“ผมเคยคุยกับเกษตรกรญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขามีที่ดิน 35 ไร่ แต่มีเงินเก็บปีละ 4 ล้านบาท พอถามเขาว่ามีหนี้ไหม เขาถามกลับว่าหนี้คืออะไร แต่ถ้ามาถามเกษตรกรบ้านเรา แทบร้อยเปอร์เซ็นต์ตอบว่ามีหนี้
“ทุกวันนี้ผลผลิตข้าวของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่โดยเฉลี่ย ของไทยอยู่แค่ 300 – 400 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่า ทำให้เราแข่งขันสู้เขาไม่ได้
“ปัจจุบันเกษตรกรไทยลำบากจริง ๆ ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ้าเราไม่ทำอะไร เกษตรกรก็คงอยู่ไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”
อำนาจ บุตรทองคำวงษ์ Senior Department Manager – KUBOTA Solutions บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงความท้าทายของเกษตรกรไทยที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอยู่หลายประเด็น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากเวทีเสวนาในงาน Thailand Rice Fest 2024 ที่ อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด แสดงกราฟที่ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตข้าวของไทยใน พ.ศ. 2565 อยู่ที่ 13.25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม เมียนมา และอินเดีย อยู่ที่ 5.21, 6.8 และ 6.31 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

ความท้าทายเหล่านี้คือเหตุผลให้ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ได้หยุดตัวเองแค่การพัฒนาเครื่องจักรกลทางการเกษตร แต่ยังพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร หรือที่เรียกว่า ‘นวัตกรรมเกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions’ หรือ KAS
นวัตกรรมนี้คืออะไร และจะช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ขอเชิญมาหาคำตอบกันในบทความนี้

การเกษตรบนพื้นฐานของ ‘ข้อมูล’
“ไม่นานมานี้ผมไปญี่ปุ่นและได้คุยกับชาวนาที่นั่น ผมถามเขาว่าแปลงนี้เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้วผลผลิตเท่าไหร่ เขาเข้าไปในบ้าน หยิบสมุดมาหนาปึ๊กเลย แล้วเปิดดูข้อมูล เขาจดบันทึกทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ซึ่งเกษตรกรญี่ปุ่นแทบทุกคนทำแบบนี้”
อำนาจเล่าถึงหนึ่งในความแตกต่างระหว่างเกษตรกรญี่ปุ่นกับไทย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต
“การบันทึกข้อมูลสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นว่าการเพาะปลูกแต่ละครั้งมีข้อผิดพลาดอะไร ต้นทุนตรงไหนสูง ปีต่อมาก็เกิดการปรับปรุง แต่เกษตรกรบ้านเรามีเพียงเล็กน้อยที่จดบันทึก ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดข้อมูลในการปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกในรอบต่อไป”
ปัจจุบันถ้าจะไปบอกให้เกษตรกรมาจดบันทึกเฉย ๆ ก็คงไม่มีใครทำหรืออาจจะทำน้อย คูโบต้าจึงพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า ‘บันทึกปฏิทินการเพาะปลูก’ หรือ KAS Crop Calendar On LINE ซึ่งเป็นระบบจดบันทึกง่าย ๆ ในแอปพลิเคชัน LINE ที่ทุกคนคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ข้อดีคือดูข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายดาย แสดงผลเป็นกราฟได้ ทำให้เห็นชัดว่าผลผลิตแต่ละปีเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้นทุนตรงไหนสูงเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือระบบนี้ยังช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลทุกประเภทที่จำเป็น นับตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างพยากรณ์ฝน ชุดดิน ไปจนถึงเรื่องล้ำ ๆ อย่างประเภทชุดดินและอุณหภูมิสะสมนับตั้งแต่วันแรกของการเพาะปลูก

“ดินแต่ละแบบมีสารอาหารต่างกัน การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมจึงต่างกัน ซึ่งเกษตรกรเปิด GPS แล้วปักหมุดแปลงลงไปได้ ระบบของเราจะเชื่อมกับโปรแกรมของกรมพัฒนาที่ดิน ทำให้รู้ว่าแปลงนั้นเป็นชุดดินอะไร และแนะนำแนวทางใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมได้ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องใส่ปุ๋ยเกินจำเป็น บางคนที่เคยใส่ปุ๋ย 50 กิโลกรัมต่อไร่ ก็ลดลงเหลือ 35 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้”
การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินยังช่วยลดปุ๋ยส่วนเกินที่พืชดูดซึมไม่หมด ซึ่งจะถูกชะลงแหล่งน้ำกลายเป็นมลพิษ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีด้วย

นอกจากระบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ระบบยังแนะนำ ‘ช่วงเวลา’ การใส่ปุ๋ยที่ตรงกับช่วงที่พืชต้องการมากที่สุด โดยเชื่อมโยงกับตัวแปรที่เรียกว่า ‘อุณหภูมิสะสม’
“ในข้าวกลุ่มไม่ไวแสง (ออกดอกตามอายุ โดยไม่ขึ้นกับความยาวของกลางวัน) เรื่องอุณหภูมิสะสมสำคัญมาก ข้าวบางพันธุ์อาจตั้งท้องตอนอายุ 55 วัน ตามมาตรฐานสายพันธุ์ แต่ถ้าปีนั้นอากาศร้อน ข้าวอาจตั้งท้องไวขึ้นและต้องการปุ๋ยตอนอายุ 50 วัน ถ้าเราใส่ช้าไป ผลผลิตก็อาจต่ำลง ซึ่งเรื่องพวกนี้เกษตรกรคำนวณเองได้ยาก แต่ระบบของเราจะช่วยเก็บข้อมูลอุณหภูมิสะสมตั้งแต่วันแรกและคำนวณช่วงเวลาที่เหมาะสมออกมาให้”

อุณหภูมิสะสมยังเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวที่จะให้ผลผลิตดีที่สุดด้วย อำนาจยกตัวอย่างข้าวพันธุ์หนึ่งที่เขาเคยปลูกในแปลงทดลองที่คูโบต้าฟาร์ม ซึ่งปกติแล้วมีระยะสุกแก่ที่ 95 วัน แต่ในปีที่แล้งและร้อนจัด ระยะเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดจะสั้นลงเหลือ 87 วัน ส่วนบางปีที่ฝนมากและแดดน้อย ระยะเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดทอดยาวไปถึง 97 วัน ซึ่งหากเกษตรกรไม่รู้ตรงนี้และเก็บเกี่ยวที่ 95 วันตามมาตรฐานของสายพันธุ์ ก็อาจไม่ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด
“ระบบนี้นำไปสู่การทำเกษตรแบบแม่นยำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Smart Farming คำคำนี้ไม่ใช่แค่การใช้ระบบ IoT แต่คือการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าควรทำอะไรเมื่อไหร่ เกษตรกรอาจไม่มีเซนเซอร์สักตัวในแปลง แต่ถ้าเขามีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือ ก็ถือว่าเป็น Smart Farming ระดับพื้นฐานแล้ว”
เปลี่ยน 1 ได้ถึง 4
นอกจากระบบ KAS Crop Calendar On LINE จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ปกติเข้าไม่ถึงแล้ว อีกเรื่องที่คูโบต้าเข้าไปส่งเสริมคือการปรับเปลี่ยนวิธีผลิตจากนาหว่านให้เป็นนาดำหรือนาหยอด ซึ่งดูผิวเผินอาจเหมือนยุ่งยากกว่า แต่แท้จริงแล้วมีข้อดีมากกว่าถึง 4 ด้าน
“ข้อแรก คือใช้เมล็ดพันธุ์น้อยกว่า ปกตินาหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นนาดำหรือนาหยอดจะใช้เมล็ดพันธุ์แค่ 7 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ไปได้”

ประโยชน์ข้อที่ 2 คือใช้สารเคมีน้อยกว่า เนื่องจากต้นข้าวในนาดำจะมีช่องว่างแถวกอให้ลมพัดผ่าน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แมลงศัตรูพืชไม่ชอบนัก ต่างจากนาหว่านที่ต้นข้าวเรียงชิดกันแน่น เป็นปราการกันลมให้แมลงอยู่กันอย่างสุขสบาย การทำนาดำจึงช่วยลดการใช้ยาฆ่าแมลงลงได้ ส่งผลดีทั้งในเรื่องลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร
“การทำนาดำยังลดการใช้ยาฆ่าหญ้าด้วย เพราะถ้าเป็นนาหว่าน พอเขาหว่านปุ๊บต้องฉีดยาฆ่าหญ้าคุมเลย เพราะเขาหว่านข้าวในนาเลนซึ่งเมล็ดหญ้าพร้อมขึ้นอยู่แล้ว และ 25 – 30 วันต่อมาก็ต้องฆ่าอีกรอบ แต่ถ้าเป็นนาดำ ซึ่งต้องเพาะเมล็ดให้เป็นต้นกล้าก่อนแล้วค่อยปักดำลงในแปลงที่มีน้ำขัง ซึ่งการที่มีน้ำขังทำให้วัชพืชขึ้นยาก เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฉีดคลุมฆ่าหญ้า”
ประโยชน์ข้อที่ 3 คือนาดำจะช่วยลดข้าวพันธุ์ปนในแปลงนา เพราะคัดพันธ์ุข้าวก่อนปลูกได้และยังใช้น้ำคุมเพื่อไม่ให้เกิดข้าวพันธ์ุปน เพราะมีระยะห่างระหว่างต้นข้าวที่เหมาะสมสำหรับการแตกกอ และประโยชน์ข้อสุดท้าย คือต้นข้าวทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือน้ำท่วม
“ประโยชน์ข้อสุดท้าย ในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ เราจะส่งเสริมวิธีปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง
คือการลดระยะเวลาที่น้ำขังในแปลงนา เพื่อลดระยะเวลาที่น้ำขังในแปลงนาที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเกษตรกรก็สนใจ เพราะแนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรด้วย เพราะพอมีช่วงแห้งก็ทำให้เขาไม่ต้องสูบน้ำเข้านาบ่อยเท่าเดิม ประหยัดค่าน้ำมันในการสูบน้ำได้”

นวัตกรรมการเกษตรของคูโบต้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในนาข้าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด หนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมให้ปลูกแบบมีระยะห่างระหว่างแถวพอที่เครื่องจักรขนาดเล็กจะเข้าไปไถพรวนได้ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องฉีดยาฆ่าหญ้าระหว่างแถวแบบเดิม
“ขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา โดยใช้เครื่องอัดฟางและไถกลบตอซัง บางพื้นที่เขาเผาเพราะไม่รู้จะเอาฟางไปทำอะไร เราก็ไปช่วยประสานให้เขาได้เอาฟางไปขายให้สหกรณ์โคนมและตลาดชีวมวล ทำให้เขาไม่ต้องเผานา แถมมีรายได้เพิ่มขึ้น ผมก็ภูมิใจที่มีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงตรงนี้”
Hope for Better Future
“ลูกค้าของคูโบต้าก็คือเกษตรกร ผมดีใจที่ได้มีโอกาสตอบแทนพวกเขา ด้วยการทำให้เขาเห็นหนทางหรือเข้าถึงองค์ความรู้ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น บางเรื่องที่เขาอาจเข้าใจผิด เราก็ได้ไปช่วยแก้ไขความเข้าใจให้ใหม่ เช่น การลดการใช้เมล็ดพันธุ์ ซึ่งตอนแรกเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะได้ผล ผมก็ไปทำแปลงสาธิตให้ดูว่าผมใช้เมล็ดพันธุ์แค่ 8 กิโลกรัม แต่ได้ข้าว 1,000 กิโลกรัม ขณะที่เขาใช้เมล็ดพันธุ์ 30 กิโลกรัม แต่ได้ข้าว 800 กิโลกรัม พอเขาเห็นผลอย่างนี้ เขาก็เลยเปลี่ยนทั้งเวิ้งนา 6,000 ไร่ ช่วยลดต้นทุนได้ 400 บาทต่อไร่ ฟังแล้วเราก็ภูมิใจ
“หรือเรื่องโรคแมลง บางทีผมเคยเห็นคนที่อัดยาเยอะมาก จนบางคนยาซึมเข้าไปในร่างกายจนเลือดเป็นพิษ หลายคนมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง พอเราได้ช่วยให้เขาปรับเปลี่ยนเป็นนาดำ ใช้ปุ๋ยอย่างพอเหมาะ เพื่อไม่ให้ข้าวเขียวเกินไปจนดึงดูดแมลงมา เขาก็ไม่ต้องสัมผัสสารเคมีมากเท่าเดิม สุขภาพก็ดีขึ้น แถมประหยัดต้นทุน”
สยามคูโบต้าเองก็ได้จัดตั้ง คูโบต้าฟาร์ม ที่มีแปลงต้นแบบให้เกษตรกรมาดูงาน โดยมีกว่า 100 โซลูชันการเกษตรที่พวกเขานำไปปรับใช้ได้

“ครั้งหนึ่งมีเกษตรกรมาดูแล้วบอกว่าอันนี้จะเอากลับไปใช้ที่บ้าน น่าจะทำให้อ้อยเขาได้ผลผลิตดีขึ้น ผมน้ำตาคลอเลย ดีใจที่สิ่งที่เราทำมาแล้วมีประโยชน์ ต่อมาผมไปหาเขาที่บ้าน เขาบอกว่าตั้งแต่ใช้วิธีของคูโบต้า ผลผลิตของเขาเพิ่มจาก 10 – 12 ตัน เป็น 22 ตัน
“ความหวังสูงสุดของผม คืออยากให้แนวทาง KAS ช่วยให้เกษตรกรไทยไม่ต้องเป็นหนี้ ผมยังมีความหวังและเห็นความเป็นไปได้นะ ข้อดีของคนไทยคือเรียนรู้และปรับตัวเร็ว ผมก็หวังว่าสักวันเกษตรกรไทยจะมีชีวิตที่ดีและรวยเหมือนเกษตรกรญี่ปุ่น”


และเพื่อขยายผลแนวทางเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงในแปลงเกษตรทั่วประเทศ ทางสยามคูโบต้าจึงจัดโครงการ ‘กล้า ท้า ปลูก’ ปีที่ 2 ที่มาในธีม ‘นารักษ์โลก’ ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้ลองทำการผลิตด้วยหลัก KAS นั่นคือเป็นนาดำหรือนาหยอด มีการจดบันทึกและทำตามข้อแนะนำในปฏิทินการเพาะปลูก เช่น การเตรียมดิน การคุมน้ำ การใส่ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ไถกลบตอซังโดยไม่เผา ซึ่งในปีนี้ได้เพิ่มเรื่องการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยมีเทนและชิงรางวัลรวมมูลค่า 1,000,000 บาทด้วย ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่นี่
