ความยั่งยืนและการเติบโตทางธุรกิจดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้
นี่คือหัวใจสำคัญที่ กลุ่ม บริษัท ปตท. นำเสนอในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่ง กลุ่ม ปตท. เป็นผู้ร่วมจัดมาตั้งแต่ปีแรก
“วิสัยทัศน์ของ ปตท. คือการรวมเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเรา เราอยากนำเสนอการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้ ซึ่งในงานนี้เราตั้งเป้าที่จะสร้างความตระหนักและการเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วไปว่า เราจะร่วมกันลดคาร์บอนได้อย่างไรให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจด้วย”
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของบริษัทที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2035 และไปถึง Net Zero ภายในปี 2050
ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทุกขณะ และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง เป้าหมายความยั่งยืนจึงไม่ควรเป็นเพียงคำพูดสวยหรูในกระดาษ แต่ต้องแปรมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งในวันนี้ กลุ่ม ปตท. นำเสนอความยั่งยืนภาคปฏิบัติที่ดำเนินควบคู่กันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ไว้ในงาน SX2025 ซึ่งจัดตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เทคโนโลยีลดคาร์บอน : ลงทุนเพื่ออนาคต
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการลดคาร์บอน คือการลงทุนกับเทคโนโลยี
นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 ปตท. ยุติการลงทุนในธุรกิจถ่านหินทั้งหมด และหันมาลงทุนเพิ่มกับพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ไปจนถึงวิจัยความเป็นไปได้ในการใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) ที่มีความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เป็นอีกหนึ่งพลังงานสะอาดแห่งอนาคต

ขณะเดียวกัน ในสายการผลิตก็มีการลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนชนิดไมโครแชนเนล (Microchannel Heat Exchanger) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือหัวเผาปลายปล่องที่ออกแบบพิเศษให้เผาก๊าซที่มีค่าความร้อนต่ำมาก ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 0.07 – 0.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ไปจนถึงเทคโนโลยีเยื่อแยกชั้นสูงที่ใช้พลังงานต่ำและลดก๊าซเรือนกระจกได้ราว 20,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ช่วยประหยัดต้นทุนได้ราวปีละ 100 ล้านบาท
นอกจากนั้น ในส่วนการให้บริการด้านพลังงาน กลุ่ม ปตท. มุ่งวิจัยจนพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เป็นรายแรกของไทย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ตลอดจนการขยายจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าจนครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย รวมแล้ว 1,285 แห่ง

และที่ล้ำยิ่งขึ้นไปอีกก็คือแผนงานการลงทุนครั้งใหญ่กับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) ซึ่งเป็นการดักจับคาร์บอนจากปากปล่องโรงงาน บีบอัดให้เป็นของเหลว แล้วส่งไปกักเก็บในแหล่งใต้ดิน แทนที่จะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ

เศรษฐกิจหมุนเวียน : เปลี่ยนขยะเป็นมูลค่า
ภาพภูเขาขยะกองท่วมหัว ข่าวเต่าทะเลตายพร้อมขยะพลาสติกในท้อง หรือข่าวการค้นพบไมโครพลาสติกในกระแสเลือด ไม่ควรเป็นเรื่องราวที่เราคุ้นชิน
การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เป็นคำตอบสำคัญที่ทุกคนรู้ แต่การทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความพยายามในอีกระดับ
ที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องนี้ โดยมีโครงการมากมายที่พยายามทำให้วัสดุที่คนใช้แล้วได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง นับตั้งแต่โครงการ YOUเทิร์น ของ GC (บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)) ตั้งจุดรับพลาสติกสะอาดเพื่อคืนชีพให้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์
ส่วน Café Amazon ก็มีโครงการ ‘คืนคัพ’ ชวนลูกค้านำแก้วเครื่องดื่มที่ใช้แล้วมาคืนที่จุดรับเพื่อสะสมคะแนน จนดึงแก้วเครื่องดื่มกลับสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัปไซเคิลได้ถึง 365,000 ใบ ลดขยะแก้วเครื่องดื่มเทียบเท่าพื้นที่ 1 สนามฟุตบอล หรือแม้แต่วัสดุตกแต่งร้านและเสื้อบาริสต้าก็มาจากเส้นใยขวดพลาสติกที่นำมารีไซเคิล


ส่วนทางด้านโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีอย่าง IRPC มีการพัฒนา Wood Plastic Composite สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งเป็นการนำพลาสติกรีไซเคิลและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาขึ้นรูปเป็นแผ่นไม้เทียมที่มีคุณสมบัติคล้ายไม้จริง
ขณะที่ทางโรงผลิตไฟฟ้าอย่าง GPSC ก็ได้ทำงานร่วมกับชุมชนบ้านไผ่ จังหวัดระยอง ในโครงการ ‘Zero Waste Village’ เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะของชุมชน จนทุกวันนี้ชุมชนบ้านไผ่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะ และมีสินค้าอัปไซเคิลของตัวเองในแบรนด์ Tayla


โครงการฟื้นฟูทรัพยากร : ธรรมชาติดี ชีวิตดี
เพราะความยั่งยืนไม่ได้มีแค่การลดขยะหรือลดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วย
หนึ่งในโครงการที่เป็นต้นแบบความสำเร็จก็คือ ‘ป่าวังจันทร์’ จังหวัดระยอง ที่ไม่ใช่การปลูกป่าแบบปลูกทิ้งปลูกขว้าง แต่คือการร่วมปลูกและร่วมดูแลรักษากับชุมชน จนทำให้ผืนป่า 884,084 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ 275 ชนิด และสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการรักษาป่ากว่า 300 ล้านบาทต่อปี

ส่วนทางด้าน ปตท.สผ. ซึ่งมีแท่นขุดเจาะอยู่กลางทะเลก็มีโครงการ ‘ทะเลเพื่อชีวิต’ ที่ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในการดูแลทรัพยากรร่วมกับชุมชน 17 จังหวัดรอบอ่าวไทย โดยมีทั้งศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล โครงการจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ชายฝั่งทะเลและบ้านปลา โครงการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และโครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล โครงการบริหารจัดการขยะทะเล ฯลฯ
นอกจากนี้ ทางฝ่ายทีมวิจัยยังพัฒนาเทคโนโลยีเก็บข้อมูลบริเวณรอบ ๆ แท่นขุดเจาะ เพื่อให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางสมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแสดงผลผ่านทาง PTTEP Ocean Data Platform ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้น
คืนกำไรสู่สังคม : ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน
การเจริญเติบโตทางธุรกิจที่มีความหมาย คือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน
นี่จึงเป็นเหตุผลให้ กลุ่ม ปตท. มีโครงการมากมายเพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน นอกจากชุมชนชายฝั่งอ่าวไทย ชุมชนวังจันทร์ และชุมชนบ้านไผ่ที่กล่าวถึงไปแล้ว พวกเขายังมีโครงการที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาภาครัฐ โครงการ ‘ไทยเด็ด’ ของ OR ที่คัดเลือกผลิตภัณฑ์เด็ดหรือสินค้าประจำท้องถิ่นจากวิสาหกิจชุมชนมาวางขายในปั๊ม ปตท. และ Café Amazon ทั่วประเทศ


ส่วนทางบริษัทแม่ก็มีโครงการ ‘ชุมชนยิ้มได้’ เปิดโอกาสให้สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน 600 แห่ง มาวางขายที่ร้านในสำนักงานใหญ่และในงานออกบูทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ชุมชนมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงในบางชุมชนก็มีทีมลงไปช่วยพัฒนาสินค้าตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวเกรียบผักหวานของชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ หรือแชมพูกลิ่นดอกกันเกราของชุมชนในจังหวัดนครพนม

แม้หนทางสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อในระดับโลกยังอีกยาวไกล แต่วันนี้ กลุ่ม ปตท. แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในฐานะภาคธุรกิจที่จะก้าวไปสู่ความยั่งยืนพร้อม ๆ กับสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศไทย

