14 มิถุนายน 2025
3 K

แป้งกวนก้อนกลมใสสีเขียวสดถูกเทจากหม้อร้อนกรุ่นควันลงในกระบอกสเตนเลสเงาวับ ฉันใส่แป้นกดลงในกระโปะสเตนเลสอย่างรีบเร่ง กระโปะ คือเครื่องครัวชนิดหนึ่งที่ใช้กดเส้นลอดช่อง เดิมทำจากไม้แผ่นที่ต่อเป็นกล่องสี่เหลี่ยม บางครั้งก็ใช้กะลามะพร้าวเจาะรู เมื่อฝาแป้นกดอัดก้อนแป้งร้อนที่บรรจุในกระโปะสเตนเลสเพื่อรีดแป้งขนมเป็นเส้นขนาดเล็ก ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งจากบนแป้นกดพร้อม ๆ กับเส้นแป้งสีเขียวอ่อนที่ค่อย ๆ กรูกันออกมาจากใต้กระโปะสเตนเลสที่เจาะเป็นรูพรุน แป้งร้อน ๆ สีเขียวที่แสนนุ่มนิ่มก็จะถูกดึงดูดด้วยแรงโน้มถ่วงจนกลายเป็นเส้นขนม ‘ลอดช่อง’ ตัวกลมยาวที่มีปลาย 2 ด้านเรียวแหลมที่เราคุ้นเคยกันดี

การกดเส้นลอดช่องผ่านกระโปะสเตนเลส 

ชื่อขนมลอดช่องที่คนสมัยนี้รู้จักกันดี มีที่มาจากอาการของเส้นแป้งกวนร้อนจัดที่ค่อย ๆ บีบตัวแล้วลอดผ่านช่องของกระโปะรีดแป้ง ด้วยอาการนี้เองทำให้ชื่อนี้กลายเป็นนามสามัญที่มีที่มาและความหมายตรงไปตรงมา ต่างจากชื่อมงคลอีกชื่อของขนมลอดช่อง ซึ่งมีที่มาจากการเปรียบเปรยความหมายมงคลกับสัตว์ในธรรมชาติ คือ ‘นกปล่อย’ อยู่มากทีเดียว 

ปัจจุบันคนไทยส่วนมากไม่ค่อยรู้จักชื่อขนมนกปล่อยมากเท่าสมัยก่อนแล้ว เพราะชื่อนี้ใช้ในบริบทเดียว คือเมื่อขนมลอดช่องเป็นส่วนหนึ่งในสำรับขนมหวานน้ำกะทิประจำงานมงคลสมรสแบบไทยในอดีตเท่านั้น เราจึงไม่เห็นชื่อนกปล่อยนอกบริบทงานแต่งงานแบบไทยเลย แต่จะเห็นชื่อลอดช่องในบริบทการเป็นขนมน้ำกะทิหวานเย็นใส่น้ำแข็งไสที่ตักขายเป็นถ้วยอย่างชินตา 

แถมในปัจจุบัน การตั้งสำรับขนมหวานในงานแต่งงานหรือสำรับ ‘กินสี่ถ้วย’ ก็หมดความนิยมไปมากประเพณีการกินสี่ถ้วยแทบเลือนหายจากความรับรู้ของคนปัจจุบัน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับความหมายและที่มาของชื่อนกปล่อยที่พร่าเลือนและผุกร่อนไปอย่างน่าใจหาย

จุดชำรุดที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องเล่านี้ คือคนไทยปัจจุบันไม่รู้ว่านกปล่อยคืออะไรกันแน่ จนเรื่องเล่าในปัจจุบันตีความไปหลากหลายและผิดเพี้ยนไปไกล บางเรื่องก็ไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมเลย เช่น เล่ากันว่านกปล่อยคือ ‘ขี้นก’ เป็นของเสียที่นกปล่อยออกมาขณะโผบิน ซึ่งฉันคิดว่าความหมายนี้เป็นไปไม่ได้ในบริบทของความเป็นขนมมงคลในงานแต่งงานแน่นอน เพราะขี้นกสื่อถึงความหมายที่ไม่ดีเอาเสียเลย ดังนั้น การจะใช้ความหมายนี้แทนชื่อนกปล่อยจึงเป็นไปไม่ได้แน่นอน 

ฉันคิดว่าชื่อนกปล่อยมีความหมายถึงนกที่เป็นสัตว์ปีกตัวจริงในธรรมชาติมากกว่า แต่จะเป็นนกชนิดใดนั้นก็ไม่รู้ได้ เพราะรายละเอียดในส่วนนี้เลือนหายไปจากเรื่องเล่าทั้งหมดในปัจจุบัน

การอุปมาอุปไมยที่ขาดต้นตอของความหมายชื่อนกปล่อย ทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับขนมนกปล่อยที่มีในปัจจุบันขาดความเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับจุดอ้างอิงด้านความหมายต่อนกในธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของนก ในเรื่องเล่าร่วมสมัยที่จะเพิ่มเติมคำอธิบายเชิงความหมายมงคลของขนมนกปล่อยนั้นหายไปอย่างสมบูรณ์แบบเกินไป จึงอดคิดไม่ได้ว่าภาวะการสูญหายเชิงความหมายของขนมชนิดนี้คงไม่ใช่เรื่องการลบเลือนด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของขนมหวานน้ำกะทิธรรมดา ๆ ถ้วยหนึ่งอย่างแน่นอน

สำรับขนมหวานในงานสมรส

ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) อธิบายว่า สำรับขนมหวานที่ใช้ต้อนรับแขกเหรื่อในงานสมรสแบบไทยนั้นคือสำรับกินสี่ถ้วย แบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามชนิดของน้ำหวานที่จับคู่ตัวขนม คือชุดน้ำเชื่อมกับชุดน้ำกะทิ

1. ชุดน้ำเชื่อม ประกอบด้วย วุ้น ข้าวต้มน้ำวุ้น ข้าวตอก สามแซ่ (วุ้น ลูกพลับแห้ง ชิ้นฟักแช่อิ่ม) 

2. ชุดน้ำกะทิ ปัจจุบันขนมชุดนี้ครองนิยามของการเป็นขนมกินสี่ถ้วยในนิยามของคนปัจจุบัน โดยขนมน้ำกะทิในสำรับของหวานมงคลนี้มีชื่อผูกเป็นคำกลอน คือไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ 

ลอดช่องในชุดกินสี่ถ้วย 

สำรับกินสี่ถ้วยชุดน้ำกะทิ ประกอบด้วย ไข่กบ (สาคู เมล็ดแมงลัก) สื่อถึงการให้กำเนิดทายาทได้ดังใจ มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง นกปล่อย (ลอดช่อง) หมายถึงความรักที่ยืนยาวและราบรื่น มะลิลอย บัวลอย นางลอย (ข้าวตอก) หมายถึงความรักที่แบ่งบาน และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวดำ) สื่อถึงความรักที่เหนียวแน่นยั่งยืน 

เหตุที่ต้องมีการเลี้ยงสำรับขนมหวานให้แขกเหรื่อในงานแต่งงานแบบไทย เพราะอิทธิพลของวัฒนธรรมศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะวัฒนธรรมอินเดียใต้ที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเลและพ่อค้าชาวทมิฬ ตามหลักฐานที่ปรากฏในจารึกเขาพระนารายณ์ ตำบลกะปง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการไหลบ่าของวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียใต้ในดินแดนแถบนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมความเชื่อระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้มาเยือนจากชมพูทวีปเข้าด้วยกันอย่างมั่นคง

หลังจากนั้นคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็แพร่กระจายและฝังอยู่ในความเชื่อของคนไทยทุกระดับ ตั้งแต่ชนชั้นปกครองจนถึงชาวบ้านทั่วไป ในวังของชนชั้นนำมีตำแหน่งพราหมณ์ ปุโรหิต ราชครู เป็นขุนนางประจำราชสำนัก และมีการประกอบพิธีหลวงแบบพราหมณ์ เช่น การโล้ชิงช้า พิธีแรกนาขวัญ ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับเอาคติความเชื่อและพิธีกรรมที่สร้างความเป็นสิริมงคลตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น พิธีบวงสรวงเอาฤกษ์เอาชัยในโอกาสสำคัญของชีวิต พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีบายศรีสู่ขวัญ รวมทั้งการใช้ชื่อเทพในการตั้งชื่ออาหารและขนมต่าง ๆ ด้วย เช่น ในกรณีของขนมลอดช่องและขนมนกปล่อย

สูตรขนมลอดช่องที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในไทยขณะนี้มีหลักฐานของการใช้ชื่อเทพฮินดูในชื่อขนมด้วย ในหนังสือ ตำรากับข้าวพิเศษของ แม่อบเจ้าคะ พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยร้านเขษมพาณิช พ.ศ. 2470 ในหน้า 31 – 32 ได้กล่าวถึงขนม ‘นารายน์บรรทมสินธุ์’ ซึ่งก็คือลอดช่องใบเตยสีเขียวในปัจจุบันนั่นเอง โดยผู้เขียนสูตรอาหารได้แทนแป้งลอดช่องสีเขียวที่แช่น้ำดอกไม้ว่าเป็นองค์พระนารายณ์ที่กำลังบรรทมอยู่ในมหาสมุทร ตามคติเรื่องเล่าจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สูตรแป้งลอดช่องใบเตยตามสูตรดังกล่าว มีดังนี้

…เทใบเตยหอมที่ตำลงละลายในแป้งให้สีออก แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางลงในกระทะ ตั้งไฟกระทะจนค่นจึงยกลง ตักแป้งกวนลงกะชอนไม้ช่องกว้าง ๆ แล้วโขกบนอ่างน้ำดอกไม้สด ให้แป้งกวนลอดออกทางช่องกะชอนเป็นลูก ๆ ซึ่งเรียกว่าลอดช่อง…

แต่เมื่อขนมลอดช่องหรือนารายน์บรรทมสินธุ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘นกปล่อย’ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำรับของหวานมงคลประจำงานแต่งงานแบบไทย สันนิษฐานว่าได้เกิดการปรับของสัญญะในชื่อขนมนกปล่อยขึ้น โดยสื่อถึงสัตว์มงคลที่เกี่ยวข้องกับ ‘เทพเจ้าแห่งความรัก’ หรือ ‘พระกามเทพ’ ที่มีความใกล้ชิดกับพระนารายณ์หรือพระวิษณุมาก เพราะกามเทพยังเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระวิษณุที่ปรากฏใน วิษณุปุราณะ และ ภควัตปุราณะ ทั้งยังเป็นอีกนามของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุอีกด้วย

พระกามเทพมีลักษณะเป็นเทพหนุ่มรูปงาม ทรงนกแก้วเป็นพาหนะ พระกามเทพในคติฮินดูมีอาวุธเป็นธนูและลูกศรแห่งความรักคล้ายกับคิวปิดหรือกามเทพตามคติตะวันตกด้วย แต่คนไทยแทบไม่รู้เลยว่าพระกามเทพตามคติฮินดูจากอินเดียนั้นมีความเกี่ยวข้องกับ ‘รสหวาน’ ในเชิงความหมายอย่างลึกซึ้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘เทพแห่งรสหวาน’ ที่ไม่ใช่รสหวานธรรมดา แต่เป็น ‘รสหวานหอม’ แบบกระตุกจิตกระชากใจ!

พระกามเทพ เทพแห่งรสหวานที่ถูกลืม

สาเหตุที่พระกามเทพในคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นเทพเจ้าแห่งรสหวานหอมจับใจแบบตะโกนนั้น มีที่มาจากอาวุธประจำตัว คือคันธนูและลูกศร ซึ่งคันศรนั้นทำมาจากลำอ้อยหวานที่มีผึ้งเรียงต่อกันเป็นสายธนู

 พระกามเทพทรงนกแก้ว อาภรณ์ทรงเครื่องอย่างศิลปะอินเดียใต้ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 – 19 (ราวพุทธศตวรรษที่ 23 – 24) ภาพวาดนี้ใช้การอ้างอิงรูปแบบทางประติมานวิทยา (Iconography) และเครื่องทรงจากภาพวาดโบราณหมายเลข 2007,3005.12 จาก The British Museum

ธนูต้นอ้อยเป็นตัวแทนของน้ำตาลจากพืช (ต้นอ้อย) ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาแต่โบราณ คำว่า อ้อย หรือ इक्षु (อ่านว่า อิก-สุ) ในภาษาสันสกฤต ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ อถรรพเวท ตั้งแต่ช่วง 800 ปีก่อนคริสตกาล (ราว 300 – 400 ปีก่อนพุทธกาล) ในข้อความกล่าวถึงเครื่องสังเวยในพิธีกรรมที่ผู้ประกอบพิธีกล่าวว่า ข้าขอถวาย อ้อยแห้ง งาขาว ต้นอ้อ และไม้ไผ่ แด่ท่าน

คำว่า ‘น้ำตาล’ จากอ้อยในภาษาสันสกฤต คือ शर्करा อ่านว่า สะ-ระ-กะ-รา (เป็นต้นทางของคำว่า ชูการ์ (Sugar) คือน้ำตาล ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งคำนี้ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในคัมภีร์ มหาภาษยะ รจนาโดย ปตัญชลิ ในช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล (ราว 100 – 200 ปีก่อนพุทธกาล) 

ส่วนตัวผึ้งนั้นก็เป็นตัวแทนของน้ำตาลที่มาจากสัตว์ (แมลง) เพราะน้ำผึ้งเกิดจากการที่ตัวผึ้งรวบรวมน้ำหวานจากมวลดอกไม้เข้าด้วยกัน ในคัมภีร์ มหาภารตะ ซึ่งรวบรวมขึ้นเมื่อราว 300 – 400 ปีก่อนคริสตกาล (ราวพุทธศตวรรษที่ 1 – 2) มีข้อความกล่าวถึงสวนผึ้งที่มีการเลี้ยงผึ้งและทุ่งดอกไม้เพื่อเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งจากรังผึ้งเลี้ยงแล้ว ดังนั้น การนำสัญลักษณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรสหวานทั้งหมดในธรรมชาติของวัฒนธรรมโบราณมาใส่ไว้ในเทพองค์เดียวกัน เท่ากับเป็นการเสริมแรงหรือสร้างชุดคอมโบแห่งรสหวานที่มัดใจคนให้ลุ่มหลงในรสรักอันแสนหวานอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

นอกจากรสหวานแล้ว พระกามเทพตามคติฮินดูยังมีฤทธิ์จากความหอมและสัมผัสอีก เพราะศรดอกไม้ของพระกามเทพไม่ได้มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายบาดเจ็บเหมือนอาวุธสงครามชนิดอื่น แต่ศรของพระกามเทพมีอำนาจให้เกิดความรู้สึกในจิตใจ เมื่อศรดอกไม้สัมผัสกายของเป้าหมายแล้ว เหยื่อคมศรจะรู้สึกถึงรสรักหลากรูปแบบที่รุนแรงเกินห้ามใจ จนพระกามเทพมีอีกชื่อว่า ‘ปุษปศร’ หรือ ‘ปุษปเกตุ’ ที่แปลว่า (ผู้) ถือดอกไม้ 

ศรดอกไม้ของพระกามเทพมีจำนวน 5 ดอก คือศรดอกจำปากะ (บางครั้งแปลว่า ดอกบัวหลวง) ทำให้เกิดรักที่โรมรันถาโถมเร่าร้อนรุนแรง ศรดอกอัมรา (ดอกมะม่วง) ทำให้เกิดความรักอันอบอุ่น ศรดอกนาคเกสร (ดอกลั่นทม บางคราวแปลว่า ดอกบัวขาบ) ให้ความรักเนิบนาบเยือกเย็น ศรดอกกิตติคุม (บางคราวแปลว่า ดอกอโศก) จุดให้เกิดความรักอันร้อนรุ่ม และศรดอกมะลิ มีฤทธิ์ปลิดรัก ทำให้รักสิ้นสุดด้วยความผิดหวัง 

ซึ่งความหมายทั้งหมดนี้เชื่อมโยงโดยตรงถึงฤทธิ์วิเศษของพระกามเทพที่บันดาลบ่วงแห่งความลุ่มหลงจากสิ่งกระตุ้นผัสสะทั้งหลาย เช่น รสหวานจากน้ำตาลทั้งหมดบนโลก ความหอมจากหมู่ดอกไม้ และ สัมผัสที่นุ่มนวลจากกลีบดอกไม้ ซึ่งสัมผัสสุดท้ายนี้แฝงความหมายอีโรติกของสัมผัสแห่งการร่วมรักเอาไว้ด้วย เมื่อรวมความหมายทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ฤทธิ์ของรสรักหวานหอมจากอำนาจของพระกามเทพนั้นไร้เทียมทานอย่างยิ่ง 

แต่คติความเชื่อเกี่ยวกับพระกามเทพในนิยามศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงชุดขนมหวานกินสี่ถ้วยในงานมงคลสมรสแบบไทยก็ไม่ได้สื่อถึงความหวานในรสรักแบบลุ่มหลงจนแทบเสียจริตจากอารมณ์รุนแรงไปทั้งหมด ในชุดขนมกินสี่ถ้วยยังมีสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงถึงความหนักแน่นมั่นคงในรักอยู่ด้วย ซึ่งสัญลักษณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกับโดยตรงกับพระกามเทพในคติฮินดู ขนมชนิดนี้คือ ลอดช่อง หรือ นกปล่อย นั่นเอง 

สัตว์พาหนะแห่งพระกามเทพ และนกแก้วผู้จงรักภักดีในวรรณคดีไทยโบราณ

เส้นแป้งสีเขียวดิ่งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงจนเกิดเป็นส่วนหางเรียวแหลม เมื่อถูกดึงเต็มที่ตัวแป้งก็ขาดสะบั้น ก่อนทิ้งตัวลงในหม้อน้ำเย็นด้านล่าง กลายเป็นก้อนแป้งสีเขียวสดตัวกลมปลายแหลมน่าเอ็นดูร่วงพรูแหวกว่ายในน้ำเย็น คล้ายฝูงนกแก้วสีเขียวที่แตกฮือเมื่อกรงนกเปิดออกเมื่อมีการปล่อยนกปล่อยปลา ตามคติการทำบุญแบบไทย 

เมื่อเห็นแบบนี้ ฉันก็สรุปทันทีว่าขนมนกปล่อยมีที่มาจากการทิ้งตัวลงน้ำของตัวแป้งลอดช่อง เมื่อมองดูเผิน ๆ แล้วมีรูปร่างเหมือนนกแก้วที่มีลำตัวสีเขียวและมีหางยาวเรียว โดยเฉพาะลอดช่องแบบโบราณที่ตัวแป้งมีหางยาวกว่าเส้นลอดช่องกลมป้อมในปัจจุบันมาก

นกแก้วเป็นสัตว์พาหนะของพระกามเทพตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระกามเทพตามคติฮินดูมีลักษณะเป็นเทพชายรูปงามมีพระวรกายสีเขียว บางครั้งก็ทรงรถศึกเทียมด้วยนกแก้วคู่ บางครั้งก็ทรงนกแก้วตัวเดียว ดังที่ปรากฏในภาพเขียนโบราณตามคติอินเดียใต้ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 – 19 (ราวพุทธศตวรรษที่ 23 – 24 สมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) เช่น ในภาพวาดหมายเลข 2007,3005.12 จาก The British Museum

ตามคตินี้นกแก้ว หรือ สุกะ (शुक) ในภาษาสันสกฤต เป็นนกที่เฉลียวฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม พูดภาษามนุษย์ได้คล่องแคล่ว มีวาจาอ่อนหวานและเล่าเรื่องได้เก่งฉกาจจับใจคนฟัง (โดยเฉพาะหญิงสาว) เหมือนเรื่องราวในวรรณกรรมโบราณของอินเดียเรื่อง शुकसप्तति (อ่านว่า สุ-กะ-สับ-ตะ-ติ) ที่แปลว่าเรื่องเล่าของนกแก้ว 70 เรื่อง เขียนขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 (ราวพุทธศตวรรษที่ 17) นกแก้วในเรื่องนี้เป็นนกแก้วเจ้าปัญญารู้ภาษาคน มีทั้งความเก่งกาจและอ้อล้อจนเล่านิทานให้นายหญิงของตน คือนางประภาวตี ตั้งใจฟังเป็นจำนวนมากถึง 70 เรื่องได้ 

ในฝ่ายวรรณคดีไทย สมัยอยุธยาตอนปลายถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นกแก้วชนิดต่าง ๆ ปรากฏตัวอยู่ในวรรณกรรมโบราณหลายชิ้นที่มีการกล่าวถึงความรัก เช่น กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) ซึ่งเป็นกลอนสังวาสสมัยอยุธยา ในบทชมนกมีคำบรรยายถึงการแสดงความรักของนกแก้วป่า 2 ชนิด คือ นกแก้ว (ไม่ระบุชนิด) และนกแขกเต้า เอาไว้อย่างหวานชื่นว่า

๏ นกแก้วแจ้วแจ่มเสียง

จับไม้เรียงเคียงคู่สอง

เหมือนพี่นี้ประคอง

รับขวัญน้องต้องมือเรา

๏ แขกเต้าเคล้าคู่เคียง

เรียงจับไม้ไซ้ปีกหาง

เรียมคนึงถึงเอวบาง

เคยแนบข้างร้างแรมนาน

ปลาบู่ทอง เป็นนิทานพื้นบ้านโบราณที่คนในปัจจุบันรู้จักอย่างดีและมีการเล่าสืบต่อมาหลายแบบ หนังสือ ปลาบู่ทอง ฉบับกลอนสวด ซึ่งจดนิทานเรื่องนี้เอาไว้ในสมุดไทยโบราณ กล่าวถึงนกแขกเต้าที่เป็นตัวแทนของการแสดงรักและภักดีต่อคู่ครองว่า

๏ กำพร้านางแก้ว

ครั้นเจ้าตายแล้ว

สิ้นชีพเป็นผี

นางเอากำเนิด

เกิดเป็นปักษี

เพราะกรรมยังมี

นางได้สร้างมา

๏ กำพร้าหนุ่มเหน้า

เป็นนกแขกเต้า

โฉมเจ้าโสภา

นางนึกตรึกดู

ตัวกูเกิดมา

แห่งหนใดหนา

มาเป็นเดียรฉาน

เรื่องตอนนี้กล่าวถึงนางกำพร้า หรือ เอื้อย ตัวเอกหญิงของเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งและกีดกันให้ห่างไกลคนรัก (พระเจ้าพรหมทัต) ด้วยการทำคุณไสยและวิธีการชั่วร้ายต่าง ๆ สุดท้ายเมื่อถูกฆ่า เอื้อยก็กลับชาติมาเกิดเป็นนกแขกเต้าทันที และยังมีความทรงจำเกี่ยวกับคนรักในชาติก่อนอยู่อย่างครบถ้วน ซึ่งผิดกับการกลับชาติมาเกิดของดวงวิญญาณอื่นที่ต้องลืมเรื่องราวในชาติก่อนไปหมด ก่อนที่จะจุติมาเริ่มต้นชีวิตในภพภูมิใหม่ แต่นางเอื้อยในร่างนกแขกเต้ากลับกระเสือกกระสนทุกวิถีทางที่จะหวนกลับไปแสดงตัวต่อหน้าคนรักให้ได้ แม้ว่าตัวจะกลายเป็นนกแขกเต้าแล้วก็ตาม แต่ความภักดีที่เอื้อยมีต่อคนรักในชาติก่อนก็ไม่ได้จืดจางลง จนแม้แต่วัฏสงสารก็ทำลายความจงรักและภักดีของนางเอื้อยในร่างนกแขกเต้าลงไม่ได้

นกแขกเต้า (Psittacula alexandri) จากจังหวัดนนทบุรี
ภาพ : เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

ข้อความในวรรณคดีไทยโบราณทั้ง 2 เรื่องใช้นกแก้วและนกแขกเต้าสื่อถึงความหมายเชิงบวกเกี่ยวกับความรักและการครองคู่อย่างชัดเจน การใช้นกแก้วในการสื่อความหมายถึงความรักที่หวานชื่นในวรรณกรรมทั้ง 2 ชิ้น แสดงว่าในอดีตนกแก้วยังคงเป็น ‘วิหคแห่งความรัก’ ที่สื่อความหมายต่อผู้รับสารอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ เมื่อคนไทยในอดีตได้อ่านข้อความจากวรรณคดีไทยโบราณทั้งสองแล้ว รู้ได้แน่ว่าขนมลอดช่องหรือนกปล่อยในสำรับกินสี่ถ้วย คือนกแก้ว สัญลักษณ์แห่งความรักอย่างแน่นอน

ดังนั้น ขนมนกปล่อยหรือลอดช่อง ตั้งชื่อโดยหยิบเอาแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของนกแก้วในธรรมชาติมาใช้เป็นจุดอ้างอิงในการสร้างสัญลักษณ์มงคลแห่งความรัก นกแก้วมงคลนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์มงคลในสำรับขนมหวานประจำพิธีแต่งงานแบบไทย การเลือกใช้นกแก้วป่าที่คนไทยในอดีตพบเห็นและคุ้นเคยดีมาเป็นตัวแทนความหมายมงคล มีข้อดีคือทำให้การสื่อสารความหมายมงคลผ่านชื่อ นกปล่อย เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องอธิบายขยายความกันให้ยืดยาว 

เหตุผลนี้เองทำให้ความสามารถในการสื่อสารความหมายมงคลของนกปล่อยในมิติของพิธีกรรมและวรรณกรรมขึ้นอยู่กับการดำรงอยู่ของประชากร ‘นกแก้วป่า’ ในพื้นที่ธรรมชาติของไทยเช่นกัน แต่ความชัดเจนของเรื่องเล่า รวมทั้งภาพนกแก้วที่เคยแจ่มชัดในสังคมไทยก็กลายเป็นอดีตไปนานแล้ว พร้อม ๆ กับการลดจำนวนลงของนกแก้วและพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของฝูงนกแก้วที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ระบบนิเวศในอุดมคติที่ลบเลือน

เมื่อราว 30 ปีก่อน พื้นที่ริมคลองแถบอำเภอบางกรวยยังอุดมไปด้วยสวนผลไม้ สวนมะไฟ สวนทุเรียน และผลไม้ชนิดอื่นเต็มร่องสวน ฉันยังจำได้ว่าเคยเห็นนกแก้วสีสวยหลายตัวบินโฉบตามยอดไม้สูงบ่อย ๆ แต่พอพื้นที่สวนผลไม้ถูกไถราบ ต้นไม้ใหญ่ถูกตัด ร่องสวนถูกถมปรับพื้นดิน ถนนสายใหม่ตัดแบ่งแปลงสวนเดิมเพื่อสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรร เสียงของนกแก้วสีเขียวสดก็เบาลงพร้อมกัน หลังจากพื้นที่สวนกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปหมดแล้วนั้น ฉันก็ไม่ได้ยินเสียงร้องและเห็นความซุกซนของฝูงนกแก้วใกล้บ้านบ่อย ๆ เหมือนสมัยก่อนอีกเลย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศของพื้นที่สวนเดิมในเขตอำเภอบางกรวยนั้นอาจเป็นภาพแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของประเทศไทยได้ การที่ร่องดินสวนเปลี่ยนเป็นพื้นคอนกรีตดินถมของหมู่บ้านจัดสรรนั้นไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพ แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงลักษณะความสัมพันธ์ของชุมชนท้องถิ่นที่มีต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในอุดมคติจากสังคมเกษตรเป็นสังคมเมืองที่ผลิตอาหารจากผืนดินเองไม่ได้อีกต่อไป นี่เองเป็นสิ่งที่แตกต่างจากภาพของสภาพแวดล้อมในอุดมคติของชุมชนเกษตรไทยในสมัยโบราณผู้สร้างคติการกินสี่ถ้วยเป็นอย่างมาก

ชุดขนมกินสี่ถ้วยซ่อนความหมายต่าง ๆ ทางวัฒนธรรมมากมาย ทั้งในเชิงสัญศาสตร์ (Semiotics) ความเชื่อ และมานุษยวิทยา ไว้มากมาย เมื่อใช้มุมมองทางทฤษฎีที่ศึกษาความสัมพันธ์ของวรรณกรรม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม คือการวิจารณ์เชิงนิเวศ (Ecocriticism) นิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) และการถ่ายทอดความรู้นิเวศวิทยาพื้นบ้าน (Traditional Ecological Knowledge) มาตรวจสอบสัญญะทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของสังคมเกษตร 

ฉันพบว่าชื่อขนมในสำรับกินสี่ถ้วยแฝงความหมายเชิงบุคลาธิษฐานที่แสดงถึงสภาพแวดล้อมในอุดมคติของสังคมเกษตรในอดีตของไทยเอาไว้เต็มไปหมด

ชื่อขนมต่าง ๆ ในสำรับกินสี่ถ้วยหยิบยืมหลากความหมายมงคลจากพืชและสัตว์ในธรรมชาติ สัตว์ทั้งหมดในสำรับกินสี่ถ้วยเป็นดัชนีชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ผืนป่า และแหล่งน้ำ โดย กบ ไข่กบ ดำรงอยู่ในแหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุ่มชื้น มีน้ำขังอยู่บนระดับผิวดินเป็นอย่างน้อย นกปล่อย คือฝูงนกแก้วที่อาศัยอยู่ในป่าหรือพื้นที่สีเขียวที่มีต้นไม้ให้ทำรัง บัวลอย คือต้นบัวที่อยู่ในแหล่งน้ำที่มีความลึกพอที่กอบัวจะแตกสายและออกดอกผลิบาน อ้ายตื้อ คือนาข้าวปลูกที่ให้ผลผลิตสมบูรณ์ มีผลผลิตมากจนกินได้อิ่มตื้อ แถมยังมีผลผลิตเหลือเก็บ ชื่อขนมทั้งหมดเกิดจากการผูกความหมายของสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของสังคมเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้อง แทนคำอวยพรแด่คู่บ่าวสาวที่สร้างครอบครัวใหม่ให้พบแต่ความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงาม

ชุดกินสี่ถ้วยน้ำกะทิบรรจุลักษณะของระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งระบบนิเวศนี้นอกจากจะเอื้อต่อทั้งการดำรงชีวิตของพืช สัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมทั้งนกแก้วป่า ยังมีศักยภาพการเป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย ในเชิงสัญลักษณ์นั้น การแต่งงานในสังคมเกษตรเทียบได้กับการเริ่มต้นของฤดูเพาะปลูก ส่วนการให้กำเนิดทายาทของคู่สมรสเปรียบได้กับการเก็บเกี่ยวผลิตผลจากแปลงนาร่องสวน ดังนั้น สัญลักษณ์ทั้งหมดในสำรับกินสี่ถ้วยจึงเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในนิยามของสังคมหาของป่าล่าสัตว์และสังคมเกษตรกรรมที่สอดร้อยความหมายมงคลต่าง ๆ จากวิถีชีวิตในสังคมเกษตรและระบบนิเวศทางธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

แต่ในปัจจุบัน ความหมายแฝงของระบบนิเวศธรรมชาติตามคติกินสี่ถ้วย โดยเฉพาะในกรณีของขนมนกปล่อย ถูกทำให้หมดความหมายลงไปพร้อม ๆ กับจำนวนผืนป่าในประเทศไทยที่ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องทุกปีตามรายงานการสำรวจของกรมป่าไม้ นอกจากพื้นที่ป่าแล้ว พื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรก็ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยพื้นที่ทั้งสองเป็นพื้นที่หากินและแพร่กระจายพันธุ์ของประชากรนกแก้วในธรรมชาติ ส่งผลให้จำนวนนกแก้วป่าลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อนกวิเศษถูกไล่ล่า

ฝูงนกแก้วสีมรกตบินว่อนส่งเสียงจ๊อกแจ๊กเหนือยอดไม้สูงลิบ ฉันเงยหน้าแหงนคอเพ่งตามองฝูงนกบนยอดไม้สูงตามเสียงแผดร้อง แต่ด้วยระยะห่างระหว่างพื้นดินกับยอดไม้นั้นไกลกันมาก จนฝูงนกแก้วสีเขียวที่บินว่อนดูเหมือนจุดสีที่เคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้า ซึ่งฝูงนกแก้วสีสันสดใสที่กำลังสยายปีกโผบินอย่างสง่างามเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเป็นต้นแบบของสัตว์พาหนะในเทวตำนาน รวมทั้งเป็นจุดอ้างอิงของชื่อขนมไทยโบราณอย่างนกปล่อยหรืออีกชื่อคือลอดช่องมาก่อน 

นกแก้วโม่ง (Psittacula eupatria) จากจังหวัดนนทบุรี
ภาพ : เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

ปัจจุบันในประเทศไทยมีนกแก้วอยู่ 7 ชนิด คือนกแก้วโม่ง นกแขกเต้า นกแก้วหัวแพร นกกะลิง นกหกเล็กปากดำ นกหกเล็กปากแดง และนกหกใหญ่ ซึ่งนกแก้วทุกชนิดในประเทศไทยมีขนนกส่วนลำตัวสีเขียวในทุกสายพันธุ์ ซึ่งแป้งลอดช่องหรือนกปล่อยก็มีสีเขียวเหมือนตัวขนมเช่นกัน แต่นกแก้วป่าในประเทศไทยลดจำนวนลงจนรัฐไทยต้องจัดประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย จนพูดได้ว่าการมีอยู่ของนกแก้วป่าในไทยตอนนี้เป็นเรื่อง ‘ไกลตา ไกลใจ’ ของคนส่วนมากไปแล้ว โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยในเขตเมืองส่วนใหญ่แทบไม่รู้ว่าประเทศไทยยังมีนกแก้วป่าในธรรมชาติอยู่ด้วย

ในกรณีของนกแก้วโม่งและนกแขกเต้าที่ฉันเคยเห็นในเขตอำเภอบางกรวยนั้น เมื่อเทียบข้อมูลพื้นที่อยู่อาศัยของนกทั้ง 2 ชนิดจากข้อมูลจาก 2 ช่วงเวลา คือการสำรวจพื้นที่อยู่อาศัยของนกแก้ว โดย หมอบุญส่ง เลขะกุล และ เอ็ดเวิร์ด โครนิน ใน พ.ศ. 2517 และการสำรวจพื้นที่อยู่อาศัยของนกแก้ว โดย อุทัย ตรีสุคนธ์ และ วิชญนันท์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ใน พ.ศ. 2562 ภายในเวลา 45 ปีพบว่าบริเวณพื้นที่อยู่อาศัยและจำนวนนกแก้วโม่งและนกแขกเต้าลดลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกับนกแก้วป่าที่เหลือในประเทศอีก 5 ชนิด (นกแก้วหัวแพร นกกะลิง นกหกเล็กปากดำ นกหกเล็กปากแดง และนกหกใหญ่) โดยเฉพาะในกรณีของนกแก้วโม่งที่พื้นที่อยู่อาศัยลดลงอย่างมากจนเหลือเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

แผนที่แสดงการกระจายตัวของประชากรนกแก้วโม่ง (ซ้าย) และนกแขกเต้า (ขวา) ในประเทศไทย 
พ.ศ. 2517 (ข้อมูลจาก Lekagul and Cronin, Jr., 1974) และ พ.ศ. 2562
(ข้อมูลจาก Treesucon and Limparungpatthanakij, 2019)

นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลายแล้ว เหล่านกแก้วป่าในประเทศไทยยังถูกไล่ล่าจากขบวนการค้าสัตว์ป่าที่พรากเอาลูกนกแก้วป่าสีสวยออกมา เพื่อค้าเป็นสัตว์เลี้ยงให้แก่ลูกค้าที่นิยมนกแก้วแสนฉลาดที่มีสีขนสวยงาม กระบวนการล่าและดักนกแก้วป่าแบบผิดกฎหมายมักทำให้ลูกนกป่าจำนวนมากเกิดความเครียดและตายไประหว่างการขนส่งสู่ตลาด ปัจจัยทั้งสองนี้เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วก็ส่งผลลบทวีคูณ ทำให้จำนวนนกแก้วป่าในไทยลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วขึ้นอีก

ฉันเองก็คาดไม่ถึงว่าสีสันที่สดใส ความเฉลียวฉลาด และความสามารถในการพูดภาษามนุษย์ ครั้งหนึ่งทำให้นกแก้วเป็นที่โปรดปรานจนถูกเลือกให้เป็นสัตว์มงคล รวมทั้งเป็นสัตว์พาหนะของเทพเจ้าในมิติแห่งความเชื่อตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะกลายเป็นสิ่งที่แว้งกัดและเป็นภัยคุกคามต่อประชากรนกแก้วในโลกแห่งความเป็นจริงได้ขนาดนี้ จนฉันรู้สึกปลงตกกับชะตากรรมของนกแก้วป่าในไทย 

แม้ว่านกแก้วเหล่านี้จะมีสถานะอันวิเศษที่เกี่ยวข้องกับเทพแห่งความรักและความเชื่อแบบไทยสักเพียงใด ก็ยังช่วยให้มันรอดพ้นการปฏิบัติอย่างโหดร้ายภายใต้เงื้อมมือมนุษย์ในปัจจุบันไม่ได้เลย

เส้นลอดช่องในหม้อน้ำเย็น

เส้นแป้งลอดช่องตัวกลมหางยาวร่วงลงที่ก้นหม้อน้ำเย็นจัด เส้นแป้งนกปล่อยที่เคยแหวกว่ายในน้ำใสแจ๋วอย่างมีชีวิตชีวาเมื่อครู่ขณะนี้กลับไร้การเคลื่อนไหว เส้นแป้งสีมรกตตัวกลมหางยาววางตัวซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่าเป็นกองพะเนินคล้ายกองศพของฝูงนกแก้วป่า ซึ่งสภาพของเส้นลอดช่องหรือขนมนกปล่อยในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับชะตากรรมของฝูงนกแก้วป่าในประเทศไทยเท่าไหร่นัก

ภาวะสูญหายเชิงความหมายของขนมนกปล่อยจึงไม่เป็นเพียงปัญหาสำคัญด้านประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของไทยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรื่องเล่าในวัฒนธรรมอาหารได้อย่างไม่มีใครคาดคิด 

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสายใยแห่งความหมายในเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ระหว่างขนมลอดช่องและเหล่านกแก้วป่าในธรรมชาติของประเทศไทยจะไม่ขาดกันตลอดไป ในสักวันการอนุรักษ์นกแก้วป่าในไทยคงเกิดผลสำเร็จ ทำให้เหล่านกน้อยช่างพูดสีเขียวเหล่านี้กลับมาอยู่ในเรื่องราวและความหมายมงคลของขนมนกปล่อยได้อีกครั้ง

เอกสารอ้างอิง
  • ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์). (2538). สำนวนไทย (เล่ม2). กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น. หน้า 527.
  • ปดิวลดา บวรศักดิ์. (2567). “ขนมสี่ถ้วย” ขนมหวานงานมงคลสื่อความรักที่ยืนยาว”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์. วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567. https://www.silpa-mag.com/culture/article_122304
  • กรมศิลปากร. (2529). จารึกในประเทศไทย เล่ม 1: อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ 11-14. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. หน้า 56-58.
  • พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ). (2502). เทวกำเนิด. พระนคร: โรงพิมพ์อักษรสาสน์. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส, 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502), หน้า 91-93.
  • 5. Achaya, K. T. (1994). Indian Food: A Historical Companion. Oxford University Press. Pages 114, 216.
  • ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (2568). กามเทพ ในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และพระพุทธศาสนา. มติชนสุดสัปดาห์, ฉบับวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568.
  • Chopra, P. (2017). Vishnu’s Mount: Birds in Indian Mythology and Folklore. Notion Press. Page 67.
  • หนังสือประชุมกาพย์เห่เรือ. (2460). ตีพิมพ์เนื่องในงานศพ นายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. หน้า 7.
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. (2557). ปลาบู่ทองกลอนสวด. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. หน้า 45.
  • Boonsong Lekagul & Cronin, E. W. Jr. (1974). Bird Guide of Thailand (2nd Revised Edition). Kurusapa Ladprao Publishing House. Pages 94-95.
  • Treesucon, U., & Limparungpatthanakij, W. (2019). Birds of Thailand. Lynx Nature Books. Pages 216-219.

Writer & Photographer

ณัฎฐา ชื่นวัฒนา

นักโบราณพฤกษคดี คนชอบกิน ชอบหาทำกับข้าวโบราณหลากชนิดที่หายไปจากความทรงจำของคนปัจจุบัน