18 กรกฎาคม 2020
2 K

ยามเย็นที่เขื่อนศรีนครินทร์ เบล-จีรศักดิ์ จำรัส กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งบนแพกลางน้ำ พร้อมด้วยแซ็กโซโฟนคู่ใจซึ่งกลายมาเป็นภาพลักษณ์ประจำตัวเขา

แพไม้ไหลเรื่อยไปตามสายน้ำ เฉกเช่นเสียงอ่อนหวานของเครื่องเป่าในมือเบลที่เริ่มบรรเลงขับกล่อมแขกเหรื่อให้ปล่อยกายใจไปกับธรรมชาติ ก่อนที่ทุกคนจะลุกขึ้นมาสนุกกับเสียง ‘ดนตรีบำบัด’ ในแบบฉบับของเบล ดังที่เขานำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียของตนมานานปี

ชายคนนี้เป็นเจ้าของช่อง ‘Mr.Saxbell’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 2 แสนคนทาง TikTok (กลางปี 2025) และคลิปการทำงานในชีวิตประจำวันที่เขาเผยแพร่อยู่ประจำก็มียอดดูขั้นต่ำหลายพัน ขึ้นไปถึงหลักหมื่น แสน ไปจนกระทั่งล้านในหลาย ๆ คลิป

ทว่าสิ่งที่เห็นนั่นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวในชีวิตเขา นอกเหนือจากบทบาทการเป็นเจ้าของช่อง TikTok สุดไวรัล เบลยังทำงานอีกหลายด้านเกี่ยวกับดนตรี และอีกสารพัดงานจิตอาสาที่เขาเดินหน้าทำมาตั้งแต่วันที่ได้รับทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล

ทั้งหมดที่เบลทำลงไปล้วนวางอยู่บนฐานของ ‘การให้’ – คำสั้น ๆ แต่ทรงพลังยิ่งใหญ่ ที่อดีตเด็กขัดสนจากดินแดนปลายด้ามขวานรายนี้ได้เรียนรู้ พร้อมกับโอกาสครั้งสำคัญที่ตัวเขาไม่มีวันลืม

เด็กเหนือในเมืองใต้

“ผมเป็นคนภาคเหนือที่ไปโตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ” Mr.Saxbell ให้คำจำกัดความตัวเองสั้น ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องพื้นเพต่อไปด้วยท่าทางรำลึกความหลัง

จังหวัดพะเยาคือภูมิลำเนาเดิมที่เบลเกิดและใช้ชีวิต 6 ขวบปีแรกอยู่ที่นั่น คุณพ่อของเขาจากโลกนี้ไปตั้งแต่ตัวเขายังเรียนชั้นอนุบาล ไม่นานหลังจากนั้น ญาติบางส่วนก็เริ่มย้ายถิ่นฐานไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจการค้าที่เมืองชายแดนนั้นดีกว่าบ้านเกิด คุณแม่จึงพาเบลวัย 7 ขวบไปเข้าเรียนประถมที่สุไหงโก-ลก และยึดอาชีพขายอาหารเหนือรวมถึงส้มตำเลี้ยงปากท้อง

จากแดนดงดอยที่อยู่เหนือเกือบสุดขอบแผ่นดินไทย สู่ภาคใต้ตอนล่างติดชายแดนมาเลเซีย เด็กชายชาวพะเยาต้องปรับตัวสารพัดเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ซึ่งอุดมไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลายที่ตัวเขาไม่เคยคุ้น ทั้งความเป็นไทยภาคใต้ จีน และมลายู

“ตอนแรก Culture Shock มากครับ ตอนอยู่ภาคเหนือไปโรงเรียนก็คุยภาษาเหนือกัน แต่พอไปที่นู่น โรงเรียนที่ผมเรียนมีเด็กมุสลิมประมาณ 70% พวกเขาพูดมลายูใส่ ผมก็งงว่าเขาพูดอะไรกัน โชคดีที่ผมเป็นคนเข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว เลยอยู่ได้สบาย ๆ ครับ”

ในวัยเดียวกันนั้น เบลเริ่มค้นพบพรสวรรค์ในตัวเองที่ยังได้ใช้ประโยชน์มาจวบจนทุกวันนี้ นั่นคือสัญชาตญาณด้านเสียงดนตรี ความที่คุณแม่เป็นคนชอบร้องคาราโอเกะเป็นงานอดิเรก เบลจึงซึมซับทำนองและการร้องติดตัวมา ไม่ว่าเพลงการ์ตูน เพลงละคร หรือเพลงอะไรก็ตามแต่ เบลฮัมตามได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ทั้งที่ยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘ดนตรี’ อย่างถ่องแท้

“คุณแม่ผมเคยซื้อตลับเทปของวง Teen 8 Grade A ในเครือ GMM Grammy มาให้ ในนั้นผมร้องได้ทั้งอัลบัม จำเนื้อได้หมดเลย ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าดนตรีคืออะไร เครื่องดนตรีมีอะไรบ้าง”

ความหลงใหลในการขับร้องนั้นนำไปสู่จุดเริ่มต้นก้าวแรกสู่วงการเสียงเพลง เมื่อเขาได้เข้าประกวดอ่านทำนองเสนาะตอน ป.4 และคุณครูเล็งเห็นแววดีในเนื้อเสียงเขา เลยผลักดันให้ไปประกวดร้องเพลงลูกกรุงต่อ จนเขาได้เป็นนักร้องเพลงลูกกรุงประจำโรงเรียนประถม

“เพลงลูกกรุงเป็นเพลงที่เด็กในโรงเรียนไม่ค่อยรู้จักหรอกครับ พวกเขาจะรู้จักแต่เพลงสตริง เพลงลูกทุ่ง แต่ผมชอบเพลง หยาดเพชร ในภาพยนตร์เก่าเรื่อง เงิน เงิน เงิน” เบลเผยชื่อเพลงที่โปรดปราน ราวจะบอกเป็นนัยว่าทำไมคลิปทางช่อง TikTok ของเขาจึงเต็มไปด้วยเพลงเก่ายุคก่อนที่เขาจะเกิด

หัดขลุ่ยจีนหาเงินเติมเกม

ช่วงที่เรียนประถม เด็กชายจีรศักดิ์ จำรัส เคยเป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 ด้วยผลการเรียน 4.00 แทบทุกปี จนกระทั่งเลื่อนชั้นมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ความบันเทิงที่เริ่มเข้ามาใหม่อย่างเกมออนไลน์กลายเป็นเหยื่อล่อใจให้เขาหันเหจากการเรียน มาเป็นเด็กติดเกมงอมแงมนานถึง 2 ปี

“ตอนนั้นเกม Ragnarok Online เข้ามา ก็ยังเรียนนะครับ แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นเกม เกรดผมลดลงมาเยอะมากเลย” เบลเล่าย้อนความหลังด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 60 บาท เก็บเงินกินข้าวจานละ 10 บาท น้ำ 3 บาท ที่เหลือเอาไว้เล่นเกมหมดเลย เงินส่วนหนึ่งแทนที่จะใช้นั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ผมไม่ได้นั่ง เก็บไว้เติมเกมอย่างเดียว”

แต่แล้วเมื่ออายุได้ 13 ย่าง 14 ช่วงใกล้จบ ม.1 เบลก็ได้พบแรงบันดาลใจใหม่ในชีวิต นั่นก็คือดนตรีจีนที่สมาคมแต้จิ๋ว สุไหงโก-ลก นำไปแสดงให้นักเรียนได้ฟังเนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน เสียงเครื่องดนตรีจีนที่ทั้งวงร่วมกันประสานหน้าเสาธง ฟังไพเราะจับใจเบลมาก ไม่เพียงเท่านั้น ทางวงดนตรีของสมาคมยังประกาศรับสมัครเด็กใหม่ในชมรม โดยมีเบี้ยเลี้ยงค่าซ้อมวันละ 30 บาทเป็นค่าตอบแทนด้วย

“ผมคิดแค่ว่าจะทำยังไงดีให้ได้เงินไปเล่นเกมเยอะ ๆ ก็เลยสมัครเข้าวงดนตรีจีน ทีนี้ผมไปทีหลัง คนอื่นเขาเลือกเครื่องดนตรีที่อยากเล่นไปหมดแล้ว เหลือแต่ขลุ่ยจีนที่ไม่มีคนเล่น เพราะมันเล่นยากที่สุด ผมเลยจำเป็นต้องไปเล่นมันดู ปรากฏว่าพอเริ่มเล่นก็เล่นได้เลยครับ”

ด้วยคำชื่นชมของอาจารย์ผู้สอน ทำให้เบลหันมามุมานะซ้อมขลุ่ยจีนอย่างจริงจังทุกเย็น จากนั้นเมื่อชมรมดนตรีไทยของโรงเรียนรับสมัครคน เขาก็หันไปเป่าขลุ่ยไทยต่อ ตามด้วยวงโยธวาทิต วงลูกทุ่ง เวลาหลังเลิกเรียนที่เคยผลาญไปกับการเล่นเกมออนไลน์จึงถูกแทรกด้วยการซ้อมดนตรี จวบจนกระทั่งเลิกเล่นเกมที่เคยหลงใหลไปในที่สุด

แรกรักแซ็กโซโฟน

ตลอดชีวิตมัธยมศึกษา ไม่ว่าดนตรีจีน ไทย สากล หรือกิจกรรมใดในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับเสียงเพลง เบลล้วนไม่เคยพลาดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเหล่านั้น รวมทั้งหารายได้พิเศษจากการเล่นดนตรีจีนในงานศพหรืองานกินเลี้ยงที่สมาคมแต้จิ๋ว สุไหงโก-ลก มีส่วนร่วม แลกกับเงิน 100 – 200 บาทต่องาน

ครั้นแล้ววันหนึ่ง เขาก็ได้พบกับแซ็กโซโฟนที่กลายมาเป็นเครื่องดนตรีตัวเก่งในชีวิตเขา

“หน้าตาของเครื่องดนตรีมันเท่ที่สุดแล้วครับ เป็นทองเหลืองที่สวย มีความโค้ง ดูคลาสสิกดี เลยเลือกเล่นมันด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ ว่าเรามีพื้นฐานจากเครื่องเป่ามาก่อน”

แซ็กโซโฟนตัวแรกที่เบลได้สัมผัสเป็นเครื่องของโรงเรียน เขาจำได้แม้กระทั่งยี่ห้อ YAMAHA และรุ่น Student ตลอดจนถึงความรั่วของแซ็กโซโฟนตัวนั้น เนื่องจากมันได้รับสืบทอดจากนักเรียนรุ่นพี่จากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ก่อนที่เขาจะได้ลองเป่าที่ตัวเครื่อง ก็ต้องเริ่มหัดด้วย Mouthpiece ก่อน

“แซ็กโซโฟนประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ Mouthpiece (ส่วนปากเป่า) ส่วนคอ และส่วนตัวเครื่อง รุ่นพี่ให้เริ่มจาก Mouthpiece ก่อน พอเป่าออกแล้วค่อยไปเป่าเครื่อง ผมได้รุ่นพี่ ม.6 มาสอน”

ด้วยพื้นฐานที่เคยเป่าขลุ่ยจีน ขลุ่ยไทย และคลาริเน็ตในวงโยธวาทิตซึ่งเป็นเครื่องเป่าทั้งหมด ช่วยให้เบลต่อยอดไปสู่แซ็กโซโฟนได้ไม่ยาก เขาตักตวงประสบการณ์การเล่นแซ็กโซโฟนจากวงคอมโบและวงลูกทุ่ง จนมาถึงจุดที่หารายได้จากเครื่องเป่าทองเหลืองชนิดนี้เป็นครั้งแรกในงานแต่งงานของคนรู้จัก

ตอนนั้นเบลเรียนอยู่ชั้น ม.4 มีรุ่นพี่ที่รู้จักกันอยากสร้างความประทับใจแก่เจ้าสาวด้วยการเป่าแซ็กโซโฟนเพลง ใคร จึงจ้างเบลสอนฉบับรวบรัด นั่นเป็นครั้งแรกที่เบลได้ทดลองแกะโน้ตเพลงป๊อป และได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,500 บาท นั่นเป็นรายได้ก้อนใหญ่ซึ่งเปลี่ยนมุมมองที่เบลมีต่อแซ็กโซโฟนด้วย

“ผมตื่นเต้นว่าการสอนดนตรีได้เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ แล้วก็เริ่มเห็นว่าแซ็กโซโฟนมันปรับเมโลดีเล่นเพลงป๊อปได้ด้วยนะ ปกติเล่นแต่ เพลงชาติไทย สวนสนาม กราวกีฬา แต่ว่ามันปรับมาเล่นเพลงให้คนร้องได้เหมือนกัน ผมก็เริ่มแกะโน้ตเพลงและสอนแซ็กโซโฟนให้คนอื่นตั้งแต่ตอนนั้นครับ

ทุนมอบชีวิตใหม่

ในขณะที่เด็กมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วไปมีโอกาสสมัครเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่ตนคาดหวัง เบลกลับต้องเก็บออมเงินครั้งใหญ่ในชีวิตเพื่อล่าฝันของตัวเองที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เงินที่หาได้จากการรับจ้างเล่นดนตรีของเขาหมดไปกับค่าซื้อใบสมัคร 1,500 บาท และนั่งรถไฟจากปลายทางสายใต้ขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ เป็นระยะทางมากกว่า 1,100 กิโลเมตร

“ช่วงนั้นมีการชุมนุมพอดี คนขึ้นรถไฟฟรีจากภาคใต้ไปกรุงเทพฯ เยอะมากครับ ผมขึ้นจากสุไหงโก-ลก มาถึงพัทลุง ลุกไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวที่นั่งก็ถูกแย่งแล้ว ผมต้องยืนประมาณ 20 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ” เบลเล่าด้วยเสียงหัวเราะที่เจือด้วยความขมขื่นเมื่อนึกถึงความลำบากแต่หนหลัง

ในการสอบคัดเลือก ด้วยทักษะทางคีตศิลป์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตนั้นไม่ยากเกินความสามารถของเบลเลย แต่ปัญหาที่เขาต้องประสบกลับเป็นเรื่องค่าเล่าเรียนที่สูงถึง 65,000 บาท และต้องจ่ายก่อนเข้า รายรับของคุณแม่ไม่เพียงพอที่จะส่งเขาไปถึงฝัน แต่เพราะอานิสงส์จากการเป็นเด็กกิจกรรมตัวยงที่ประจักษ์แก่สายตาครูบาอาจารย์ทุกคน คุณครูจึงร่วมกันลงขันสมทบทุนให้เบลได้เรียนต่อในคณะดุริยางคศาสตร์ และยังพาเขาไปรับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งเบลไม่ลืมที่จะจดรายชื่อผู้กรุณาทุกคนไว้

“พอคณะเขารับรู้ว่าผมขาดแคลน คณะก็เลยพยายามหาทุนมหาวิทยาลัยให้ และผมกู้ กยศ. ด้วย ก่อนที่ผมจะได้รู้จักทุนบุญรอดฯ เมื่อเข้าเทอมที่ 2”

‘ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา’ เป็นทุนการศึกษาของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่มอบให้นิสิต-นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ บุญรอดฯ ได้มอบทุนนี้ต่อเนื่องเข้าปีที่ 44 แล้ว ใน 22 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเป็นทุนให้เปล่าที่ไม่ต้องใช้คืนแต่อย่างใด

“คณะที่ผมเรียนนี้ดีมาก คอยสนับสนุนผมเรื่องทุนการศึกษาทุกอย่าง ผมมาขอทุนตั้งแต่ทุนช่วยงานคณะ ทุนเรียนดี ทุน กยศ. ฯลฯ ทุนอะไรก็ตามที่ขอได้ ผมขอหมดเลย คณะก็ให้ผมเขียนเล่าประวัติตัวเองว่ามีความลำบากยังไงและส่งไปทางมหาวิทยาลัย ตอนนั้นทุนบุญรอดฯ มาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรพอดี มีพี่ที่ดูแลที่เราเรียกว่า พี่อ้อย-ญานี ศิริวัฒนกุล ได้อ่านจดหมายของผม ก่อนจะเลือกผมเป็นนักเรียนทุนบุญรอดฯ ครับ”

25,000 บาท คือมูลค่าเงินที่ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา มอบให้ในแต่ละภาคเรียน นับเป็นทุนที่มีมูลค่าสูงสุดในบรรดาทุกทุนที่เบลได้รับ เมื่อรวมกับทุนอื่น ๆ ก็ช่วยให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเบลดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น ทางทุนยังมีกิจกรรมอาสาต่าง ๆ ให้นักเรียนทุนทำ เป็นต้นว่ากิจกรรมสิงห์อาสา การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือมาเป็นครูพี่เลี้ยงสันทนาการในค่ายปิดเทอมฤดูร้อน สิงห์ ซัมเมอร์แคมป์ รวมทั้งหารายได้ให้ผู้ได้รับทุนได้ทำตามความชำนาญของตนเอง

โอกาสทั้งหลายที่ได้รับจากการเป็นนักเรียนทุนในวันนั้น เด็กหนุ่มชาวพะเยาผู้เติบโตในนราธิวาสได้รับรู้เพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่าการเล่นดนตรีและแซ็กโซโฟนที่เขารักยังนำไปปรับทำกิจกรรมได้ด้วย เหมือนกับสนามฝึกให้เขาได้ทดลองใช้ดนตรีสร้างความสุข ความสนุกแก่ผู้คนด้วยวิธีการที่ต่างออกไป

“ประสบการณ์ที่ได้จากการทำกิจกรรมร่วมกับบุญรอดฯ ต่อยอดให้ผมได้ทำงานแบบที่ทำอยู่หลายอย่าง ผมได้รับความชำนาญจากที่ทำช่วงนั้นเยอะมาก ๆ ครับ” เบลสรุปชีวิตนักเรียนทุนของตน ก่อนจะเริ่มแสดงให้เห็นผ่านลีลาบนแพกลางน้ำ

การให้ที่ดี…

“ทุกวันนี้ผมเล่นดนตรีเป็นหลัก เล่นประจำอยู่ที่รีสอร์ตในจังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็มีไปเล่นที่ร้านในพัทยาด้วยครับ นอกจากนั้นก็มีปล่อยเช่าเครื่องเสียง รับงานอีเวนต์ เขียนเพลง ทำดนตรี สอนดนตรี เรียกได้ว่าอะไรที่เกี่ยวกับดนตรี ผมก็ทำหมดเลยครับ”

รักน้ำรีสอร์ท ที่พักสไตล์เรือนแพริมเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ คือที่ทำงานหลักของเบลในปัจจุบัน ที่ซึ่งเขามักเผยแพร่ผลงานเพลงลงช่องทางโซเชียลอยู่สม่ำเสมอ แพใหญ่สำหรับดินเนอร์และอีกหลายกิจกรรมใต้แสงไฟราวแห่งนี้ เบลให้นิยามว่ามันคือสถานที่ที่เขาได้เป็นตัวเองมากที่สุด

“ปกติเวลาเราไปฟังดนตรี วงดนตรีก็จะเล่นดนตรีเพื่อสร้างความสุขให้ผู้คนใช่มั้ยครับ ลูกค้าที่มาที่นี่ช่วงหลัง ๆ คือมาล่องแพดินเนอร์หรือมาทำกิจกรรมอื่น ผมเลยไม่ได้แค่เล่นดนตรี แต่เหมือนแสดงโชว์หนึ่งที่ให้ผู้คนเข้ามาร่วมสนุกไปด้วยกัน ก็ต้องเรียนรู้ว่าจะทำให้พวกเขาสนุกกันได้อย่างไร”

ความรู้ในการใช้ดนตรีเพื่อสันทนาการที่เขาได้รับมาจากกิจกรรมของทุนบุญรอดพัฒนาฯ บ่มเพาะประสบการณ์ให้เบลเลือกใช้เพลงได้ถูกที่ถูกเวลา เมื่อลูกค้าเริ่มรับประทานอาหาร เขาจะเน้นใช้เพลงเนิบช้าเพื่อขับกล่อมให้ทุกคนได้รับความสุนทรีย์กับอาหารมื้อนั้นเต็มที่ พอทุกคนเริ่มอิ่มท้อง เขาก็จะบิลด์อารมณ์ให้ลูกค้าปรบมือตาม ค่อย ๆ เพิ่มจังหวะจนทุกคนออกมาแดนซ์กระจายในช่วงท้าย

“มีคนชวนไปทำดนตรีบำบัดที่ผมเคยเข้าใจว่าเป็นเสียงระฆัง เสียงฝน หรือเสียงธรรมชาติ แต่พอได้คุยกับคนที่ทำดนตรีบำบัดจริง ๆ ถึงรู้ว่าคนที่มาฟังอาจจะไม่ได้ต้องการเสียงธรรมชาติแบบนั้น เขาแค่ต้องการเพลงที่เขาชอบ ซึ่งคนเราจะมีความสุขเมื่อได้ฟังเพลงที่เขาชอบครับ”

ความรักความหลงใหลในเสียงเพลงดังวัยดึกที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็กมีส่วนช่วยในการทำงานที่นี่มาก ลูกค้าของรักน้ำรีสอร์ทส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่หรือคนมีอายุ เพลงที่เบลชอบเล่นและแกะโน้ตฝึกปรือจนเป่าได้คล่องแคล่วจึงเป็นเพลงร่วมสมัยของบรรดาลูกค้า ทั้งนี้เขาต้องอาศัยสังเกตลักษณะและวัยของลูกค้าที่ต้องพบเจอแต่ละวันว่าอยู่ในวัยไหน น่าจะชอบฟังเพลงแนวใด จึงจะเลือกสรรเพลงออกมาเล่นได้ถูก ไม่ว่าจะเป็นเพลงยุค 80 ยุค 90 เพลงไทย หรือเพลงฝรั่ง

“พอได้ฟังเพลงที่อยู่ในยุคเขาหรือเพลงที่เขาชอบ ยิ่งทำให้พวกเขามีความสุข ยิ่งแพล่องไปท่ามกลางธรรมชาติ ได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบ มีธรรมชาติบำบัดด้วย และไม่ใช่แค่เพลงเพราะอย่างเดียว มันเป็นเพลงที่สนุกและเขาได้ออกมาเต้นกันด้วยครับ”

ช่อง Mr.Saxbell ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ จากความตั้งใจแรกที่เบลเพียงแต่ต้องการขายผลงานให้ผู้ว่าจ้างได้ชมเป็นตัวอย่าง โดยตั้งชื่อตามไอดอลในการเล่นแซ็กโซโฟนอย่าง โก้ มิสเตอร์ แซกแมน (KOH Mr.Saxman) คลิปแรกที่สร้างชื่อให้เขาระเบิดระเบ้อคือคลิปที่แสดงบนแพรักน้ำรีสอร์ท มีผู้คนเข้ามาดูนับล้าน เมื่อทยอยคลิปเพลงอื่น ๆ อีกก็มีคนตามชมเป็นแสนเป็นล้าน ยอดผู้ติดตามก็พุ่งเพิ่มไม่รู้จบสิ้น

“ลุงแกไม่เคยเต้นเลยนะ ป้าเพิ่งเคยเห็นลุงแกเต้นครั้งแรกในชีวิตตอนฟังเพลงคุณเบล” Mr.Saxbell ยกตัวอย่างคำชมที่ช่วยให้เขาใจฟูในการทำงานทุกวัน

“คนหนึ่งเล่าว่าเขานั่งดูคลิปผมตั้งแต่ตอนอยู่โรงพยาบาล คิดว่าถ้าหายแล้วจะมาให้ได้ และเขาก็ได้มาหาผมจริง ๆ โดยนั่งรถเข็นมา หรือบางคนแค่ได้ยินเสียงแซ็กโซโฟนเป่าอินโทรเพลงที่เขาชอบก็น้ำตาไหล ผมเล่นเพลงแนว ‘ตามใจลูกค้า’ นี่คือการส่งต่อความสุขด้วยเสียงดนตรีในแบบของผมครับ”

คือการให้ที่ไม่สิ้นสุด

นอกเหนือจากงานด้านดนตรีหลายอย่างที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพ เบลยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกเหลือคณานับมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาจวบจนวันนี้ ทั้งสอนดนตรี ทำสันทนาการ หรือเล่นเพลงเพื่อบริจาคเงินแก่ผู้ขาดแคลนโอกาสในหลากหลายวาระ

“พี่คนหนึ่งเคยบอกผมว่า โอกาสมักจะมาหาคนที่พร้อมเสมอ ผมชอบคำพูดนี้มากครับ” นักแซ็กโซโฟนคนดังในโลกโซเชียลย้อนถึงวันวานที่ตัวเองยังขาดโอกาส 

“ก่อนได้รับทุนบุญรอดพัฒนาฯ ผมพร้อมมากที่จะเรียนดนตรีที่ผมรัก แต่ผมไม่มีความพร้อมในเรื่องเงินที่ใช้เรียนเลย แล้วทุนนี้ก็เสนอโอกาสที่ต่อยอดให้ผมได้เรียนในสิ่งที่ผมรักได้ ผมซาบซึ้งใจมากที่ทุนนี้ช่วยให้ผมได้ทำตามฝันจริง”

เบลเท้าความถึงกิจกรรมจิตอาสาที่ยังประทับใจเขามาจนทุกวันนี้ คือการร่วมงานกับกลุ่ม ‘ดินสอสีรุ้ง’ ที่มักชักชวนกันไปความดีด้วยการสอนหนังสือแก่เด็กยากไร้ในย่านชุมชนแออัด รุ่นพี่ที่สอนภาษาอังกฤษใต้สะพานในย่านบางซื่อบังเอิญมาพบเขาขณะเปิดหมวกเล่นดนตรีจิตอาสา จึงเสนอให้เขาไปร่วมสอนดนตรีให้กับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนอนุบาลในชุมชนนั้นทุกเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาเต็มใจทำหน้าที่ของตนสุดความสามารถโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว ด้วยยังระลึกอยู่เสมอว่า ครั้งหนึ่งตนเคยได้รับโอกาสจากเครือบุญรอด จึงต้องการส่งมอบน้ำใจนี้แด่ผู้อื่นแบบให้เปล่าด้วยเช่นกัน

เปิดชีวิต Mr.Saxbell นักเรียนทุนบุญรอดพัฒนาผู้ส่งต่อความสุขและโอกาสผ่านเสียงแซ็กโซโฟน

“ทุนบุญรอดพัฒนาฯ บอกเสมอว่า การให้ที่ดีคือการให้ที่ไม่สิ้นสุด เขาไม่ได้บอกให้นักเรียนทุนต้องมาตอบแทน เขาให้เพื่อไปต่อยอดโดยแท้จริง ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน เด็ก ๆ ผู้ได้รับทุนอย่างผมก็จะรับรู้ได้เองว่าสิ่งที่บุญรอดให้มานั้น เราควรจะไปต่อยอดอย่างไรบ้างกับสังคม”

จากเคยเป็น ‘ผู้รับ’ ที่ต้องตั้งหน้าหาการสนับสนุนทุกประเภทเพื่อต่อเติมไฟฝันให้กับตัวเอง ในวันนี้เบลยืนหยัดบนเส้นทางแห่งฝันที่ตนกรุยทางสร้างขึ้นได้โดยความช่วยเหลือของผู้คนมากหน้าหลายตา เขาจึงอยากเป็น ‘ผู้ให้’ ซึ่งพร้อมส่งต่อโอกาสดี ๆ ที่ตนเคยได้รับแก่ผู้อื่นสืบไป

ปณิธานใหม่ที่จุดขึ้นในใจเบลนับตั้งแต่วันที่ได้รับทุนต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย คืออยากทำกองทุนของตัวเองเป็นทุนการศึกษาให้เปล่าแก่ใครก็ตามที่มีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อมอบทุนการศึกษาแก่น้อง ๆ เยาวชนในถิ่นที่เขาอยู่ และการเดินทางไปสอนดนตรีให้กับวงโยธวาทิตตามโรงเรียนต่างจังหวัดเหมือนวงโรงเรียนที่เคยสร้างเขามา

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรีหรืออะไรก็ตามแต่ ทุกคนถ้าได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ต้องตั้งใจทำแน่นอน ขอแค่ขยันฝึกซ้อม มีใจรัก แล้วก็มีความสุขกับมัน ผมเชื่อว่าจะทำได้ดีครับ แล้วก็อย่าลืมว่าการที่เราได้ทำประโยชน์อะไรให้คนรอบข้าง ให้สังคมบ้าง มันก็จะต่อยอดให้เราได้อีกเยอะครับ”

เจ้าของช่อง Mr.Saxbell ยิ้มอย่างเปี่ยมสุข ก่อนจะเริ่มส่งต่อความสุขและแรงบันดาลใจอันเหลือล้นผ่านเสียงแซ็กโซโฟนที่สร้างรอยยิ้มและความหรรษาแก่ผู้ฟังเรื่อยมา

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

หฤษฎ์ หอกเพ็ชร์

ถ่ายภาพตั้งแต่อยู่ปี 1 รู้ตัวอีกทีก็เป็นงานประจำไปซะแล้ว