คุณครู Barbara Cerda Drago เป็นครูหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ หรือ Modern Foreign Languages (MFL) และครูสอนภาษาสเปนของ King’s College International School Bangkok
เธอใช้เวลาเกินครึ่งชีวิตไปกับการสอนภาษา และแม้จะเป็นช่วงเวลาไม่ครบปีดีที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่ Barbara กลับได้รับการโหวตจากเด็ก ๆ ให้เป็นหนึ่งในคุณครูที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง
จากการได้นั่งสนทนากันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ทำให้เราต้องยิ้มตาม หรือแพสชันที่ไม่เคยลดลงแม้แต่น้อยกับการสอนหนังสือซึ่งถ่ายทอดออกมาตลอดการคุยกัน ทำให้เราแทบไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Barbara ถึงครองใจเด็ก ๆ ได้มากขนาดนี้
และแน่นอนว่าห้องเรียนภาษาสเปนของคุณครู Barbara ที่ King’s College International School Bangkok ก็สร้างขึ้นจากแพสชันและความสนุกสนานในตัวเธอเช่นกัน จนทำให้ห้องเรียนแห่งนี้กลายเป็นทั้งคอมฟอร์ตโซนของเด็ก ๆ และห้องเรียนที่สนุกสนานเต็มไปด้วยความรู้ที่น่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้น Barbara ยังเชื่อว่าทุกอย่างที่เธอถ่ายทอดออกไปในชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นทักษะภาษาหรือทักษะชีวิต จะติดตัวนักเรียนไปตลอดชีวิตไม่มากก็น้อย
ดูเหมือนภาพ The Great Classroom ของ Barbara จะแสนชัดเจน แต่เธอมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรในการสร้างห้องเรียนภาษาที่ทุกคนมีความสุขไปด้วยกันได้แบบนี้ ลองตามมาดูกัน

คุณเริ่มต้นทำอาชีพครูได้อย่างไร
ตอนนั้นฉันอยู่ที่ฝรั่งเศส ฉันเริ่มต้นจากการเป็นครูผู้ช่วยในคลาสสอนการพูดภาษาสเปน หลังจากทำได้ 1 ปีก็ย้ายไปอังกฤษ และจากที่คิดว่าจะทำต่ออีกแค่ปีเดียว ฉันก็เกิดตกหลุมรักอาชีพนี้ขึ้นมา ความรู้สึก ‘ตกหลุมรัก’ ที่ว่านี้ เกิดจากความสุขที่ได้อยู่ในบรรยากาศโรงเรียน และความตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่ได้สอน ทำให้ฉันเริ่มจริงจังกับเส้นทางนี้มากขึ้น และตัดสินใจทั้งไปเรียนต่อและฝึกอบรมเพื่อเป็นครูมืออาชีพ
ฉันใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษนานถึง 20 ปี โดย 10 ปีแรกฉันสอนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปสอนที่ King’s College School Wimbledon อีก 10 ปี ก่อนจะย้ายมาไทย และเริ่มต้นสอนที่ King’s College International School Bangkok เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง
คุณทำอาชีพครูมานานแค่ไหน
มากกว่า 28 ปีแล้ว
คุณคิดว่าอาชีพนี้ยังมีเรื่องที่ท้าทายอยู่ไหม
แม้จะสอนมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ฉันพบว่าการสอนหนังสือในประเทศไทยเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างและท้าทายมาก เรียกว่าท้าทายที่สุดในชีวิตการเป็นครูของฉันเลย เพราะภาษาและวัฒนธรรมของที่นี่แตกต่างจากยุโรปโดยสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่อังกฤษ เด็ก ๆ พูดแค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งต่อยอดไปเป็นภาษาสเปนหรือฝรั่งเศสได้ไม่ยาก แต่ที่นี่ภาษาไทยคือภาษาแม่ของพวกเขา ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาที่ 2 สเปนกับฝรั่งเศสคือการต่อยอดเข้าไปอีกขั้น การจะสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจได้ทันทีเหมือนตอนอยู่อังกฤษเลยไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ฉันมองว่าความท้าทายนี้เป็นเรื่องสนุกนะ เพราะมันทำให้ฉันได้ลองหาวิธีใหม่ ๆ ในการสอน หลังจากที่คิดว่าผ่านมา 20 ปีทุกอย่างคงเป็นเรื่องง่ายไปแล้ว
จากประสบการณ์อันยาวนาน คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยหลักในการสร้าง The Great Classroom หรือห้องเรียนที่เด็ก ๆ จะมีความสุขกับการเรียนหนังสือ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฉันคือการที่เราต้องรู้จักนักเรียนทุกคน ไม่ใช่แค่ห้องนี้มีนักเรียนกี่คน แต่เราต้องรู้ลึกไปถึงชื่อของพวกเขา ความชอบ เขาถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร การใช้เวลาทำความรู้จักนักเรียนทุกคนในคลาสเป็นเรื่องที่ฉันให้ความสำคัญมาก ซึ่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและกล้าที่จะเปิดใจเรียนรู้
อีกอย่างคือการมีอารมณ์ขันในเวลาเรียน หลายคนอาจมองว่าห้องเรียนควรเป็นพื้นที่ที่จริงจัง นั่นก็ใช่ค่ะ เราจริงจังในเรื่องที่สำคัญ แต่ฉันอยากให้ห้องเรียนของฉันเป็นคอมฟอร์ตโซนของเด็ก ๆ เราจะหัวเราะไปด้วยกัน ไม่ใช่หัวเราะใส่กัน เราจะสนุกไปด้วยกันทั้งครูและนักเรียน บรรยากาศที่เป็นกันเองและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะนี้ ช่วยลดความกดดันและเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ รู้สึกผ่อนคลาย
เมื่อเด็ก ๆ รู้สึกสบายใจ พวกเขาจะกล้าที่จะลองผิดลองถูก และรู้ว่าเมื่อทำผิดจะมีคนคอยแก้ไขให้เสมอ คนเราควรเรียนรู้จากความผิดพลาด ถ้าเด็ก ๆ อยากทำทุกอย่างให้ถูกเป๊ะตั้งแต่ครั้งแรก พวกเขาจะไม่มีวันได้เรียนรู้อะไรเลย

ในแง่วิธีการสอน คุณทำอย่างไรให้เด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการเรียนภาษา
สิ่งที่เราสื่อสารกับเด็ก ๆ ทุกคนในภาควิชาของเรา คือการเรียนภาษาไม่ใช่แค่วิชาในห้องเรียน แต่มันเป็นสิ่งที่คุณจะได้ใช้เมื่อออกไปสู่โลกกว้างค่ะ
ฉันคิดว่าภาษาเป็นสิ่งที่นำออกไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายที่สุดแล้ว ภาษาเป็นทักษะที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นตอนไปเที่ยว ฟังเพลง ดูหนัง หรือแม้แต่การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ยังไงคุณก็ต้องได้ใช้สิ่งที่เรียนมา
นอกจากนี้ การเรียนภาษายังช่วยพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในอนาคต หากคุณเลือกที่จะไปเรียนสายอาชีพอื่นในอนาคต ยกตัวอย่างเช่นทนาย คุณต้องจำข้อกฎหมายเป็นร้อย ๆ ข้อ ก็นำทักษะหรือเทคนิคที่เคยใช้ในการจำคำศัพท์ในห้องเรียนมาปรับใช้ในตอนนี้ได้เหมือนกัน
และอย่างที่ใครหลาย ๆ คนบอก ถ้าคุณเก่งภาษาหนึ่งแล้วก็ไม่ยากเลยที่จะเรียนภาษาอื่น ๆ เพิ่มเติม เพราะภาษามีระบบคิดที่ค่อนข้างคล้ายกัน ฉันหวังว่านี่จะเป็นประโยชน์เล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ จะนำไปต่อยอดได้ในอนาคต
ได้ยินมาว่าในช่วง Year 7 – 9 เด็ก ๆ ทุกคนต้องเลือกเรียน 1 ภาษา แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะสนใจการเรียนภาษาอย่างจริงจัง คุณมีวิธีอย่างไรให้การเรียนภาษาไม่น่าเบื่อ
จริง ๆ แล้วฉันเริ่มจากความเชื่อที่ว่าเด็ก ๆ ที่เลือกเรียนภาษาสเปนทุกคนชอบภาษาสเปนนะ (ยิ้ม) แน่นอน สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่สนุกกับมัน เมื่อเกิดความรู้สึกนี้เราต้องรับฟังว่าปัญหาของเขาคืออะไร เช่น สอนยากไป คำศัพท์เยอะไป เราก็ค่อย ๆ ปรับการสอนให้เหมาะสม เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนจะสนใจด้านภาษา 100 เปอร์เซ็นต์ ออกจากห้องไปเขาอาจมีกิจกรรมอื่นที่สนใจมากกว่า อาจจะให้ท่องศัพท์น้อยลง หรือให้เวลาเขาได้ทบทวนมากขึ้น ฉันพบว่าเมื่อเราตั้งต้นคุยกัน ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ได้ไม่ยาก การทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักเรียนแต่ละคนจึงเป็นหัวใจสำคัญ
อีกอย่างถ้าเรารู้ว่าเด็กในห้องสนใจอะไร การสอนภาษาจะไม่ใช่เรื่องยากเลย อย่างที่ King’s College School Wimbledon เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ชอบดูฟุตบอล ฉันเลยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อการสอน แทนที่จะสอนว่านี่คือ Present Tense นี่คือ Past Tense ฉันให้เขาอ่านบทความเกี่ยวกับ Lionel Messi ไม่ก็ฟุตบอลโลก แล้วเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นแทน พวกเขาจะสนุกไปกับมันและได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว
สำหรับที่ไทย เราก็ปรับบริบทให้เข้ากับประเทศไทยและสอดแทรกอะไรที่ทันสมัยเข้ากับยุคสมัย เช่น คลิปข่าว คลิปเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ หรือเทรนด์ฮิตในสเปน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่จากหนังสือเรียนที่ตีพิมพ์มานานแล้วอย่างเดียว ซึ่งนี่เป็นการนำความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับภาษาอย่างมีชีวิตชีวาและสนุกสนานนั่นเอง

ถ้ามีเด็กที่สนใจอยากเรียนภาษาอย่างจริงจัง คุณจะช่วยผลักดันพวกเขาให้ไปต่อในด้านนี้ได้อย่างไร
ฉันจะตามติดเด็กพวกนี้เลยล่ะ ฉันจะให้หนังสืออ่านเพิ่มเติม แนะนำเว็บไซต์ที่เขาจะไปเรียนรู้เพิ่มได้ ข่าว ซีรีส์ หรือเพลงที่น่าสนใจ มีเด็กบางคนชอบพิพิธภัณฑ์ ฉันก็แนะนำให้ไปดูเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ที่สเปน นี่จะช่วยให้เขาได้เห็นอะไรนอกห้องเรียนอีกเยอะแยะเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าการสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับภาษาในบริบทที่หลากหลายและน่าสนใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความรักในการเรียนรู้ของพวกเขา
สิ่งสำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ มีแรงผลักดันในการเรียน คือการที่เขาได้เห็นตัวเองพัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน และเราต้องทำให้พวกเขาสัมผัสการพัฒนานี้ให้ได้ ลองนึกภาพวันที่ตัวเองเข้ามาเรียนในห้องนี้ครั้งแรก พวกเขาแทบจะอ่านอะไรบนกระดานไม่ออกเลย แต่ไม่กี่สัปดาห์ผ่านไป เขาอ่านข้อความยาวเป็นย่อหน้าได้ แถมยังเข้าใจด้วย นี่แหละคือสิ่งที่ฉันจะย้ำให้พวกเขาเห็นเสมอว่าตัวเองมาได้ไกลขนาดไหน ต่อจากตรงนี้หน้าที่ของครูคือการผลักให้เขาไปได้ไกลขึ้นอีก ซึ่งการชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่จับต้องได้จะเป็นกำลังใจสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ
ในยุคที่เทคโนโลยีมีความสำคัญมาก และเริ่มเห็นคนใช้ AI ในการแปลภาษา คุณคิดว่าสิ่งนี้กำลังกลายเป็นปัญหาในห้องเรียนของคุณไหม
โชคดีมากที่เรายังไม่เจอเด็กที่ใช้ AI ทำการบ้านค่ะ และแทนที่จะมองว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ฉันเลือกที่จะสอนเด็ก ๆ ให้ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มากกว่า เพราะสิ่งสำคัญของการสอนในโรงเรียนนานาชาติ คือการทำให้เด็ก ๆ เป็น Global Citizen ดังนั้น เขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีให้ได้ โดยไม่พึ่งพามันมากเกินไป เพื่อให้พวกเขามีมุมมองที่เปิดกว้างและยังปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้
ตัวอย่างการนำ AI มาใช้ในห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ เราเคยลองใช้ AI ในห้องเรียน เพื่อตั้งโจทย์ให้เด็ก ๆ เขียนคำสั่งอธิบายรูปลักษณ์ของคนเป็นภาษาสเปนแล้วให้ AI สร้างภาพคนคนนั้นขึ้นมา ถ้ารู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นเด็ก ๆ จะสนุก และห้องเรียนก็จะมีสีสันขึ้นด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ในห้องเรียนของนักเรียน A level ที่มีการโต้วาทีกัน บางทีฉันก็ให้ AI เป็นคนโต้วาทีกับเด็ก ๆ สมมติโจทย์ให้แล้วฉันก็จะให้ AI เป็นคนจากฝ่ายเสนอ เด็ก ๆ เป็นคนจากฝ่ายค้าน แล้วก็ให้เขาลองคุยกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดในอนาคตเราพบว่ามีเด็กที่ใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ผิด หรือ AI กลายเป็นปัญหาขึ้นมา เราก็คงต้องหาทางปรับกัน นี่น่าจะเป็นอีกสิ่งที่เราต้องตามให้ทันและจับตาดูอยู่เสมอ ดังนั้น ครูจึงเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ที่จะนำทางเด็ก ๆ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้


ฟังดูเหมือนการเป็นครูในยุคนี้ไม่ง่ายเลย
ครู Barbara ยอมรับว่ายากอยู่เหมือนกัน เธอเองก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ นึกย้อนกลับไปภาพจำของครูในอดีต เราทุกคนมักจะมีครูในความทรงจำที่อายุมากหน่อย ครูที่เราเล่นด้วยไม่ได้ เปิดจอคอมไม่เป็น ฉันไม่อยากกลายเป็นครูแบบนั้น นี่คือแรงผลักดันให้ฉันไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และปรับตัว
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ฉันเห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวของครูยุคใหม่ คือช่วงโควิด-19 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับฉันเลย จากการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ก็พลิกผันไปสู่โลกออนไลน์อย่างสิ้นเชิง เราหันมาเรียนใน Google Meet ส่งการบ้านใน Google Classroom สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนเริ่มพูดศัพท์ใหม่ ๆ ทำอะไรใหม่ ๆ ทำให้ฉันเห็นว่าแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประสบการณ์ครั้งนั้นตอกย้ำให้เห็นว่า ครูเองก็ต้องพร้อมที่จะเป็นนักเรียนเหมือนกัน เพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และนำทางนักเรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้คุณจะย้ำเสมอว่าทุกอย่างที่นี่เป็นเรื่องท้าทาย แต่อะไรคือสิ่งที่ภูมิใจที่สุดในฐานะที่ได้มาเป็นครูที่ King’s College International School Bangkok
อย่างที่บอกว่าเด็ก ๆ Year 7 – 9 ต้องเรียนภาษาเป็นภาคบังคับ เขาจะต้องเลือกภาษาฝรั่งเศสหรือสเปนอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเมื่อจบ Year 9 จะต้องเลือกวิชาเรียนสำหรับ GCSE เราพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ยังคงเลือกเรียนภาษาต่อในปีหน้า นี่นับว่าเป็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจน
ฉันดีใจมากที่ได้เห็นพวกเขายังคงสนใจในภาษา มันเป็นความรู้สึกที่ว่าเราก็ทำงานได้ดีเหมือนกันนะ ความภาคภูมิใจนี้ไม่ได้มาจากแค่ตัวเลข แต่มาจากการได้เห็นการเติบโตที่แท้จริงของนักเรียน ตอนนี้มีเด็กหลายคนเลยที่กำลังเตรียมสอบพูดสำหรับ GCSE แล้วก็ A level ตลอดปีการศึกษาที่ผ่านมาจากวันแรกที่ได้เจอกันจนมาถึงจุดที่เขาทำได้ขนาดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ฉันภูมิใจที่สุดเลยล่ะ และนี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของอาชีพครูที่ความสุขและความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้เห็นลูกศิษย์ก้าวหน้าและเติบโตไปพร้อมกับความรู้ที่ได้รับจากตนเองค่ะ


อ่านเรื่องราว The Great Classroom ในมุมมองของครูทั้ง 4 คนที่ได้รับการโหวตจากเด็ก ๆ ใน King’s College International School Bangkok ว่าเป็นครูที่นักเรียนชื่นชอบได้ที่ James Ford, Will Byfield, Barbara Cerda Grago และ Matthew Gibson
