หากจะพาทุกคนไปรู้จักโครงการ ‘รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling’ เราอยากเริ่มต้นด้วยการพูดถึงความน่าสนใจอย่างแรก คือของรางวัล
แต่ก่อนอื่นเลย เราคงต้องเล่าให้ทุกคนฟังพอสังเขปว่า รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling เป็นกิจกรรมล่าสุดของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อแก้ไขปัญหาขยะด้วยการพารถกระบะสีเขียวที่บรรทุกถังขยะหลากหลายประเภทไปตระเวนออกรับขยะต่างพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้การจัดการขยะที่ถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดแรก
กิจกรรมนี้เป็นการต่อยอดจากกิจกรรม ‘ลดเปลี่ยนโลก กับโตโยต้า’ เกมในแอปพลิเคชัน LINE เพื่อชวนผู้เล่นปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำภารกิจต่าง ๆ อย่างกินอาหารหมดจาน แยกขยะ ลดการเปิดไฟที่ไม่จำเป็น เป็นต้น
ทั้งหมดนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่จะพาประเทศไทยไปถึงเป้าหมาย Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050
ขึ้นชื่อว่าทำกิจกรรม หลายคนอาจไปเฝ้ารออยู่ตรงปลายทางก็คือของรางวัล บางครั้งการได้รู้ว่ารางวัลที่ได้จะเป็นอะไร ก็ดึงดูดให้เราทำอะไรก็ได้ ซึ่งของรางวัลจากการนำขยะมาจัดการที่รถสีเขียว คือข้าวสารและไข่ไก่ ซึ่งถ้ามองเผิน ๆ บางคนอาจบอกว่า ของรางวัลนี้ไม่ได้พิเศษหรือแตกต่างจากกิจกรรมอื่น ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราคิดว่าของรางวัลนี้น่าสนใจนั้นอยู่ที่วิธีคิดที่สะท้อนให้เห็นเป้าหมายและความตั้งใจในการทำกิจกรรมนี้


“เราเริ่มต้นจากการคิดว่า อยากให้คนที่มาทำกิจกรรมกับเราเป็นใคร ก็คือคนในพื้นที่ เพราะถ้าเขารู้วิธีจัดการขยะที่ถูกต้อง เขานำกลับไปใช้ที่บ้านได้ ส่งต่อวิธีการให้เพื่อน ๆ ในพื้นที่ ของรางวัลก็ควรเป็นสิ่งที่เขาใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างข้าวสารและไข่ไก่ อย่างน้อยมันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการกินได้เป็นสัปดาห์”
เอก-สิริวิทย์ ปรีชาศุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนองค์กรของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เป็นคนมาบอกเล่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและความเจ๋งต่าง ๆ ในกิจกรรมนี้ให้เราฟัง เขาขยายต่อว่า รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขขยะ ฉะนั้น ทุกองค์ประกอบในกิจกรรมต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก แม้กระทั่งของรางวัลที่ต้องไม่สร้างขยะเพิ่ม

และอีกเหตุผลที่เลือกข้าวสารเป็นของรางวัล เพราะอีกหน้างานที่โตโยต้าทำ คือการสนับสนุนชาวนาด้วยการจัดตั้งโรงสีข้าวรัชมงคล รับซื้อข้าวจากชาวนาและนำมาวางขายในท้องตลาด คุณเอกบอกว่า ยิ่งกิจกรรม รถ เปลี่ยน โลก Mobility มีคนสนใจมากเท่าไร โตโยต้ายิ่งรับซื้อข้าวได้มากขึ้น
นี่เป็นความน่าสนใจอย่างแรกเท่านั้น กิจกรรมนี้ยังมีความน่าสนใจอีกหลายอย่างที่เราคัดสรรมาให้ทุกคนได้รู้ ถ้าหากคุณผู้อ่านเป็นผู้ประกอบการก็อาจได้ไอเดียหรือวิธีการบางอย่างกลับไปใช้ได้ หรือถ้าคุณเป็นนักอ่านทั่วไป เราเชื่อว่าคุณจะได้รู้ทางเลือกในการจัดการขยะเพิ่มขึ้น และตอบคำถามที่ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งในการลดคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยโลกได้อย่างไร


หนทางเพื่อบรรลุ Carbon Neutrality
เราเชื่อว่ามีหลายคนที่เคยได้ยินคำว่า Carbon Neutrality หรือ Net Zero Emissions แต่ไม่รู้ความหมาย และอาจไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเองอย่างไร
อย่างที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์โลกเราในปัจจุบันค่อนข้างย่ำแย่ ถ้าเป็นผู้ป่วยคงอยู่ในระยะที่โรคเริ่มสำแดงฤทธิ์เดช ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติที่เกิดมากขึ้นในแต่ละประเทศ อย่างไทยเองก็เพิ่งเจอกับแผ่นดินไหวไป ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ไปจนถึงอัตราการเกิดของสัตว์บางชนิดที่เสี่ยงสูญพันธุ์
หลายคนจึงเริ่มตระหนักว่า เราจะใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป และต้องหาทางรักษาโลกก่อนจะสายเกินไป เกิดเป็นความร่วมมือหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความป่วยไข้ของโลก
โตโยต้าเองก็มีพันธกิจสำคัญของตัวเอง คือสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 โดยเริ่มจากการจัดการภายในองค์กร ผ่านการปรับเปลี่ยนการบริหารองค์กร ไปจนถึงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) รวมไปถึงแนวทาง Multi Pathway คิดค้นนวัตกรรมยานยนต์รูปแบบใหม่ ๆ รองรับการใช้งานพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเดินทางของผู้คน


“เรามีความพยายามที่จะหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานจากแรงโน้มถ่วงต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อชดเชยการใช้พลังงานจากไฟฟ้า รวมไปถึงให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของพนักงาน อาจไม่ได้มีผลโดยตรงเรื่องการปล่อย CO2 แต่เป็นผลในทางอ้อม เราเลยมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง เช่น การใช้ไฟในออฟฟิศ ช่วงเที่ยง ๆ ทุกคนพร้อมใจกันปิดไฟเพื่อลดการใช้พลังงาน หรือน้ำที่ใช้ในห้องน้ำก็เป็นน้ำจากโรงงานที่ผ่านการบำบัดเรียบร้อยแล้ว”
‘Obeya’ เป็นคำศัพท์ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง ห้องขนาดใหญ่ที่ใช้เพื่อวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ คุณเอกบอกว่าโตโยต้าทั่วโลกรวมไปถึงประเทศไทยมีการประชุม Obeya ทุกเดือนเพื่อติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality
แต่การบรรลุเป้าหมายนี้ทำเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน เลยเป็นเหตุผลที่โตโยต้าขยายพื้นที่การทำงานออกมาที่สังคม ชวนภาคประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกของเรา และหนึ่งในนั้นคือกิจกรรม Mobility Upcycling

การเปลี่ยนผ่านจากบริษัทผลิตรถยนต์เป็น Mobility Company
โตโยต้ามีชื่อเสียงด้านการผลิตรถยนต์มาตลอด ถือเป็นหนึ่งในเจ้าใหญ่ของตลาดยานพาหนะ จนกระทั่ง อากิโอะ โตโยดะ (Akio Toyoda) ประธานใหญ่ของโตโยต้ามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้น ทำให้เขาตัดสินใจปรับทิศทางบริษัทใหม่ จากเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ให้กลายเป็น Mobility Company หรือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนให้สังคมดีขึ้นโดยใช้รถยนต์
หลาย ๆ กิจกรรมที่โตโยต้าตั้งขึ้นเพื่อช่วยสังคมจึงมีรถยนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญ อย่างการดัดแปลงรถให้กลายเป็นคลินิกทำฟันเคลื่อนที่เพื่อไปทำฟันให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือกิจกรรม รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling ก็ใช้รถยนต์เป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาขยะ ด้วยการขับไปรับขยะตามแหล่งต่าง ๆ
“รถที่เราใช้ คือ รุ่น Hilux Champ เพราะอย่างที่บอกว่าเขามองเห็นความเปลี่ยนของโลกและการใช้ชีวิตของคน เราผลิตรถหนึ่งคันแล้วตอบโจทย์คนทั้งหมดไม่ได้ คนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เราจะต้องสร้างสิ่งที่ตอบโจทย์สิ่งนี้”

มองเผิน ๆ รถรุ่นนี้ก็เหมือนกับรถกระบะทั่วไป แต่คุณเอกชี้ให้เราเห็นว่าส่วนด้านหลังออกแบบมาให้ดัดแปลงเป็นอะไรก็ได้ที่ตอบโจทย์คนใช้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านอาหาร ร้านตัดผม ไปจนถึงห้องเรียนเคลื่อนที่
รถในกิจกรรม รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling ถูกทาด้วยสีเขียวเพื่อสร้างจุดเด่นและสื่อสารเป้าหมายที่ว่า พวกมันก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสิ่งแวดล้อม พร้อมบรรจุถังขยะ 5 ประเภท คือแก้วกับโลหะ พลาสติก กระดาษ ขยะทั่วไป และขยะอันตราย
นอกจากนี้ ด้านข้างของตัวรถยังมีภาพที่อธิบายการกำจัดขยะแต่ละประเภท เช่น ขยะประเภทแก้วและโลหะใช้ซ้ำได้ (Reuse) นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) หรือผลิตเป็นของใช้ใหม่ (Upcycle) หรือถ้าเป็นขยะทั่วไปจะถูกส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธีและเป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้


