25 ธันวาคม 2025
404

“รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น พ่อแม่เข้าโรงพยาบาลบ่อย ต้องดูแลคนหลายรุ่นในบ้านเดียวกัน” เสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากคนในสังคม รวมทั้งลูกบ้านหลากหลายช่วงวัยของพฤกษา

ในวันที่โลกภายนอกเร่งรีบขึ้น งานเร็วขึ้น ข่าวหนักขึ้น ความเครียดสะสมง่ายขึ้น ‘บ้าน’ ควรเป็นพื้นที่ให้เรากลับมา ‘รีเซต’ ทั้งร่างกายและจิตใจ

สุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ทุกวัน และถ้าความกังวลเรื่องสุขภาพไม่ได้เริ่มจากวันที่เราเป็นโรคหนัก แต่เริ่มจากคำถามเล็ก ๆ ระหว่างวัน เช่น 

ยานี้กินต่อได้ไหม 

อาการแบบนี้ควรไปหาหมอเฉพาะทางที่ไหน 

ผู้ใหญ่ในบ้านป่วยบ่อยขึ้นเพราะอะไร

ลูกนอนหายใจเสียงดังอันตรายไหม

การมีใครสักคนที่ไว้ใจใกล้บ้านคอยตอบให้ อาจทำให้ชีวิตเบาลงกว่าที่คิด

ความเป็นไปได้ของแนวคิดนี้ยิ่งชัดขึ้น เมื่อพฤกษา ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายเดียวในไทยที่มีธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือ นั่นคือโรงพยาบาลวิมุต ทำให้การพูดเรื่องการอยู่ดี ไม่ได้แค่บ้านดีมีฟังก์ชัน แต่เป็นพื้นที่ป้องกัน (Preventive Space) และ พื้นที่ฮีลใจ (Healing Space) ด้วย

ผ่านโครงการ Family Doctor หรือ หมอประจำบ้าน

ระบบสุขภาพแรกของชีวิต

“จุดเริ่มต้นมาจากเราอยากสร้างบ้านให้คนมีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดี” เก๋-อังคณา ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าถึงที่มาของแนวคิด Lifetime Well-Living

หากการส่งมอบ ‘การอยู่ดี’ ให้ลูกบ้าน หมายถึงตลอดช่วงชีวิตของเขา ไม่ใช่แค่ช่วงหลังปิดการขาย พฤกษาก็มองว่า ‘สุขภาพที่ดี’ ไม่ควรผูกไว้กับการรักษาหลังเข้าโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บ้าน บ้านเองก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบดูแลสุขภาพกายและใจ

พฤกษาจึงนำ Family Doctor หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของบ้าน 

แพทย์ที่มองคนและครอบครัวเป็นภาพรวมมากกว่ามองอาการเป็นชิ้น ๆ แยกส่วน บทบาทสำคัญไม่ใช่แค่รักษาเมื่อป่วย แต่เป็นด่านแรกที่ช่วยทำความเข้าใจบริบทของเรา ตั้งแต่พันธุกรรม พฤติกรรม สุขภาพใจ สภาพแวดล้อมในบ้าน ไปจนถึงความเสี่ยงของคนในครอบครัว เพื่อให้คำแนะนำที่ต่อเนื่องและเฉพาะกับแต่ละบ้าน

อังคณาอธิบายแนวคิดนี้แบบง่ายที่สุดว่า “หมอครอบครัว คือหมอที่ดูแลเราเหมือนเพื่อน ทำให้คำถามเล็ก ๆ ที่เราเคยต้องไปค้นเองหรือเดาเอง กลายเป็นเรื่องที่ถามคนจริงได้ และเป็นคนที่เราไว้ใจได้ด้วย” 

3 เสาหลักของการอยู่ดี 

Lifetime Well-Living ออกแบบมาให้จับต้องได้ผ่าน 3 แกนที่เริ่มจัดวางอย่างเป็นรูปธรรม คือ

1) Well Home 

บ้านที่ออกแบบจากความเข้าใจชีวิต โดยยึดผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลาง ต้องตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม การใช้งานจริง และความอุ่นใจ

เริ่มตั้งแต่โครงสร้างที่แข็งแรง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานคุณภาพจากธุรกิจอินโน พรีคาสท์ บริษัทในเครือ ที่ทุกดีไซน์และฟังก์ชันคิดจากการใช้งานจริง ภายในบ้านติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศและ ERV (Energy Recovery Ventilator) ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 มีประตู-หน้าต่างที่ลดเสียงและความร้อน Shock Absorption Floor และ Universal Design ที่รองรับเด็ก ผู้สูงอายุ และทุกช่วงชีวิต ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

บ้านที่ดีไม่จบแค่วันเข้าอยู่ พฤกษายังดูแลต่อเนื่องและใกล้ชิด รับฟังเสียงลูกบ้านหลังเข้าอยู่ 2 เดือน มีบริการ Warranty Reminder แจ้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนหมดระยะเวลารับประกัน และทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการอยู่อาศัย เพื่อการอยู่อาศัยที่ดี…ในทุกวันของชีวิต

2) Well Care

การผนวกบริการสุขภาพเข้าไปในชีวิตของลูกบ้าน นับตั้งแต่วันแรกที่เป็นลูกบ้านพฤกษาและดูแลกันไปตลอดทั้งชีวิต นำความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์จาก โรงพยาบาลวิมุต และโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ออกแบบบริการสุขภาพด้วยความเข้าใจในไลฟ์สไตล์และช่วงชีวิตที่แตกต่าง เพื่อให้การดูแลสุขภาพเริ่มต้นได้จากที่บ้าน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาความรู้ด้านสุขภาพ การดูแลเชิงป้องกัน ไปจนถึงการเข้าถึง Telemedicine ได้โดยตรงตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่

ปัจจุบัน พฤกษาทำกิจกรรม Well Care @Home ที่ดูแลลูกบ้านในเชิงรุกถึงโครงการไปแล้วกว่า 70 โครงการ ครอบคลุม 27,700 ครอบครัว เช่น การตรวจสุขภาพเบื้องต้น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การให้ความรู้โภชนาการเบื้องต้นตามความต้องการผ่านแบบสำรวจ เพื่อให้สร้างโปรแกรมดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านแต่ละเซกต์เมนต์ได้มากที่สุด

โครงการล่าสุดอย่าง Family Doctor ก็ถือเป็นโครงการนำร่องภายใต้เสาหลักนี้เช่นกัน

3) Well Community

เมื่อชุมชนและความสัมพันธ์ที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ดี พฤกษาจึงออกแบบ Well Community พื้นที่ของการเชื่อมต่อที่ทุกคนอยากออกมาพบเจอ แบ่งปัน และดูแลกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้พื้นที่ส่วนกลางเป็นพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมไลฟ์สไตล์และเวิร์กช็อปดูแลกายใจ

ตั้งแต่คลาสทำอาหารสุขภาพ คลาสโยคะ และการออกกำลังกายในกิจกรรม Well-Living Day กิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพ กิจกรรม The Palm Fun Run ที่ชักชวนลูกบ้านออกมาวิ่งออกกำลังกายในโครงการ The Palm Musical ปลุกแรงบันดาลใจด้านศิลปะและดนตรี ไปจนถึง Well Living Market Fest รวมร้านอร่อย เวิร์กช็อปส่งเสริมสุขภาพกายใจ และพลังดี ๆ ให้ลูกบ้านได้มาใช้เวลาร่วมกัน

มีเพื่อนเป็นหมออยู่ใกล้ ๆ 

เพราะแนวคิดหมอประจำครอบครัว (Family Doctor) ยังใหม่สำหรับหลายคน การสื่อสารจึงไม่ใช่แค่การส่งข้อความหรือทำคลิปแนะนำบริการเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้คนได้เจอกันจริง ๆ

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คุณหมอประจำบ้านจึงได้ไปร่วมกิจกรรมกับลูกบ้านด้วย เพื่อแนะนำตัว ตอบคำถาม และชวนลูกบ้านให้รู้จักกับบริการ Family Doctor มากขึ้น

เมื่อคุณหมอประจำบ้านได้พบปะลูกบ้านในบรรยากาศที่ไม่ใช่โรงพยาบาล ทำให้เรื่องสุขภาพดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เข้าถึงง่ายขึ้น สร้างความไว้ใจระหว่างลูกบ้านกับหมอประจำบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบริการสุขภาพที่ตั้งใจให้ ‘เบา’ และ ‘ใกล้ชิด’ มากพอที่จะให้คนจะเริ่มใช้จริง

ปัจจุบัน Family Doctor อยู่ในช่วงนำร่องกับลูกบ้านโครงการ The Palm บางนา-วงแหวน และ The Palm บางนา-วงแหวน 2 ที่มีครอบครัวหลายช่วงวัยเป็นโครงการแรก และจะเริ่มนำร่องที่โครงการ The Reserve Villa สุขุมวิท 89/1 กับกลุ่มคนทำงานที่ต้องการบริการพรีเมียมในต้นปี 2026 

ขั้นแรกของบริการ Family Doctor ลูกบ้านใช้บริการได้ผ่านช่องทาง LINE OA : @vimuttelemed หรือโทรศัพท์ 02 079 0599 โดยลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ได้ที่ register.vimut.com/family-med 

หลังจากนั้น คุณหมอประจำครอบครัว (Family Doctor) จะติดต่อกลับเพื่อวินิจฉัยอาการหรือโรคอย่างละเอียด พร้อมให้คำแนะนำว่าควรดูแลตัวเองอย่างไร หรือควรไปพบแพทย์เฉพาะทางที่ไหน และจะคอยดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

ในบางกรณี ลูกบ้านนัดให้แพทย์เข้าเยี่ยมบ้านได้ โดยข้อมูลสุขภาพที่ได้จากคนในครอบครัวก็จะเชื่อมกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาลวิมุต เพื่อให้การดูแลต่อเนื่องและการส่งต่อเคสทำได้อย่างราบรื่น

Holistic Care

นอกจากสร้างบ้านที่คำนึงถึงสุขภาพองค์รวม อย่างพื้นที่ส่วนกลางต้องเอื้อต่อการเคลื่อนไหว การจัดวางพื้นที่ต้องช่วยลดความเครียด เช่น ห้องนอนที่ไม่มีจุดรบกวนสายตา แสงและอากาศเป็นธรรมชาติที่สุด แต่การทำให้บริการสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย ยังมีโจทย์ท้าทายหลายชั้นซ่อนอยู่

ชั้นแรก คือความเข้าใจลูกค้า เพราะพฤกษามีลูกบ้านหลากหลายและอยู่ในทุกเซกเมนต์ การส่งมอบบริการนี้จึงไม่มีสูตรเดียวที่จะใช้ได้กับลูกบ้านทุกคน

ชั้นที่ 2 คือการออกแบบ Process Flow และ Customer Journey ที่ต้องพาทีมอสังหาฯ และทีมโรงพยาบาลมานั่งคุยกันจริง ตั้งแต่การออกแบบการลงทะเบียน ประชาสัมพันธ์ ตอบคำถาม คัดกรอง นัดหมาย ไปจนถึงการส่งต่อ เพื่อให้ระบบง่ายพอสำหรับลูกบ้าน ชัดพอสำหรับทีมแพทย์และพยาบาล

การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ให้กับสมาชิกทุกคนในบ้านย่อมมีความเกี่ยวข้องกัน หมอครอบครัวจึงเป็นเหมือน ‘โค้ชสุขภาพของบ้านทั้งหลัง’ เพราะจะคำนึงทั้งประวัติสุขภาพแต่ละคน ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล พฤติกรรมของสมาชิกในบ้านที่ใช้ร่วมกัน ปัจจัยแวดล้อมของบ้านที่อาจกระทบสุขภาพ ทำให้หมอเชื่อมโยงข้อมูลได้แม่นยำขึ้น

อนาคตของการอยู่ดี

ความอุ่นใจจากการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้ โดยไม่ต้องเริ่มจากการเดินเข้าโรงพยาบาลเสมอไป คือคุณค่าที่พฤกษาตั้งใจส่งมอบ

“เป้าหมายใน 3 – 5 ปีนี้คือการขยายผลรูปแบบการดูแลสุขภาพของลูกบ้านที่เหมาะสมกับแต่ละโครงการและกลุ่มลูกบ้าน ให้เป็นบริการสุขภาพเชิงป้องกันที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ มีข้อมูลสุขภาพที่ต่อเนื่องระหว่างบ้าน-หมอ-โรงพยาบาล และพัฒนามาตรวัดความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่จำนวนคนสมัคร แต่สะท้อนคุณภาพชีวิตจริง เช่น ดัชนีความสุขและความพึงพอใจของลูกบ้าน” อังคณาตั้งเป้าอย่างมุ่งมั่น 

ถ้าวันหนึ่ง ‘หมอประจำครอบครัว’ เป็นเรื่องปกติพอ ๆ กับนิติบุคคลหรือ รปภ. บ้านอาจไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นด่านแรกของการอยู่ดีทั้งชีวิต

บางที ความสบายใจที่เราตามหามาทั้งชีวิต อาจเริ่มจากการมีเพื่อนเป็นหมอที่อยู่ใกล้บ้านมากกว่าที่คิด

Writer

อรณิชา ตันติเวชวุฒิกุล

Business Development Professional by day, Food Enthusiast by night ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำธุรกิจและปรุงอาหาร ชอบอบขนมสูตรใหม่ตอนดึก และแบ่งปันความสุขผ่านขนมอบ

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง