เพราะทำงานอย่างอื่นเติบโตกว่า การดูแลจึงต้องให้ประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มมาด้วย 

4. Responsible Shareholder หรือผู้ถือหุ้นที่รับผิดชอบ เป็นคนที่นั่งประชุม ให้ความเห็น โหวต 

5. ผู้รับผลประโยชน์ เช่น รุ่นหลาน เขย-สะใภ้ กลุ่มนี้ก็สำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของคนที่ทำธุรกิจเหมือนกัน

ถ้าเรารับรู้ว่าจริง ๆ คนมีหลายแบบ มีความต้องการแตกต่างกัน เราจะรู้ว่าใครเหมาะกับบทบาทไหน ควรสื่อสารหรือโค้ชชิ่งอย่างไร แล้วจะมารวมกันเป็นเหมือนทีมฟุตบอลที่ดีได้

ถ้าเราเป็นผู้ส่งต่อธุรกิจ ควรเตรียมตัวอย่างไรให้ส่งต่ออย่างราบรื่น

พรเทพ : สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจครอบครัว คือครอบครัว

รุ่นผู้ใหญ่ควรคุยกันให้ชัดว่ารุ่นต่อไปใครจะมีบทบาทแบบไหน ผลประโยชน์ที่ได้รับมีอะไรบ้าง แต่ถ้าไม่ได้มีทายาทที่สนใจ การหา Talent จากข้างนอกเข้ามาช่วยบริหารก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ 

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำไว้คือพินัยกรรม เมื่อทำไว้ ลูกหลานจะสบายใจขึ้น คนมักจะทะเลาะกันเพราะความไม่รู้นี่แหละ บางทีการเรียกลูกหลานมาคุย มาตกลงกันเรื่องพินัยกรรมต่อหน้าอาจสร้างความขัดแย้งมากกว่า อันนี้เป็นศิลปะที่แต่ละบ้านต้องไปหาวิธีการที่เหมาะ

สานิต : อีกเรื่องที่ผมคิดว่ารุ่นที่ยังบริหารอยู่ควรทำ คือ ‘การปล่อยให้รุ่นต่อไปได้ทำงานมากขึ้น’ ซึ่งต้องมีจังหวะการปล่อยด้วย เราเห็นมาเยอะที่คนรุ่นก่อนทำจนอายุ 70 กว่าปีแล้วยังไม่ปล่อยเลย พอปล่อยทีก็ปล่อยหมดจริง ๆ คนรุ่นต่อไปไม่ทันได้ตั้งตัว

อาจลองมองว่าอีก 10 20 หรือ 30 ปี ธุรกิจและเราอาจจะไม่อยู่อย่างทุกวันนี้ เราจะทำอย่างไรให้ลูกหลานอยู่ได้อย่างมั่นคง และพร้อมรับการส่งต่อนี้ได้อย่างดีที่สุด

Website : thequantgroup.com/quant-family-office

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด