16 ตุลาคม 2025
793

‘PTT Art Awards’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘งานประกวดศิลปกรรม ปตท.’ เป็นโครงการประกวดศิลปะที่จัดมายาวนานต่อเนื่อง 40 ปี หากเทียบเป็นคน คงจะเป็นขวบวัยที่เติบโตผ่านการเปลี่ยนแปลงจนผลิดอกออกผล เช่นเดียวกับโครงการประกวดศิลปะนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตศิลปินมาหลายยุคสมัย 

ทุกคนรู้ดีว่าการเป็นศิลปินไม่ง่าย ต้องใช้แรงกำลังใจและการสนับสนุนอย่างหนัก ท่ามกลางความเคว้งคว้างไร้หลักยึดเหนี่ยว การปักหมุดที่เวทีการประกวดอาจเป็นขวัญกำลังใจให้ศิลปินตัวเล็ก ๆ ได้เติบโต PTT Art Awards ทำหน้าที่นั้นมายาวนาน เป็นพื้นที่แสดงออกและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงการศิลปะเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง หัวข้อในการประกวดแต่ละปีก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี PTT Art Awards ในปีนี้จึงขยายจำนวนรางวัลจากเดิม 24 เป็น 40 รางวัล พร้อมเพิ่มรางวัลพิเศษ PTT Art CEO Awards คัดเลือกโดยผู้บริหารของ ปตท. โดยเฉพาะ รวมถึงมอบรางวัลให้กับกิจกรรมศิลปะหลากหลายรูปแบบ เพื่อเปิดพื้นที่และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจงานศิลปะ 

เราพบกับ ศ.ทินกร กาษรสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตนักศึกษาที่ได้รับรางวัลดีเด่นในโครงการประกวด PTT Art Awards เพื่อพูดคุยกันถึงโครงการประกวดที่อยู่เคียงการเติบโตของวงการศิลปะ ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เวทีการประกวดยังมีน้อย มาจนถึงปัจจุบันที่โลกของงานสร้างสรรค์เปิดกว้าง 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ศิลปะจะ ‘เติบโต ยั่งยืน สมดุล’ ไปได้อย่างไร

Those Who’ve Walked the Path

อาจารย์ทินกรเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินภาพพิมพ์และจิตรกรรม งานส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับความเป็นชนบทอย่างแน่นแฟ้น 

สิ่งที่เราสนใจในงานของอาจารย์คือการก้าวจากเทคนิคภาพพิมพ์ไปสู่การสร้างงานจิตรกรรม และสร้างความแตกต่างให้แก่งาน 2 ประเภทนี้อย่างชัดเจน ภาพพิมพ์ออกไปทางโทนมืด ขาว เทา ดำ มีการผสมผสานพื้นผิวและรูปทรง ให้ความรู้สึกหลากหลายแม้อยู่บนหน้ากระดาษเดียวกัน ราวกับศิลปินกำลังคอลลาจความสมจริงและนามธรรมเข้าด้วยกัน ด้านงานจิตรกรรมโดดเด่นไปด้วยสีสันที่ดึงดูดสายตา ให้ความรู้สึกรื่นเริง

อาจารย์ทินกรคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มาอย่างยาวนาน พัฒนาผลงานต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ อาจารย์ทินกรเคยผ่านการเดินสายประกวดมาอย่างช่ำชอง จึงสะท้อนภาพวิวัฒนาการของเวทีประกวดศิลปะในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน

“สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาศิลปะ การแสดงนิทรรศการเป็นเรื่องของศิลปินที่มีชื่อเสียง เพราะแกลเลอรีมีจำนวนจำกัด เยาวชนรุ่นใหม่ต้องเดินสายประกวดเพื่อให้ได้แสดงผลงาน ในขณะที่โครงการประกวดเองยังมีไม่มาก”

ในยุคนั้น PTT Art Awards ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เวทีประกวดที่เป็นความหวังของนักศึกษาศิลปะและได้สร้างศิลปินออกมาโลดแล่นในวงการมากมาย ผลรางวัลเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกที่พาพวกเขาก้าวสู่เส้นทางศิลปิน

“ผมชื่นชม ปตท. ที่ทำโครงการประกวดศิลปกรรมต่อเนื่องทุกปี และเชื่อมั่นว่าคงมีการประกวดนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ผมเป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วมและได้รางวัล จนภายหลังได้เข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ”

ในฐานะคณะกรรมการของโครงการประกวดศิลปกรรม ปตท. อาจารย์ทินกรมองว่า บรรยากาศการแข่งขันในวันนี้คึกคักกว่ายุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด โครงการเปิดรับผู้เข้าประกวดตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า เด็ก ๆ ให้ความสนใจศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อย และพื้นที่ตรงนี้ก็เปิดโอกาสให้เขาค้นหาตัวตนตั้งแต่เนิ่น ๆ ต่างจากเมื่อก่อนที่กว่าจะได้ลงประกวดหรือแสดงฝีมือด้านศิลปะ ต้องรอเข้ามหาวิทยาลัยหรือเรียนจบก่อน

คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น บางคนที่งานศิลปะของเขาไม่ตอบโจทย์ในการประกวด เขาเลือกเดินไปในเส้นทางของตัวเอง สร้างกลุ่มจัดแสดงงานและโปรโมตกันเอง จนเติบโตประสบความสำเร็จในวงการ 

“แต่ถึงอย่างไร เวทีประกวดก็ยังจำเป็นสำหรับสังคม เด็กบางคนยังยึดโยงกับเวทีประกวดและเชื่อมั่นว่ามันเป็นรากให้เขาเติบโตไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผมว่าไม่ได้มีอะไรดีหรือเสีย แต่เป็นความหลากหลาย 

“การจัดกิจกรรมด้านศิลปะในระดับเยาวชนยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้กระแสของวงการศิลปะเคลื่อนไปเร็ว มีแรงกระตุ้นให้คนทำงานคิดและประลองฝีมือกัน ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเวทีประกวด”

In Concept

การตั้งหัวข้อหรือโจทย์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเวทีประกวดศิลปกรรมมานาน เป็นความท้าทายของคนทำงานสร้างสรรค์ว่าจะเชื่อมโยงงานของตัวเองเข้ากับประเด็นต่า งๆ อย่างไร ศิลปินจึงได้คิด วิเคราะห์ และปรับแนวทางให้สอดคล้องกับโจทย์ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่ทำให้ศิลปินออกจาก ‘พื้นที่คุ้นเคย’ ของตัวเองเพื่อสร้างสรรค์งานที่มีทั้งความเป็นตัวเองและสื่อสารกับสังคมได้ด้วย

ในทุก ๆ ปี PTT Art Awards ตั้งหัวข้อโดยอ้างอิงกับเหตุการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือเรื่องที่ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น เพื่อให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงอะไรบางอย่างจากงานศิลปะ หากมองย้อนกลับไปดูหัวข้อการประกวดตลอด 40 ปีที่ผ่านมาของโครงการศิลปกรรม ปตท. จะมองเห็นภาพสะท้อนของสังคมในช่วงเวลานั้น 

“ศิลปะนอกจากจรรโลงใจแล้ว ยังบันทึกเหตุการณ์และสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม” อาจารย์ทินกรกล่าว

‘เติบโต ยั่งยืน สมดุล’ คือหัวข้อในการประกวดของปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า สมดุลเป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน

“การเติบโตเป็นวัฏจักรของโลก ผู้คน สังคม เมือง เศรษฐกิจ ธรรมชาติ ทุกอย่างมีการเติบโตเสมอ ดังนั้น ความสมดุลจึงจำเป็น ไม่ว่าเราจะทำอะไร หากสิ่งใดเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป อีกฝั่งจะอยู่ไม่ได้ โครงการศิลปะเองก็เช่นกัน ศิลปะเป็นระบบนิเวศอย่างหนึ่ง หากมีศิลปินจำนวนมาก แต่ขาดแคลนผู้สนับสนุนหรือพื้นที่แสดงงาน วงการศิลปะก็ยากที่จะเติบโตและขับเคลื่อนไปข้างหน้า

“ผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นงานที่สะท้อนแนวคิดซึ่งเชื่อมโยงกับหัวข้อหลักได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านเทคนิคและวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม แม้ว่าหลายชิ้นจะโดดเด่นในเชิงเทคนิค แต่เนื้อหายังไม่สอดคล้องกับหัวข้อเท่าที่ควรก็จะไม่ผ่านเข้ารอบ ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นงานที่แนวคิดและการนำเสนอไปในทิศทางเดียวกัน”

สังคมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสมดุลของชีวิต ร่างกาย และจิตใจของผู้คนต่างเกิดความซวนเซ หัวข้อนี้จึงเกิดมาเพื่อชะลอให้พวกเราพินิจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวให้ช้าลง จะได้ก้าวต่อไปอย่างสมดุลมากขึ้น

In Balance, We Grow

วงการศิลปะของประเทศไทยในปัจจุบันเดินทางมาไกลมาก ศิลปินมีแนวทางหลากหลายและค้นพบแนวทางของตัวเองเร็วขึ้น เมื่อมาบรรจบกับพื้นที่โชว์ของที่มีจำนวนมากขึ้น ศิลปินหน้าใหม่จึงเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย

“ผมมองว่าการทำงานศิลปะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและแรงบันดาลใจรอบ ๆ ตัวศิลปิน ทุกวันนี้การเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น รับรู้ข่าวสารได้เร็ว ศิลปินรุ่นใหม่จึงทำงานกันเข้มข้นมากขึ้น เนื้อหาในงานมีหลายมิติ เรียกได้ว่าขับเคลื่อนไปได้เร็วกว่าเมื่อก่อนมาก”

อาจารย์ทินกรมองว่ายุคนี้ศิลปินบางคนอาจไม่จำเป็นต้องมีฝีมือที่จัดจ้านมากในเชิงเทคนิค แต่ถ้ามีแนวความคิดที่แข็งแรงในการทำงาน แล้วอยากหยิบจับวัสดุ วัตถุ แสง เสียง กลิ่น หรือรูปแบบใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนเนื้อหาและประเด็นที่สนใจ ก็ถือเป็นงานศิลปะที่ดี และมีตัวอย่างที่ชัดเจนให้เห็นแล้วว่า ศิลปินเหล่านี้เติบโตในวงการได้ช่นกัน

“ผู้ที่จะกำหนดทิศทางของวงการศิลปะในอนาคตได้จริง ๆ คือกลุ่มศิลปินเอง เวทีประกวดอย่าง PTT Art Awards จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดนักสร้างสรรค์หน้าใหม่อยู่เสมอ เพราะเมื่อกลุ่มศิลปินเติบโตและขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ วงการก็จะค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปข้างหน้าด้วยพลังของมันเอง”

อาจารย์ทินกรเปรียบการทำงานศิลปะว่าเหมือนพายุที่ก่อตัวกลางทะเล ตอนเริ่มต้นก็เป็นแค่ลมเอื่อย ๆ แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ 

การทำงานศิลปะก็เช่นกัน ทำให้เยอะ แสดงบ่อย ๆ เมื่อจำนวนนิทรรศการมากขึ้น ศิลปินมีแนวทางหลากหลาย ทำงานและแสดงงานกันอย่างต่อเนื่อง จึงจะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะได้จริง 

เส้นทางตลอด 40 ปีที่ผ่านมาของโครงการ PTT Art Awards เปรียบเสมือนจารึกการเติบโตของวงการศิลปะไว้ตั้งแต่ช่วงในประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่สำหรับศิลปินหน้าใหม่มากนัก มาจนปัจจุบันที่สังคมให้ความสำคัญกับงานสร้างสรรค์จนมีทางเลือกที่หลากหลายให้เยาวชนเลือกก้าวเดิน 

“ผมเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคนเข้าใจศิลปะมากขึ้นเรื่อย ๆ ศิลปะจะเติบโตและสร้างความหลากหลายไม่รู้จบ” 

Writer

นฤภรกมล แมงกะพรุน

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอาหารอร่อย หมาหน้าตลก อยู่เพื่ออ่านวรรณกรรมแล้วดูหนังไปเรื่อย ๆ ฝันอยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้น มีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปทุกที่และทดลองทำอีกหลายล้านอย่าง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด