มากกว่า 4,300,000 กิโลกรัมต่อวันโดยเฉลี่ย
จากสถิติเมื่อ พ.ศ. 2566 ตัวเลขหลักล้านนี้คือน้ำหนักของกองขยะอาหารที่กรุงเทพมหานครเก็บรวบรวมในแต่ละวัน คิดเป็นปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของขยะมูลฝอยทั้งหมด
หากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม ขยะกองมหึมานี้ปล่อยแก๊สมีแทนที่ส่งผลเสียกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็น 30 เท่า ตามมาด้วยมลภาวะ การปนเปื้อน และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่ต้องใช้ทั้งทรัพยากร พลังงาน และพื้นที่ ในการจัดการ
เราจะลดขยะอาหารเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง หลายภาคส่วนต่างสร้างสรรค์การแก้ไขด้วยวิธีที่ตัวเองถนัดและเครื่องมือที่ตัวเองมี หนึ่งในนั้นคือ แพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ หรือ PEAR is hungry คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้เล่าเรื่องอาหารและความยั่งยืนที่ผลักดันแคมเปญ ‘กินหมดจาน’ ในช่วงปีที่ผ่านมา ชวนผู้คนมาลดขยะอาหารด้วยวิธีการง่าย ๆ อย่างการกินให้หมดจาน เป็นงานสื่อสารที่ผู้มีชื่อเสียงมากมายเข้าร่วมขบวน ถ่ายคลิปชักชวนบอกต่อ จนยอดรับชมของแคมเปญนี้รวมกันเกินกว่า 90 ล้านวิว
แต่แพรเห็นว่าเท่านั้นยังไม่พอ ไม่ใช่ในเชิงตัวเลขที่วัดผลงานของครีเอเตอร์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

“ด้วยบทบาท Content Creator สิ่งที่เราทำได้คือสร้างการรับรู้ แต่เราอยากสร้างผลลัพธ์บางอย่างที่มากกว่านั้น และพอผ่านช่วงการทำเพจที่ได้เรียนรู้และตอบโจทย์ตัวเองมาแล้ว ตอนนี้เราอยากทำอะไรที่มีผลต่อสังคมจริง ๆ” แพรเล่าถึงเป้าหมายชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเติบโตขึ้น
นั่นเป็นเหตุผลให้ในปีนี้เธอก่อตั้ง aRoundP ขึ้นมา เป็นพื้นที่รวม Project Creator ที่ตั้งใจชวนคนลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องเป็นด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ขอเพียงมีจุดมุ่งหมายที่อยากทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น
เพื่อต่อยอดจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว aRoundP จึงทำโปรเจกต์ตั้งต้นเป็น Restaurant Makeover ที่จะเข้าไปสนับสนุนให้ร้านอาหารมีระบบจัดการขยะอาหารที่ดียิ่งขึ้น ร่วมกับ 50 ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรร อยากเชิญชวนให้คนแวะมาลองทาน พร้อมรับสิทธิพิเศษง่าย ๆ เพียงแค่กินให้หมด ภายใต้แคมเปญ ‘กินหมดจาน ซีซั่น 2’
เมื่อความสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เราชวนแพรมากินข้าวด้วยกันที่หนึ่งในร้านอาหารที่เข้าร่วมโปรเจกต์นี้ และฟังสิ่งที่กำลังตั้งใจชวนทุกคนมาทำร่วมกัน ภายใต้หมวกใบใหม่ของเธอ
แน่นอนว่ามื้อนี้ กินหมดจาน ไร้ Food Waste

Restaurant Makeover
“เราอยากทำให้เกิดระบบบริหารจัดการขยะอาหารที่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาคนเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งห่วงโซ่แบบสนับสนุน” แพรเล่าถึงหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ที่จะต่อยอดจาก กินหมดจาน ซีซั่นแรก
ก่อนทำแคมเปญสื่อสารกับผู้บริโภค ปีนี้เธอตั้งต้นจากการทำงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับขยะอาหารในบริบทอื่นก่อน ทั้งธุรกิจร้านอาหารและภาครัฐ ภายใต้โปรเจกต์ ‘Restaurant Makeover’ ที่ช่วยร้านอาหารพัฒนาการจัดการขยะอาหารให้ดียิ่งขึ้น เป็นมิตรกับทั้งธุรกิจและสิ่งแวดล้อม
ตั้งแต่การแยกขยะให้ถูกประเภท ชั่งน้ำหนัก ส่งให้โครงการ ‘ไม่เทรวม’ ของ กทม. ที่ทำงานร่วมกับร้านอาหารกว่าพันร้านทั่วเมือง ไปบริหารจัดการต่อได้อย่างสะดวก โดยระหว่างทางจะมีการเก็บข้อมูลปริมาณขยะที่เกิดขึ้นไปด้วย เพื่อคำนวณ Carbon Footprint ที่เกิดขึ้นเมื่อจบโครงการ
ทั้งหมดนี้ร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่าง สสส. อย. กรมควบคุมมลพิษ และพันธมิตรอย่าง Recycle Day ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มช่วยจัดการขยะอาหารที่มีองค์ความรู้พร้อมให้คำแนะนำอย่างเป็นมิตร

“เราตั้งใจทำให้ขั้นตอนง่ายที่สุดสำหรับร้านอาหาร ยังไม่ได้คาดหวังว่าระบบจัดการจะต้องดีพร้อม 100% เพราะเราเข้าใจว่าถึงร้านอาหารอยากจัดการขยะให้ดีแค่ไหน แต่การปรับ Operation ของร้านมักมีความท้าทายอยู่ พอมองในมุมผู้ประกอบการที่ต้องดูแลหลายอย่างมากในแต่ละวัน เราพยายามคิดสิ่งที่คนเข้าร่วมจะลงมือทำได้อย่างสนุกไปกับเราและเหมาะกับเขา” Project Creator ที่มีสมาชิกครอบครัวทำร้านอาหารเล่าถึงการทำงานบนพื้นฐานของความเข้าใจ
เพื่อให้บริการจัดการอย่างเป็นระบบ ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลที่ขยายผลต่อได้ โปรเจกต์นี้ตั้งต้นจาก 50 ร้านอาหารก่อน คัดสรรจากคำแนะนำของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs สายกิน สายกรีน ที่พากันมาแนะนำร้านอาหารในดวงใจที่คิดว่าอร่อยจนต้องกินหมดจาน
ร้านเหล่านี้จะผ่านการตรวจสอบวิธีการจัดการขยะอาหาร การคัดเลือกและจัดอบรม ก่อนนำมาจัดทำข้อมูล รวมรายชื่อเป็นไกด์บุ๊กคล้าย ๆ กับ MICHELIN Guide เพื่อเผยแพร่เดือนตุลาคมนี้ ซึ่งร้าน เออ (ERR Urban Rustic Thai) ที่เรามานั่งพูดคุยกับแพร ก็เป็นหนึ่งในร้านที่อยู่ในไกด์บุ๊กนี้ ด้วยแนวคิดด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ภายใต้การดูแลของ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และ เชฟดีแลน โจนส์ โดยได้รับการแนะนำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ส่วนอีก 49 ร้านจะเป็นร้านอะไร ใครเป็นผู้แนะนำ ติดตามกันได้ที่หน้าแคมเปญบนเว็บไซต์ aRoundP

กินหมดจาน Challenge
หลังจากเผยแพร่แล้ว ระยะต่อไปคือเดือนพฤศจิกายนที่ aRoundP, PEAR is hungry และบรรดาผู้แนะนำ จะเชิญชวนผู้คนมาร่วมสนุกกันผ่านแคมเปญ ‘กินหมดจาน Challenge’
ง่าย ๆ เพียงแค่คุณถ่ายรูปหรือวิดีโอของจานข้าวตอนก่อนและหลังกินหมดจาน ติด #กินหมดจาน ลงในโซเชียลมีเดีย ก็เป็นการร่วมสนุก ช่วยบอกต่อความตั้งใจของแคมเปญนี้แล้ว
และถ้าคุณทำสิ่งนี้กับเมนูแนะนำของ 50 ร้านอาหารที่อยู่ภายในไกด์บุ๊กคุณจะได้รับโปรโมชันพิเศษที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ ทั้งอิ่มอร่อยและลดการสร้างขยะไปในตัวได้แบบง่าย ๆ
“เราตั้งใจทำให้กินหมดจานไม่ได้พุ่งไปเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะสำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องไกลตัว ให้บอกว่าทำเถอะ เดี๋ยวโลกจะดี อาจไม่ได้ผลแบบที่เราหวัง
“เราเคยผ่านช่วงที่อยากให้คนอื่นเปลี่ยนมาทำเรื่องที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า บอกให้คนทำแบบนู้นทำแบบนี้ แต่หลายครั้งเราเปลี่ยนใจเขาไม่ได้และเกิดอารมณ์ลบต่อกัน เลยเลือกจะทำสิ่งที่เป็นไปตามความเชื่อของเราแบบที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น พอคิดแบบนั้น การสื่อสารและการกระทำของเราก็เปลี่ยนตามไปด้วย


“งานนี้เราทำให้เกิดเป็นกลไกที่เห็นผลกับตัวคนที่เข้าร่วมได้ทันทีก่อน เมื่อเขาลองทำแล้ว อาจเกิดความสนใจ ตั้งคำถาม และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม”
เมื่อจบแคมเปญ เดือนธันวาคมจะเข้าสู่ช่วง ‘กินหมดจาน ไร้ Food Waste’ เป็นการประมวลผลว่าโครงการนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง มากน้อยเพียงใด เป็นข้อมูลเพื่อการต่อยอดในอนาคต

ไม่ทิ้งกัน
“จริง ๆ เราทำหลายอย่างไม่เป็น ทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาของการทำโปรเจกต์นี้ และมีวันที่เหนื่อย แต่โชคดีที่เรามีทีมและเพื่อนรอบข้างที่น่ารักมาก พร้อมช่วยและให้คำแนะนำโดยตลอด” แพรกล่าวขอบคุณกัลยาณมิตรมากมายที่ช่วยเหลือมาตลอดทางของการประสานงานหลายสิบทิศ
“KOLs 50 คนที่เราชวนมาร่วมอยู่ในไกด์บุ๊กไม่มีใครปฏิเสธเลยสักคน หรือตัว Key Visual ที่ใช้เพื่อสื่อสารให้ถึงคนวงกว้างมากที่สุดก็เกิดจากการพัฒนาของศิลปินอย่าง ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย (Sahred Toy) เรารู้สึกว่างานนี้ทำให้เราเจอแต่คนที่เห็นแววตาแล้วรู้สึกได้เลยว่า เขาพร้อมเดินไปด้วยกัน”
เพื่อตอบแทนพวกเขาให้ดีที่สุด แพรจึงมุ่งมั่นปั้นโปรเจกต์ Restaurant Makeover และกินหมดจาน ให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด

“เราไม่อยากให้กินหมดจานเป็นแค่แคมเปญที่เกิดขึ้น 1 หรือ 2 ปีแล้วจบลง แต่ยังเกิดขึ้นได้ในปีต่อ ๆ ไป โดยที่เราไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใครด้วยความเป็นเพื่อน แต่เราบริหารและให้ผลตอบแทนคนที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม ให้ทุกคนได้รับกลับไปในสิ่งที่เขาลงแรง”
หากใครมองเห็นโอกาสในการสนับสนุนหรือร่วมมือกันทางธุรกิจ แพรและทีม aRoundP พร้อมรอประสานงานกับคุณ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมร่วมกัน

aRound Purpose, People, Planet
ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นจริง เมื่อทำได้อย่างต่อเนื่องและคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
แม้โปรเจกต์นี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่แพรมองเห็นภาพอนาคตที่เป็นแรงขับเคลื่อน และวางแพลนไว้ให้เป็นเข็มทิศเรียบร้อย
“สิ่งที่เราตั้งใจทำต่อในอนาคตคือการเข้าไปช่วยดู Operation หลังบ้านของร้านอาหารให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งแนะนำเรื่องการบริหารจัดการวัตถุดิบ การใช้น้ำ ไฟฟ้า ส่วนต่าง ๆ ที่จะเป็นมิตรได้กับทั้งร้านของเขาและโลก
“50 ร้านในปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากเกิดผลลัพธ์ที่ดี ทาง กทม. หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะนำรูปแบบการทำงานนี้ไปขยายผลให้กว้างขึ้นด้วย”
ส่วน aRoundP ก็กำลังเตรียมโปรเจกต์สนุก ๆ ที่อยากชวนคนมาทำงานขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน ด้วยแนวคิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสนุกและใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าป่า ดำใต้ทะเล แต่คือทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะกินข้าว เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต เดินถนน เราลุกขึ้นมาเป็น Changemaker ที่เปลี่ยนแปลงเรื่องรอบตัวเหล่านี้ได้ในแบบของตัวเอง
“P ของเราในที่นี้มี 3 เรื่อง คือ Purpose, People และ Planet ซึ่งจะเป็นแก่นสำคัญของการทำงาน นอกจากเราจะเป็นเว็บไซต์ที่ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นแล้ว เราจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนสร้างโปรเจกต์และชวนคนมาทำงานร่วมกันได้ โดยที่คุณอาจยังไม่ต้องอินเรื่องความยั่งยืนขนาดนั้นก็ได้ เริ่มจากสิ่งที่คุณสนใจใกล้ตัวก่อน”
ส่วนตอนนี้ชวนมาทำเรื่องใกล้ตัวอย่างการกินหมดจาน แบบมี Purpose เพื่อ People และ Planet ของเรากัน

ติดตามเรื่องราวของกินหมดจานและ aRoundP เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : PEAR is
