แม้น้ำตาลอ้อยออร์แกนิคของ Lin อาจจะไม่ได้ให้รสชาติหวานกว่าน้ำตาลทั่วไป แต่ความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น อาจหมายถึงความหวังระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรชาวไร่อ้อย
‘กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง’ ผู้โลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมานานเกือบ 8 ทศวรรษ ตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลสำหรับภาคอุตสาหกรรม สู่การสร้างแบรนด์ ‘Lin Sweet Creation’ สำหรับผู้บริโภคโดยตรง กำลังวางรากฐานของน้ำตาลยุคใหม่ จากการริเริ่มโครงการปลูกอ้อยออร์แกนิค เพื่อให้ชีวิตของคนปลูกอ้อย ‘ขมน้อยลง’ ในวันข้างหน้า ลดภาระหนี้สินและความเจ็บป่วยจากการพึ่งพาปุ๋ยเคมี สร้างระบบการผลิตน้ำตาลที่ดีต่อคน ดีต่อโลก

‘น้ำตาลอ้อยออร์แกนิค Lin’ มีสีน้ำตาลอ่อน รสชาติใกล้เคียงน้ำตาลอ้อยธรรมชาติทั่วไปเนื่องจากผ่านกรรมวิธีน้อยกว่าและไม่ทำให้ขาวบริสุทธิ์
สิ่งที่ Lin อยากสื่อสารถึงน้ำตาลอ้อยออร์แกนิคไม่ใช่ ‘หวานกว่า’ หรือ ‘ดีต่อสุขภาพกว่า’ แต่คือ ‘ความโปร่งใสของกระบวนการ’ตั้งแต่การปลูกอ้อยโดยไม่ใช้สารเคมี การเก็บเกี่ยวแบบไม่เผา และการนำเข้าโรงงานเป็นหีบแรกของฤดูกาลเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
เรื่องราวทั้งหมดนี้ เราจะพาออกเดินทางไปที่ต้นทางการผลิตที่โรงงานน้ำตาลพิษณุโลก

ตั้งคำถามกับต้นน้ำ
จุดเริ่มต้นการตัดสินใจพัฒนาน้ำตาลอ้อยออร์แกนิคนั้นไม่ได้มาจากการตามเทรนด์ แต่เกิดจากแรงผลักดันจากประสบการณ์ส่วนตัวตั้งแต่เป็นนักเรียนของ โชติ-สุโชติ ฉันท์วิภว ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด ทายาทรุ่นที่ 4 ของกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรืองที่เห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตดี ๆ ของเกษตรกรในต่างประเทศ กับชีวิตอันยากลำบากของชาวไร่อ้อยไทย
“ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษ ผมเห็นว่าเกษตรกรหรือชาวไร่ของเขามีฐานะดี แต่พอกลับมาทำงานที่นี่ เกษตรกรชาวไร่อ้อยของไทยโดยส่วนใหญ่มีแต่หนี้สิน ผมจึงพยายามมองหาว่าจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร”
เมื่อสุโชติกลับมาทำงานที่เมืองไทย 13 ปีที่แล้ว เขาได้เรียนรู้ว่าค่าใช้จ่ายกว่า 20 – 25% ของการปลูกอ้อยเป็นค่าใช้จ่ายจากการซื้อสารเคมี ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลง โดยวัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมีก็มาจากการนำเข้าทั้งหมด ทำให้คาร์บอนฟุตปรินต์ของการปลูกอ้อยแบบใช้สารเคมีสูงตามไปด้วย
จุดตั้งต้นของโครงการนี้จึงมากับคำถามง่าย ๆ ว่า “ถ้าต้นทุนสารเคมีหายไป เกษตรกรจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่”

คอมโพสต์จากวัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อดินมีชีวิต
โครงการเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว จากความสนใจส่วนตัวเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุโชติเกิดความคิดว่า ถ้าเรานำวัตถุดิบเหลือใช้จากธรรมชาติมาใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้โดยตรง
สุโชติและทีมซุ่มศึกษาและพัฒนาวิธีการหมักสารอินทรีย์ หรือที่นี่เรียกว่า ‘คอมโพสต์’ (Compost) เป็นกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติแบบใช้ความร้อน มีการวัดอุณหภูมิและกลับกอง (Turning the Pile) เสมอ เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนให้จุลินทรีย์ชนิดดีในดินเจริญเติบโต และทำให้สารบำรุงดินมีคุณภาพสูง
คอมโพสต์อาจไม่ได้เหมือน ‘ปุ๋ยหมัก’ ตามท้องตลาดโดยตรง เพราะเป็นสารบำรุงดินที่ผ่านการหมักจากวัตถุดิบตามฤดูกาล เพื่อให้คุณภาพเทียบเท่ากับปุ๋ยหมัก และปรับเปลี่ยนสูตรตามวัตถุดิบที่หาได้เพื่อให้ต้นทุนต่ำ

“คอมโพสของเราปรับสูตรตามฤดูกาล ซึ่งจะทำให้สูตรของการหมักสารบำรุงดินเปลี่ยนไป เช่น วัตถุดิบผักตบชวาจะมีเพียงหน้าฝนอย่างเดียว ในฤดูกาลอื่นอาจใช้วัตถุดิบอื่นผสม เพื่อให้ต้นทุนต่ำพอจะขยายผลได้จริง ไม่ใช่แค่ออร์แกนิคในเชิงอุดมคติ เพราะถ้าคุณภาพดีแต่ราคาแพงก็ขยายผลในวงกว้างไม่ได้”
แนวคิดตั้งต้นที่ต้องการช่วยเกษตรกรลดการพึ่งพาสารเคมีนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การเดินทางที่ไกลขึ้น ในบริเวณโดยรอบยังมีการปลูกพืชหมุนเวียน ลดการไถพรวน และปรับแต่งเครื่องจักรทางการเกษตรให้เป็นมิตรต่อชีวภาพในดิน
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาหลักสูตรของ ดร.เอเลน อินแฮม (Dr.Elaine Ingham) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดินที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกจากโรงเรียน Soil Food Web และจับมือกับ โจ โทเบียส (Jo Tobias) จาก RootShoot Soils, Healthy Soil, Healthy Plants, Healthy Planet เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของอ้อยออร์แกนิคที่ยั่งยืน

เบื้องหลังหีบแรกของการปลูกแบบออร์แกนิค
หัวใจสำคัญของน้ำตาลออร์แกนิคไม่ได้อยู่ที่การนำออกมาวางขายได้เท่านั้น แต่คือความใส่ใจในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ตั้งแต่การฟื้นฟูดิน การรักษาคุณภาพต้นอ้อยโดยไม่พึ่งสารเคมี การเก็บเกี่ยวที่ไม่เผาอ้อย 100% ไปจนถึงการแปรรูปในโรงงานที่ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ
แปลงปลูกอ้อยต้องพักดินไว้อย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้สารเคมีสลายไปตามมาตรฐาน USDA สุโชติเล่าว่า ในช่วงแรกวัชพืชขึ้นเยอะมาก ต้องอาศัยแรงงานคนถอนหรือใช้เครื่องตัดหญ้าแทน หมั่นบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป ทีมงานพบกับความยั่งยืนว่า ‘ถ้าดินดี วัชพืชจะไม่ขึ้น’
การทำไร่อ้อยทั่วไป เกษตรกรบางส่วนยังใช้วิธีเผา เพราะเชื่อว่าช่วยลดต้นทุนได้ ใบอ้อยแสนคมถูกเผาไหม้ทิ้งไป ทำให้การใช้แรงงานคนเข้าไปตัดทำได้ง่ายขึ้น แต่นั่นส่งผลเสียต่อคุณภาพน้ำตาลอย่างมาก หากไม่รีบนำเข้าโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง และการเผาก็ส่งผลต่อสภาพอากาศด้วย

เมื่อต้องงดเผาอ้อยโดยสิ้นเชิง การหาคนตัดอ้อยสดทำได้ยากมาก ทีมงานจึงหันมาใช้รถตัดอ้อยขนาดกลางและมีล้อแบบ Flotation Tires ที่ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดการกดทับดินที่อ่อนนุ่มไม่ให้แน่นเกินไป เพราะการใช้รถหนักขนาดใหญ่อาจมีโอกาสตกหล่มและยังทำลายตอต้นอ้อย
ที่สำคัญที่สุด อ้อยออร์แกนิคต้องเข้าสู่โรงงาน นำเข้าหีบเป็นล็อตแรกของฤดูกาลในวันแรกเท่านั้น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากอ้อยทั่วไป


จาก 2 ไร่ สู่ 1,400 ไร่
การปลูกอ้อยออร์แกนิคไม่มีสูตรสำเร็จ สุโชติและทีมงานเริ่มจากแปลงทดลองเล็ก ๆ เพียง 2 ไร่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ลองผิดลองถูกมาเรื่อย ๆ ก่อนที่จะขยายพื้นที่และสร้างเครือข่าย Contract Farming กับเกษตรกรในพื้นที่
“เราเริ่มต้นจากแปลงทดลองของเราเองขนาดเล็กมาก 2 ไร่เท่านั้น เพื่อพยายามปลูกให้ได้ผลผลิตเทียบเท่ากับการปลูกแบบปกติหรือแบบการใช้สารเคมี (Conventional) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 10 ตันต่อไร่”
สุโชติเล่าด้วยแววตาตื่นเต้นว่า ปีแรกทำผลผลิตได้ 8 ตันต่อไร่ ปีที่ 2 ได้ 11 ตันต่อไร่ ซึ่งดีกว่าการปลูกแบบปกติได้แล้ว จนตอนนี้บริษัทปลูกเองประมาณ 200 ไร่ เพราะยังอยากเรียนรู้การทำไร่อ้อยออร์แกนิคด้วยตัวเอง และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้
วันนี้พื้นที่ปลูกอ้อยออร์แกนิคขยายจาก 2 ไร่เป็นกว่า 1,400 ไร่ จากเครือข่ายพันธมิตรเกษตรกรกว่า 11 ราย และที่น่าสนใจคือเกษตรกรบางรายทำผลผลิตต่อไร่ได้ดีกว่าฟาร์มของบริษัท Lin เอง กลายเป็นต้นแบบที่พิสูจน์ว่าแนวทางนี้ ‘เป็นไปได้จริง’
มาตรฐาน USDA Organic
“เนื่องจากเราต้องการส่งออก เราจึงต้องขอใบรับรองมาตรฐาน USDA Organic ซึ่งเป็นมาตรฐานออร์แกนิคของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา กระบวนการคือติดต่อหน่วยงาน Certification Body (CB) ให้เข้ามาตรวจสอบทั้งแปลงปลูกและโรงงาน”
ขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อให้ได้ USDA Organic มีความเข้มงวดมาก เจ้าหน้าที่จะเข้ามาสุ่มเก็บตัวอย่างดินไปตรวจหาสารเคมีตกค้าง ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบว่าแปลงข้าง ๆ ปลูกอะไร และมีการทำแนวกันชน (Buffer Zone) ที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
“อีกประเด็นที่สำคัญมากคือเรื่องความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) น้ำตาลออร์แกนิคทุกกระสอบของเราตรวจสอบย้อนกลับไปได้ถึงแปลงที่ปลูกอ้อยล็อตนั้น ๆ ได้เลย ซึ่งเป็นข้อกำหนดของมาตรฐาน USDA ด้วย” สุโชติย้ำ


น้ำตาล 1 ถุงกับการสนับสนุนที่จับต้องได้
“มีชาวไร่รายหนึ่งที่ทดลองใช้คอมโพสต์ 1 กระสอบ ร่วมกับปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ จากเดิมที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี 2 กระสอบต่อไร่ ปรากฏว่าเขาลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้ครึ่งหนึ่ง แต่กลับได้ผลผลิตสูงถึง 17 ตันต่อไร่”
สุโชติตกตะกอนสิ่งที่เป็นอิมแพคของโครงการนี้หลังจากทำมา 5 ปี สิ่งที่สำคัญที่สุด คือองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนำไปประยุกต์ใช้กับการปลูกอ้อยแบบทั่วไป (Conventional) ได้จริง
แม้น้ำตาลอ้อยออร์แกนิคของ Lin อาจจะไม่ได้ให้รสชาติหวานกว่าน้ำตาลทั่วไป แต่ความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงความหวังระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรชาวไร่อ้อย
สุโชติยอมรับว่าโครงการนี้อาจยังไม่ทำกำไร และน้ำตาลอ้อยออร์แกนิคยังมีราคาสูงกว่าราคาน้ำตาลปกติในตลาด แต่สิ่งที่ Lin เลือกทำ คือการไม่หลบเลี่ยงความยาก เลือกเรียนรู้ไปพร้อมกับเกษตรกร และพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ
แม้ขั้นตอนเหล่านี้จะซับซ้อนและมีต้นทุนสูงกว่า ในวันนี้น้ำตาลออร์แกนิคของ Lin ได้สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือน้ำตาลออร์แกนิคที่ผู้บริโภคมั่นใจได้ ทั้งในเรื่องแหล่งที่มา คุณภาพ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้บริโภค การเลือกน้ำตาลออร์แกนิคอาจไม่เปลี่ยนโลกในทันที แต่คือการสนับสนุนระบบการผลิตที่คิดถึงธรรมชาติผ่านน้ำตาลที่ไม่ได้ให้แค่ความหวาน สะท้อนการเลือกที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน

