13 มีนาคม 2025
7 K

“ทุนนี้ทำให้เราได้ไปนำความรู้จากต่างประเทศมาพัฒนาประเทศไทย เป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมให้เรามาถึงวันนี้ ตอนนั้นเราไปในฐานะแพทย์จบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก การได้ไปเจออาจารย์แพทย์ที่เก่ง ๆ และนักศึกษาที่ตีพิมพ์งานวิจัยมาแล้วเป็นสิบหรือเป็นร้อยฉบับ ทำให้เราได้เรียนรู้จากเขาและพัฒนาตัวเอง พอเราต้องอยู่ท่ามกลางคนเก่ง มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อให้สมกับการที่เราได้ไปยืนอยู่ที่จุดนั้น”

พญ.ธนพร เจริญงามเสมอ หรือ หมอเจน แพทย์ประจำบ้านปีที่ 2 สาขาประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงประสบการณ์การไปทำวิจัยที่แคนาดา 1 ปี จากการสนับสนุนของทุนโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเธอได้รับเป็นรุ่นที่ 12 ประจำ พ.ศ. 2563

“ทุนนี้คือทุนพระราชทานสำหรับแพทย์จบใหม่เพื่อไปศึกษาวิจัยด้านการแพทย์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะไปต่างประเทศ การสมัครต้องเขียนโครงการส่งไป ซึ่งเลือกหัวข้อได้หลากหลาย จะเป็นงานวิจัยเชิงทฤษฎีที่ทำในห้องแล็บ งานวิจัยเชิงคลินิกที่เกี่ยวกับการดูแลคนไข้ หรือจะเป็นเชิงระบบสุขภาพ เศรษฐศาสตร์การเบิกจ่าย วิเคราะห์ต้นทุนการดูแลคนไข้ก็ได้”

สำหรับหมอเจนที่สนใจด้านประสาทศัลยศาสตร์เป็นพิเศษ เธอเลือกหัวข้อการพัฒนาระบบการให้บริการผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบตันด้วยการลากลิ่มเลือด

“การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน ช่วงเวลามีความสำคัญมาก ยิ่งเข้ารับการรักษาได้เร็ว คนไข้ก็ยิ่งฟื้นตัวเร็ว ถ้าจุดที่อุดตันเป็นหลอดเลือดใหญ่ จะใส่สายสวนเล็ก ๆ จากขาหนีบขึ้นไปลากลิ่มเลือดออกมา แต่วิธีนี้ต้องทำภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนยาละลายลิ่มเลือดต้องได้รับภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง”

ปัญหาคือระบบของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เริ่มจากผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ว่าถ้ามีอาการแขนขาอ่อนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาล บางคนมัวแต่รอดูอาการจนทำให้กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลก็สายเกินไป รวมไปถึงระบบการส่งตัวจากโรงพยาบาลชุมชนไปยังโรงพยาบาลศูนย์ใหญ่ก็อาจมีความล่าช้า   

“โรคนี้ถ้ารักษาทันก็หายได้ แต่ถ้ารักษาช้าและหลอดเลือดในสมองที่อุดตันเป็นหลอดเลือดใหญ่ก็อาจทำให้แขนขาอ่อนแรงหรือติดเตียงได้เลย ซึ่งผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นแค่เขาคนเดียว แต่รวมถึงครอบครัวของเขาด้วย สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ลงชุมชนต่างจังหวัด ได้เห็นว่าญาติพี่น้องของผู้ป่วยติดเตียงบางคนต้องออกจากงานเพื่อมาดูแล เราเองก็เคยดูแลปู่ที่เป็นพาร์กินสันและติดเตียง รู้เลยว่าเป็นงานที่เหนื่อยมาก ทำคนเดียวไม่ไหว ถ้าเป็นครอบครัวที่ไม่มีกำลังเงินจ้างคนดูแลก็จะลำบากมาก”

จากการเห็นปัญหานี้ทำให้เธอสนใจหาทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้ดีขึ้นและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะระบบการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนไปยังโรงพยาบาลศูนย์ใหญ่ที่มีความพร้อม 

“เราเลือกไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา เพราะเขามีระบบสุขภาพคล้ายเรา มีหมอเวชศาสตร์ครอบครัวซึ่งเหมือนกับหมอที่โรงพยาบาลชุมชนของเรา อย่างแรกที่ได้เรียนรู้คือระบบสุขภาพของเขา เช่น ระบบการส่งต่อคนไข้ ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกัน จึงส่งต่อคนไข้ไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและมีเตียงว่างได้อย่างทันท่วงที รวมถึงระบบที่จะทำให้โรงพยาบาลศูนย์ใหญ่เตียงไม่ล้น โดยเขาจะมีระบบรับกลับไปยังศูนย์กายภาพหรือโรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยน่าเอามาปรับใช้”

นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพแล้ว อีกสิ่งที่แพทย์ผู้ได้รับทุนจะได้เรียนรู้ก็คือการทำวิจัย  

“เราได้เรียนรู้การทำวิจัยจากเขาเยอะมาก เพราะเขามีประสบการณ์การทำวิจัยเยอะ ได้เรียนรู้เทคนิคการทำวิจัยแบบใหม่ ๆ ที่จะช่วยตอบคำถามของเราได้ดีขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้การทำงานในเวทีสากล การประชุมวิชาการ การนำเสนอในงานประชุม ได้ทำงานกับคนหลากหลายเชื้อชาติหลากหลายวัฒนธรรม และได้คอนเนกชันคนเก่ง ๆ ทั้งเพื่อน รุ่นพี่ อาจารย์ โครงการนี้เหมือนเป็น Lifelong Mentorship ที่ทุกวันนี้เราก็ยังติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือถ้าวันหนึ่งเราอยากทำงานวิจัยที่ต้องใช้ความรู้หลายสาขาก็ติดต่อกับเพื่อน ๆ ที่นั่นได้” 

หมอเจนกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญอีกประการที่โครงการนี้มอบให้ คือโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งไม่เพียงเฉพาะแพทย์ผู้ได้รับทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักศึกษาแพทย์ที่ตั้งใจสมัครชิงทุนนี้ด้วย 

“การสมัครทุนนี้ คณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะส่งตัวแทนได้ 3 คน ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดเลือก ผู้สมัครจึงต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งด้านการพูด ภาษา บุคลิกภาพ และที่สำคัญคือได้หันกลับไปมองตัวเองว่าชอบอะไร อยากทำอะไรในอนาคต อีกทั้งการตั้งเป้าหมายและวิธีเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น รวมถึงการศึกษาปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าปัญหาไหนที่เราอยากแก้ไข และจะไปเรียนอะไรเพื่อนำความรู้กลับมาแก้ปัญหาในประเทศไทย ตอนที่สมัครกันภายในคณะ รุ่นพี่สอนมาว่า ถ้าเราทุกคนช่วยกันพัฒนาตัวเอง สุดท้ายทุกคนก็จะได้ประโยชน์”

แม้ทุนนี้จะไม่มีเงื่อนไขการใช้ทุน แต่เธอก็ตั้งปณิธานว่าจะนำทักษะความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังเช่นพระราชปณิธานของ สมเด็จพระราชบิดา ที่ว่า

ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ชาติ

“เราอยากตอบแทนสังคมผ่านทางการทำวิจัย เพราะการวิจัยคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาใด ๆ ก็ตาม และข้อดีของงานวิจัยคือเป็นความรู้ที่แบ่งปันให้คนทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนาก็นำความรู้นี้ไปใช้ได้”

หมอเจนยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบตันด้วยการลากลิ่มเลือดว่า ในอดีตการรักษาแบบนี้เบิกได้เฉพาะสิทธิ์ข้าราชการ แต่ปัจจุบันเบิกจ่ายได้ทุกสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคมหรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการผลักดันของอาจารย์ที่สถาบันประสาทวิทยาที่ทำงานวิจัยวิเคราะห์ความคุ้มค่าของประเด็นนี้

“งานวิจัยไม่ใช่แค่การรักษา แต่รวมถึงการเบิกจ่ายที่ช่วยให้คนไข้เข้าถึงการรักษาด้วย”

สำหรับงานวิจัยของหมอเจนในช่วงที่อยู่แคนาดา ตอนนี้อยู่ระหว่างรอตีพิมพ์ ส่วนปัจจุบันในฐานะแพทย์ประจำบ้านประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เธอกำลังทำวิจัยเรื่องเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเธอพยายามจะตอบคำถามว่า ท่ามกลางการรักษาที่มีอยู่หลายรูปแบบ ผู้ป่วยแต่ละประเภทเหมาะกับวิธีการรักษาแบบใดมากที่สุด   

โครงการเยาวชนฯ ประจำ พ.ศ. 2565 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
ภาพ : Thipprapa Sookruen

“อนาคตเราอยากเรียนต่อเฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษาระบบประสาท ซึ่งเกี่ยวกับการดูแลคนไข้หลอดเลือดสมองตีบตันและเป็นคนไปลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดในสมอง และอยากเรียนด้านการผ่าตัดหลอดเลือดในสมองด้วย รวมถึงอยากทำวิจัยด้านนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะยังมีอีกหลายโรค หลายการรักษาที่พัฒนาได้อีก บางโรคยังไม่มีวิธีรักษาที่ดีพอที่จะทำให้คนไข้กลับมามีชีวิตที่ปกติ

“สุดท้ายแล้ว งานของเราไม่ได้หยุดแค่การรักษาคนไข้ทีละคน แต่คือการสร้างองค์ความรู้ที่จะช่วยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า และมอบโอกาสให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง”

สำหรับน้อง ๆ นักศึกษาแพทย์ที่อยากสมัครทุนนี้ หมอเจนแนะนำว่า อย่างแรกคือศึกษาก่อนว่าทุนนี้คืออะไร จากนั้นต้องค้นหาตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่าอยากทำโครงการอะไร อนาคตอยากเป็นแพทย์ด้านไหน ศึกษาปัญหาที่อยากแก้ไข หัวข้อวิจัย รวมทั้งพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กัน และยึดมั่นอยู่เสมอว่า ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาพดีถ้วนหน้า 

“สิ่งสำคัญคือการมี Growth Mindset คือความคิดที่ว่าเราพัฒนาได้ตลอด และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็พัฒนาได้ตลอด บางคนอาจท้อใจว่าทำไมระบบสุขภาพเป็นอย่างนี้ ทำไมแพทย์ทำงานหนักอย่างนี้ แต่เราอาจมองอีกมุมได้ว่า เราจะทำยังไงเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ได้บ้าง แม้เราจะเป็นจุดเล็ก ๆ ของสังคม แต่ทุกคนก็มีศักยภาพที่จะช่วยกันพัฒนาระบบสุขภาพให้ดีขึ้น ทุนนี้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่เราจะได้มีส่วนในการพัฒนาระบบสุขภาพของเรา”

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด