หลายคนคงเคยคิดว่าวิชาสายวิทยาศาสตร์อย่างเคมีเป็นเรื่องยากและห่างไกลจากชีวิตจริง แต่ความเชื่อนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อคุณได้ลองเรียนในห้องเรียนของ Matthew Gibson คุณครูวิชาเคมี และ Deputy Head (Senior School) แห่ง King’s College International School Bangkok
We require our students to develop a range of skills that will benefit them outside of school and beyond. (เราต้องการให้นักเรียนพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาทั้งในและนอกโรงเรียน)
คือส่วนหนึ่งจากคำกล่าวของ Matt ในเว็บไซต์ของโรงเรียน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการสร้างทักษะที่ยั่งยืนของเขา แม้ว่าจะฟังดูเป็นภาพในอุดมคติ แต่บทสนทนาต่อไปนี้คือเครื่องยืนยันว่า นี่คือแก่นแท้ของการเรียนการสอนที่เขายึดถือและปฏิบัติมาตลอดชีวิตการเป็นครู
Matt คือหนึ่งในครูที่เป็นกำลังสำคัญตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง King’s College International School Bangkok ด้วยประสบการณ์สอนกว่าทศวรรษจาก King’s College School Wimbledon (หรือ King’s Wimbledon) แต่นอกเหนือจากชั่วโมงบิน เขาคนนี้ยังเป็นหนึ่งในคุณครูในดวงใจที่นักเรียนโหวตให้มากที่สุดคนหนึ่งอีกด้วย
อะไรคือเบื้องหลังคลาสเรียนเคมีของ Matt ที่นักเรียนให้คำนิยามไว้ว่า ‘ไม่เคยน่าเบื่อ’ และกุญแจสำคัญที่พาพวกเขาไปสู่ The Great Classroom สำหรับเขาคืออะไร The Cloud ชวนไปร่วมค้นหาคำตอบของเขาได้ในบทความต่อไปนี้

คุณเริ่มมาทำอาชีพครูได้อย่างไร
แม่ของผมเป็นครูสอนเคมีครับ ปู่ของผมก็เคยเป็นครูสอนเคมีและเป็นอาจารย์ใหญ่มาก่อน รวมถึงป้าอีก 2 คนของผมก็เป็นครูเช่นกัน ครอบครัวเราจึงมีครูหลายคน แม้จะเติบโตมาในครอบครัวครู แต่ตอนที่ผมเรียนจบสาขาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัย King’s College London ผมก็ยังไม่ได้คิดที่จะเป็นครูในทันที แต่ในช่วงที่เริ่มทำงาน ผมได้รู้ว่าตัวเองเก่งในการจัดการกับผู้คนมากกว่า และสิ่งที่ผมสนใจที่สุดคือการได้ทำงานกับผู้คนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนเหล่านั้น
ด้วยความชอบในวิทยาศาสตร์ ความสุขที่ได้ทำงานกับผู้คน และประวัติศาสตร์การเป็นครูที่ยาวนานของครอบครัว ทั้ง 3 ปัจจัยนี้จึงทำให้ผมตัดสินใจได้ว่าอยากเป็นครูในที่สุด
อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณตัดสินใจได้อย่างนั้น
ผมใช้เวลา 1 ปีไป Work and Holiday ที่ออสเตรเลีย การเดินทางครั้งนั้นทำให้ผมค้นพบว่า Work-life Balance ที่อาชีพครูมอบให้คือสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตมากที่สุด หมายความว่าเมื่อคุณอยู่ที่โรงเรียน คุณจะต้องทำงานหนักมาก ซึ่งเหมาะกับผม แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ยังมีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ที่สวยงามมากมายในช่วงวันหยุดด้วย นั่นน่าจะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผม
ปัจจุบันผมสอนหนังสือมา 15 ปี โดยทำงานที่ King’s Wimbledon ประมาณ 10 ปี และย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ 4 ปีครึ่งแล้ว ซึ่งเส้นทางที่เลือกนี้ตอกย้ำถึงคุณค่าที่ผมให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่การสอนวิชาความรู้ แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตให้มีความหมายในแบบฉบับของตัวเองอีกด้วย
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่าช่วงเวลาไหนยากหรือท้าทายที่สุดในชีวิตการสอน
การที่ผมต้องมั่นใจว่าเรากำลังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะธรรมชาติของมนุษย์เมื่อคุณทำอะไรแล้วได้ผลดี คุณก็จะทำสิ่งนั้นซ้ำต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่พยายามทำให้ดีขึ้น ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดในการสอนคือการที่ต้องกล้าปรับเปลี่ยนสิ่งที่รู้ว่าได้ผลดีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์นั้นออกมาดียิ่งขึ้นไปอีกอยู่เสมอ นี่คือความท้าทายของผมที่ต้องก้าวข้ามความคุ้นชินและแสวงหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองในฐานะผู้สอนอย่างไม่หยุดยั้งครับ

ในหมวกของการเป็น Deputy Head (Senior School) อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าท้าทาย
ในฐานะ Deputy Head (Senior School) สิ่งที่ผมมองว่าเป็นความท้าทายที่สุด คือการบริหารจัดการผู้คน คุณต้องมั่นใจว่าทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและได้รับการสนับสนุน ในขณะที่เราทุกคนกำลังทำงานและมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ควรมีอิสระและอำนาจตัดสินใจมากพอที่จะทำงานในแบบของตัวเอง การบังคับให้ทุกคนทำทุกอย่างเหมือนกันอาจจะดูง่ายและทำให้เกิดความสม่ำเสมอ แต่การให้อิสระในการตัดสินใจและได้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ นั้น สร้างความสุขในการทำงานได้มากกว่า ดังนั้น หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่เข้าใจและเคารพศักยภาพของทีม คือการรักษาสมดุลระหว่างความสม่ำเสมอในจุดที่จำเป็น กับการให้อำนาจตัดสินใจและโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดครับ
ในฐานะครูที่ย้ายมาที่ King’s College International School Bangkok ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ก่อตั้งโรงเรียน ประสบการณ์การทำงานในช่วงนั้นของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
สิ่งหนึ่งที่ท้าทายมากคือการที่ผมมาจาก King’s Wimbledon ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งมายาวนาน ทุกคนที่นั่นไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือเจ้าหน้าที่ต่างเข้าใจว่าโรงเรียนแห่งนั้นเป็นอย่างไร พวกเขารู้ว่า King’s Wimbledon เน้นด้านวิชาการมาก รู้ว่าการเรียนการสอนเป็นอย่างไร รู้ว่าโครงสร้างหลักสูตรเป็นแบบไหน
แต่เมื่อมาอยู่ที่ King’s Bangkok สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การเข้ามาในโรงเรียนใหม่และพยายามนำสิ่งต่าง ๆ จากโรงเรียนเก่ามาใช้จึงท้าทายมาก เพราะเราต้องอบรมผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ต้องให้ความรู้กับทั้งเจ้าหน้าที่ นักเรียน และผู้ปกครอง งานส่วนใหญ่ในช่วงนั้นจึงเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ทั้งการอธิบายโครงสร้างต่าง ๆ ในโรงเรียนให้ทุกคนเห็นและเข้าใจตรงกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างหนักในการวางรากฐานและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ของ King’s Bangkok ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และมาตรฐานจากโรงเรียน King’s Wimbledon ที่ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้น
กลับมาที่ห้องเรียนของคุณกันบ้าง คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ห้องเรียนของคุณกลายเป็น The Great Classroom
การให้อิสระและโอกาสแก่นักเรียนในการกำหนดแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง หากนักเรียนได้รับอิสระในการตัดสินใจว่าต้องการเรียนรู้อะไร อย่างไร ภายใต้กรอบที่กำหนด ผมคิดว่านั่นจะทำให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากที่สุด ซึ่งเรามอบหมายให้ทุกคนทำในสิ่งเดียวกันไม่ได้ เราจำเป็นต้องมอบหมายบทบาทหรือโอกาสในการเป็นผู้นำให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสออกแบบวิธีการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง
ในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจ ผมเชื่อว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมโยงสิ่งที่พวกเขาเคยเรียนมาก่อนไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของหลักสูตร ไปสู่สิ่งที่พวกเขาเห็นในชีวิตประจำวัน และต้องแน่ใจว่าองค์ความรู้เหล่านั้นต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ ๆ จะต้องไม่มีใครเข้ามาในห้องเรียนแล้วกลับออกไปโดยไม่มีพัฒนาการในด้านใดเลย
เป้าหมายของผมคือการหลีกเลี่ยงการสอนเรื่องเดิม ๆ เราไม่ต้องการให้เด็ก ๆ เข้ามาทบทวนสิ่งที่เคยทำไปแล้ว ไม่อยากให้พวกเขารู้ว่าทำอะไรได้ดีและทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ เมื่อถึงเวลาเรียน แต่ต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะได้พัฒนาความรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือหลักสูตรก็ตาม สิ่งที่ผมเชื่อมั่นที่สุดคืออิสระและการมีอำนาจตัดสินใจในการเรียน ผมเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่กระตุ้นความสนใจให้กับนักเรียนได้จริง ๆ
เจาะจงลงไปที่ห้องเรียนวิชาเคมีของคุณ คุณคิดว่าอะไรคือความพิเศษของวิชานี้ และมีวิธีการอย่างไรให้นักเรียนอินไปกับห้องเรียนของคุณ
เคมีเป็นวิชาที่ต้องอธิบายบางสิ่งบางอย่างไม่ว่าคุณจะมองเห็นมันหรือไม่ก็ตาม และต่อให้คุณมองเห็น คุณก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมคุณถึงมองเห็นมัน อาจจะเห็นว่าเมื่อผมเติมสารนี้ลงไป จะเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีน้ำเงิน นั่นคือสิ่งที่มองเห็น แต่คุณไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นหรอก เพราะเรากำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับอะตอมหรือโมเลกุลซึ่งเล็กมาก ๆ
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเคมีถึงเป็นวิชาที่น่าตื่นเต้นในแง่การสอนสำหรับผม เมื่ออธิบายว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น คุณจะไม่เห็นภาพนั้นเลยหากคุณไม่สร้างแนวคิดหรือทฤษฎีบางอย่างขึ้นมา ผมจึงพยายามหาวิธีที่นักเรียนจะเข้าใจผ่านการเปรียบเทียบ ขยายสิ่งที่เล็กในระดับอนุภาคขึ้นมาเป็นภาพแทนที่ใหญ่ขึ้น และเมื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นแล้ว จึงค่อย ๆ บีบพวกมันกลับสู่ขนาดตามความเป็นจริง
ดังนั้น วิชาเคมีจึงเป็นความท้าทายในเชิงแนวคิดที่คุณมองเห็นไม่ได้ แต่ต้องหาวิธีเปรียบเทียบเพื่อให้จินตนาการและเห็นภาพนั้นให้มากที่สุด ซึ่งนี่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ห้องเรียนเคมีแตกต่างและน่าสนใจ
นั่นคือวิธีที่คุณเคยใช้สมัยเรียนเคมีด้วยหรือเปล่า
ประมาณหนึ่งครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยมีครูสอนเคมีที่เก่งมาก จึงนำสิ่งที่พวกเขาสอนมาใช้ ผมคิดว่าผมใช้เวลาพูดถึงหลักคิดมากกว่าสมัยก่อน แต่ถ้าพูดถึงแก่นของการสอนแล้วคิดว่าไม่ต่างกันนะ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้รายละเอียดและวิธีการนำเสนออาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัยและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น แต่หลักการสำคัญในการทำให้วิชาเคมีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้และน่าสนใจนั้นยังคงเป็นแก่นเดียวกัน
เคมีอาจไม่ใช่วิชาโปรดของทุกคน คุณมีวิธีเปลี่ยนเนื้อหาที่อาจจะไม่น่าสนใจให้นักเรียนอยากเรียนได้อย่างไร
ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสนใจกระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ถ้าเดินเข้าไปพูดถึงอะตอมหรือโมเลกุลขนาดจิ๋วเหล่านั้น ผมคงดึงทุกคนในชั้นเรียนเข้ามามีส่วนร่วมไม่ได้หรอก แต่ถ้าผมเชื่อมโยงเนื้อหาเหล่านั้นกับกระบวนการแก้ปัญหาหรือการหาคำตอบบางอย่าง ผมก็จะสร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น