ดึงชุมชนรอบ ๆ มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม
“เราเลือกสถานที่ที่คิดว่ามีการใช้ทรัพยากรสูงและมีขยะเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ตลาด เพราะมีขยะบรรจุภัณฑ์จากการขายสินค้าเป็นจำนวนมาก หรือแหล่งท่องเที่ยว เพราะมีปริมาณขยะมาก โดยเฉพาะขวดน้ำพลาสติก”
ชุมชน วัด ตลาด แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ เลยเป็นหมุดหมายแรก ๆ ที่เจ้ารถสีเขียววิ่งตระเวนไปจอดรับขยะ โดยเริ่มต้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะถือเป็นฐานที่มั่นของโตโยต้าในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมนอกโรงงานแห่งแรกของโตโยต้า ‘โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา’ ส่งต่อองค์ความรู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว
รถสีเขียวออกวิ่งเมื่อวันที่ 21 – 28 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย และมีคนเข้ารวมกิจกรรมกว่า 1,900 คน ได้รับขยะประมาณ 4,200 กิโลกรัม แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่สิ่งที่โตโยต้าหวังมากที่สุดในการทำกิจกรรม
“การทำกิจกรรมนี้เราไม่ได้คาดหวังว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในมุมสิ่งแวดล้อม แต่สร้างจิตสำนึกดูแลสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้คนเริ่มต้นลงมือทำในชีวิตประจำวัน และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ นำไปใช้ต่อได้”


คุณเอกที่ได้ไปร่วมทำกิจกรรมด้วยก็เล่าให้เราเห็นภาพที่เกิดขึ้นว่า เมื่อประชาชนในพื้นที่ที่รถจะไปจอดรับขยะทราบข่าวนี้ ต่างเตรียมตัวขนขยะที่ตัวเองเก็บไว้มาให้ หรือบางคนก็มาสังเกตการณ์และเรียนรู้วิธีแยกขยะไปด้วยกัน
ไม่ได้มีแค่คนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวเองต่างก็สนใจเช่นกัน คุณเอกกล่าวอย่างติดตลกว่า อาจเป็นเพราะสีของเจ้ารถกระบะที่ดึงดูดให้คนต้องเดินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และลองแยกขยะที่ติดตัวมาอย่างขวดน้ำพลาสติก ทำให้คุณเอกมองว่า กิจกรรมนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism) ภายในพื้นที่ได้ เพราะแม้แต่นักท่องเที่ยวเองก็เข้าร่วมได้ง่าย แค่มีขยะมาก็ร่วมได้แล้ว
การต่อยอดโครงการเลยเป็นการขยายพื้นที่จากพระนครศรีอยุธยาไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งคุณเอกมองว่าอาจเป็นพื้นที่ที่โตโยต้ากำลังทำงานด้วยอย่างโครงการชุมชนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน รวมไปถึงชุมชนในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ


จัดการขยะด้วยวิธี Upcycle
“มีบางคนที่เอาขยะมาให้เราแล้วถามเลยว่า จะเอาขยะไปทำอะไรต่อ อยากเห็นผลลัพธ์ชัด ๆ” หนึ่งในเสียงตอบรับที่คุณเอกได้ระหว่างทำกิจกรรม รถ เปลี่ยน โลก Mobility Upcycling และเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการขยะในกิจกรรมนี้จึงต้องมีวิธีอัปไซเคิลด้วย เพราะเป็นวิธีที่ทำให้คนเห็นประโยชน์ของการแยกขยะได้ชัดเจนที่สุด ของบางอย่างที่เคยถูกทิ้ง ถูกจัดประเภทว่าเป็นขยะ ฟื้นคืนกลับมาเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ผลิตมูลค่าได้ แถมยังลดภาระให้โลกอีกด้วย
ขยะที่ได้รับจะถูกส่งไปที่บริษัท SCG Chemicals เพื่อทำจัดการขยะต่อไปไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิล หรืออัปไซเคิล ซึ่งในช่วงแรกของการทำกิจกรรมทางโตโยต้าออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับอัปไซเคิลว่า อยากให้เป็นสิ่งของที่ใช้ภายในรถยนต์ เช่น ปลอกหุ้มสายเข็มขัดนิรภัย กล่องใส่ของ ฯลฯ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำของจากการอัปไซเคิลมาแจกจ่ายให้คนที่ใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่การสร้างขยะเพิ่มขึ้น
ระหว่างที่ฟังคุณเอกเล่าเรื่อง เราก็เกิดความสงสัยว่า อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อโลกในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บางคนอาจมองว่ากิจกรรมนี้ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองหรือไม่


ซึ่งคุณเอกตอบว่า การใช้ชีวิตของคนเราต่างส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฉะนั้น การดูแลสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องของทุกคน เราทำในสิ่งที่ทำได้ เพื่อดูแลโลกเราไม่ให้ป่วยไปมากกว่านี้ ยิ่งในเวลานี้ที่เราต่างมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ผมว่าใครทำอะไรได้ทำเถอะ จะทำมากหรือน้อยก็ตาม ดีกว่าไม่ทำเลย และปล่อยให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปเรื่อย ๆ” คุณเอกทิ้งท้าย