ยกตัวอย่างเมื่อผมสอนเรื่องพันธะ สิ่งที่กำลังพูดถึงจริง ๆ คือแรงยึดเหนี่ยวเชื่อมต่อระหว่าง 2 สิ่งเข้าด้วยกัน แทนที่จะพูดถึงพันธะไอออนิกหรือพันธะโลหะตรง ๆ เลยก็ได้ แต่ผมยกตัวอย่างถึงลูกบอลชายหาด 2 ลูก โจทย์คือทำยังไงให้พวกมันอยู่ชิดติดกันมากขึ้น อาจต้องย้าย ดึงดูด หรือเป่า ตอนนี้มันไม่ใช่โจทย์เคมีอีกต่อไป แต่กลายเป็นแค่ปัญหาธรรมดา ๆ ข้อหนึ่ง จากนั้นก็นำหลักการที่ใช้อภิปรายได้มาเชื่อมโยงกับเนื้อหาเคมีที่ตั้งใจจะสอน
แน่นอนว่าคุณจะได้พบกับเด็ก ๆ ที่สนใจบางวิชามากกว่าบางวิชาอยู่เสมอ สำหรับเด็กที่ไม่สนใจวิชาของคุณเลยจริง ๆ ก็แค่พยายามทำให้ห้องเรียนของคุณสนุกสนาน ให้พวกเขาได้แสดงออกและได้เรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ยกมือถามคำถาม และทำงานเป็นกลุ่ม ผมคิดว่านั่นคือจุดสำคัญที่สุดที่จะสร้างความผูกพันและแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้

คุณคิดว่าการที่ครูต้องเผชิญความท้าทายไปพร้อม ๆ กับสนับสนุนให้นักเรียนกล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองสำคัญอย่างไร
สำหรับนักเรียนบางคนของเรา วิชาหรือเนื้อหาที่พวกเขาเรียนที่โรงเรียนไม่ใช่สิ่งที่ยากที่สุด ผมอาจจะให้ Textbook พวกเขาสักเล่ม ให้ใช้เวลาอ่านและกลับมาถามคำถามผมสัก 2 – 3 ข้อ แต่การทำแบบนั้นจะไม่ช่วยอะไรเมื่อพวกเขาเติบโตไปสู่รั้วมหาลัยหรือในชีวิตการทำงาน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่นักเรียนต้องเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อไม่รู้คำตอบของปัญหา ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกอึดอัดใจ ไม่สบายใจสำหรับนักเรียนหลายคน นั่นเพราะพวกเขาต้องการรู้คำตอบ โดยเฉพาะกับนักเรียนของเรา พวกเขาต้องการรู้ว่าพวกเขาถูกต้อง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป
ในชีวิตจริง ผู้คนเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่าเรียนรู้จากความสำเร็จ ดังนั้น การต่อยอดการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่รู้คำตอบ ในฐานะครู ผมก็ยังเผชิญกับคำถามหรือปัญหาใหม่ ๆ ทุกวัน
ประเด็นทั้งหมดของวิทยาศาสตร์คือคุณไม่มีทางรู้ทุกอย่าง แต่คุณเข้าไปเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยใจที่เปิดกว้างเพื่อท้าทายตัวเองและถูกท้าทายโดยคนอื่น ๆ ดังนั้น ครูจึงต้องเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนนักเรียน เพื่อให้พวกเขารู้สึกมั่นใจเพียงพอที่จะเผชิญกับเนื้อหาในวิชาไปพร้อม ๆ กับพัฒนาทักษะอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในอนาคต ไม่ใช่แค่ความรู้ในตำราเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในชีวิตจริง
อีกสัก 10 ปีข้างหน้า คุณคิดว่านักเรียนในวันนี้จะทำอะไรกันอยู่ และพวกเขาจะนำวิชาเคมีของคุณไปต่อยอดได้อย่างไรบ้าง
ผมหวังว่านักเรียนทุกคนจะมองเห็นความสำคัญของทักษะการแก้ปัญหาและนำความรู้ที่มีไปประยุกต์ใช้กับปัญหาที่ไม่คุ้นเคย ผมหวังว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานในองค์กรสื่อ ห้องแล็บ กองถ่ายภาพยนตร์ สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมาย ผมเชื่อว่าไม่ว่าอาชีพใดในอนาคต ทักษะการแก้ปัญหานั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าอยู่ที่ไหน คุณจะต้องแก้ปัญหา และต้องเลือกใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหานั้น ซึ่งเคมีคือสิ่งที่ช่วยบ่มเพาะทักษะเหล่านี้ได้ดีจริง ๆ
ผมหวังว่านักเรียนของผมจะนำทักษะสำคัญนี้ติดตัวไปใช้ในทุกเส้นทางชีวิต และแน่นอนว่าพวกเขาบางคนอาจจะสนใจและไปต่อในสายเคมีเช่นกัน นี่คือความคาดหวังของผมในการสร้างนักเรียนที่ไม่เพียงมีความรู้ความเข้าใจในวิชาเคมี แต่ยังเป็นผู้ที่มีทักษะการแก้ปัญหาที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต
นอกเหนือจากเนื้อหาในหลักสูตร คุณมีวิธีสอดแทรกชุดความรู้นอกห้องเรียนอย่างไร และมันสำคัญแค่ไหนที่นักเรียนควรรับรู้ข้อมูลเหล่านั้น
โลกนี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เชื่อมโยงกับเคมี เนื้อหาเคมีหลายอย่างที่เราพูดถึงเชื่อมโยงกับกระบวนการทางอุตสาหกรรมได้ง่ายมาก ๆ จากจุดนั้นก็ต่อยอดไปยังแง่มุมอื่น ๆ ได้ เช่น การประยุกต์ใช้เคมีเพื่อเพิ่มผลกำไรทางธุรกิจของแต่ละครอบครัว หรือขยายไปสู่ประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น การพูดถึงทรัพยากรทางเคมีในแต่ละประเทศ ซึ่งสัมพันธ์กับนโยบายภาษีอีกด้วย
และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเชื่อมโยงไปถึงประเด็นทางสังคมและจริยธรรม หรือแม้แต่ความขัดแย้งทางความคิดในระดับโลก เช่น สงครามเคมี (Chemical Warfare) และอีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้สนับสนุน แต่ผมเชื่อว่าการทำความเข้าใจภัยอันตรายของอาวุธเคมีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เด็ก ๆ ตระหนักและเข้าใจว่าทำไมจึงควรหยุดยั้งมัน
การเชื่อมโยงเนื้อหาในรูปแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และมองเห็นภาพรวมของโลกที่ซับซ้อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังจากสอนนักเรียนมานาน คุณปรับตัวอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก ๆ ในเจเนอเรชันใหม่ ๆ
ในฐานะครู ผมเชื่อเสมอว่าเราต้องก้าวให้ทันโลกของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วแบบนี้ แม้ผมอาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องมั่นใจว่านำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายถึงการเปิดใจเรียนรู้และรับฟังสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ แอปพลิเคชัน หรือเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้น
ในบทบาท Deputy Head (Senior School) ผมมีโอกาสได้ใช้เวลากับนักเรียนหลากหลายกลุ่ม ได้พูดคุยและรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องส่วนตัว การได้ใกล้ชิดกับพวกเขาทำให้ผมได้เห็นมุมมองที่แตกต่างและเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญ
สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปิดใจรับสิ่งที่อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรา คอนเทนต์ที่เด็ก ๆ เสพในวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคุ้นเคย แต่ผมพยายามทำความเข้าใจมัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งในโลกของของพวกเขา ดังนั้น การพูดคุยและรับฟังคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผมเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในโลกใบนั้น และจะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้ากับการเรียนการสอนได้อย่างไร
การปรับตัวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ผมสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าครูคือคนที่เข้าใจและพร้อมจะเดินไปพร้อมกับพวกเขาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สุดท้าย อะไรคือสิ่งที่คุณภูมิใจที่สุดที่ได้มาเป็นครูที่ King’s College International School Bangkok
การได้เห็นการเติบโตและพัฒนาการของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของนักเรียนที่ต้องเอาชนะกำแพงภาษา ผมได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของพวกเขาในการปรับตัว รวมถึงการที่ผมเองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่หลังจากที่ย้ายมาที่ King’s Bangkok นอกจากนี้ ผมยังภูมิใจกับนักเรียนจำนวนมากที่สนุกกับการเรียนเคมี และได้ค้นพบความชอบของตัวเองและต้องการศึกษาต่อในสายนี้ นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมในฐานะครูผู้สอน

อ่านเรื่องราว The Great Classroom ในมุมมองของครูทั้ง 4 คนที่ได้รับการโหวตจากเด็ก ๆ ใน King’s College International School Bangkok ว่าเป็นครูที่นักเรียนชื่นชอบได้ที่ James Ford, Will Byfield, Barbara Cerda Grago และ Matthew Gibson
