4 กรกฎาคม 2024
11 K

แพรพรรณหลากสี ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี บ้างปักลายเป็นทรงเรขาคณิต บางตัวตกแต่งด้วยรูปดอกไม้น้อยใหญ่ บางตัวใส่ภาพสัตว์มงคลแซมลงไป แต่ที่ทุกชุดมีดุจเดียวกันคือการผ่าหน้าจากคอถึงชาย กับแขนเสื้อยาวกรอมข้อมือทั้ง 2 ข้าง

องค์ประกอบชุดดังกล่าวคงไม่สมบูรณ์ หากปราศจากโสร่งปาเต๊ะสีสดสวยที่ช่วยปกปิดเรียวขา กับเครื่องประดับนานาอย่างสร้อยคอ แหวน และกำไลที่ช่วยเติมความเปล่งปลั่งแก่เรือนกายผู้สวม

เรากำลังพูดถึง เกอบาญา (Kebaya) ที่คนไทยนิยมเรียกว่า ‘ชุดย่าหยา’

หลายคนอาจรู้จักเสื้อผ้าประเภทนี้จากการเป็นชุดประจำชาติมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่ผู้คนอีกมากยังจดจำมันในฐานะชุดพื้นบ้านของสตรีชาวบาบ๋า-ย่าหยา (เปอรานากัน) จากความโด่งดังของละครโทรทัศน์สัญชาติสิงคโปร์เรื่อง The Little Nyonya เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เกอบาญาเป็นวัฒนธรรมร่วมของดินแดนคาบสมุทรอันไพศาล กินพื้นที่ตั้งแต่หมู่เกาะอินโดนีเซียมาจนถึงภาคใต้ของไทย สาวชาวปักษ์ใต้ในอดีตต่างเคยสวมใส่เสื้อลักษณะนี้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปีนังและสิงคโปร์มากกว่าใครเพื่อน

21 – 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เทศกาล Phuket Peranakan Festival ถึงคราวเวียนมาจัดเป็นปีที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมกลุ่มพี่น้องชาวเปอรานากันทั่วทั้งภูมิภาคให้มารวมตัวกันบนเกาะภูเก็ต โดยมีแขกรับเชิญนานาชาติ ทั้งจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย มาร่วมแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ศิลปะ มหรสพ หรือแม้แต่เครื่องแต่งกาย

ปีนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดียิ่งของลูกหลานเปอรานากันทั้งมวล เนื่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) กำลังพิจารณามอบรางวัลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแก่เกอบาญา ทำให้อาภรณ์อันเลอค่านี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในเทศกาลภูเก็ตเปอรานากันครั้งนี้

ขอนำทุกท่านร่วมกันท่องจักรวาลชุดย่าหยา เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ความแพร่หลาย ความเหมือน ความต่าง และความคล้ายของแฟชั่นยอดฮิตในหมู่สาวชาวคาบสมุทรใต้ ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวที่ร้อยเรียงเป็นบทความคอลัมน์ Scoop ตอนนี้

ต้นธารเปอรานากัน
สารพัดลูกผสมผู้ลืมตาดูโลกที่นี่

‘เปอรานากัน’ กับ ‘บาบ๋า-ย่าหยา’ เป็น 2 นิยามที่มักใช้ทดแทนกันบ่อย จนคนจำนวนมากอาจคิดว่ามีความหมายเดียวกันทุกประการว่าลูกผสมระหว่างชาวจีนกับชาวมลายู (มาเลย์) ทว่า 2 คำนี้ก็มีทั้งความเหมือนและความต่างที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

คำว่า เปอรานากัน (Peranakan) นั้นเป็นภาษามลายู มาจากคำว่า Per- และ anak (ลูก) ต่อด้วยคำเติมท้ายว่า -an เพื่อบ่งบอกว่าเป็นคน เมื่อรวมกันแล้วจึงได้ความหมายว่า ลูกของที่นี่ หรือผู้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ อันหมายถึงดินแดนมลายูนั่นเอง

เซดริก ตัน (Cedric Tan) ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดเกอบาญาและวัฒนธรรมเปอรานากันจากเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ผู้ได้เดินทางมาร่วมเทศกาลภูเก็ตเปอรานากันทุกปี ให้ความรู้แก่เราว่าเปอรานากันเป็นคำกลาง ๆ ที่ใช้เรียกบรรดาลูกครึ่งลูกผสมทุกชาติในมาเลเซีย อาทิ ลูกผสมอินเดีย-มลายู จะเรียกว่า เปอรานากันอินเดีย (Indian Peranakan) หรือ เชตตี (Chetti) ส่วนลูกผสมดัตช์-มลายู จะเรียก เปอรานากัน เบอลันดา (Peranakan Belanda) เป็นต้น

เซดริก ตัน กำลังอวดผ้าเก่าแก่ในคลังสะสมของเขา

เซดริก ตัน กำลังอวดผ้าเก่าแก่ในคลังสะสมของเขา

แต่เพราะชาวจีนเป็นชนต่างชาติกลุ่มใหญ่สุด มีการสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชาวมลายูมากที่สุด หนำซ้ำยังพาวัฒนธรรมของกลุ่มตนมาถ่ายทอดให้กับคนท้องถิ่นในมลายูมากเป็นอันดับแรก ‘ชาวเปอรานากันจีน’ จึงกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในหมู่ลูกผสมด้วยกัน เมื่อเอ่ยคำว่า เปอรานากัน หลายคนเลยจะไพล่นึกถึงแต่ลูกผสมจีน-มลายู จนพานลืมเชื้อชาติอื่นไปจนหมด

ต้นตระกูลเปอรานากันจีนยุคแรกคือพ่อค้าสำเภาจีนสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งอาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พานาวาลอยลำของพวกตนลงมาซื้อขายสินค้ากับอาณาจักรมะละกาที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าโลกสมัยนั้น ในการจะกลับเมืองจีนแต่ละครั้งต้องรออีกครึ่งปี ให้ถึงหน้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้เสียก่อน พ่อค้าจีนหลายคนจึงลงหลักปักฐาน แต่งงานกับสาวมลายูท้องถิ่น เกิดเป็นกลุ่มลูกครึ่งที่ได้รับทั้งวัฒนธรรมจีนฝั่งพ่อและวัฒนธรรมมลายูฝั่งแม่มาผสมกัน

คู่บ่าวสาวเปอรานากันจีน

ส่วนคำว่า บาบ๋า-ย่าหยา (Baba-Nyonya) ที่ภาษามลายูออกเสียงว่า บาบา-นยอนยา มักใช้ในความหมายที่แคบกว่า คือเจาะจงเฉพาะลูกผสมจีน-มลายูเพียงกลุ่มเดียว

บาบ๋า ใช้เรียกผู้ชาย มาจากภาษาเปอร์เซีย เป็นคำที่นำมาใช้ในเชิงยกย่อง

ย่าหยา ใช้เรียกผู้หญิง เพี้ยนมาจากภาษาโปรตุเกสว่า Donha แปลว่า คุณผู้หญิง

ที่ทั้ง 2 คำมีนัยให้เกียรติเป็นเพราะพวกลูกครึ่งจีน-มลายูในสมัยนั้นมักมีหัวธุรกิจ ได้รับการศึกษาที่ดี รอบรู้ภาษาที่ใช้ในการค้าหลายภาษา กลายเป็นคนฐานะดี มีหน้าตาในสังคมมลายูทั้งสิ้น

ด้วยระยะเวลานานหลายร้อยปีที่ชาวบาบ๋า-ย่าหยาหรือเปอรานากันจีน ถือกำเนิดขึ้น บรรพบุรุษของพวกเขาเหล่านี้ได้สร้างสรรค์และพัฒนาวัฒนธรรมเฉพาะตัวขึ้นมาแทบทุกด้าน มีความเป็นจีนจากแดนไกลและความเป็นมลายูในท้องถิ่น มิใช่ลอกเลียนมาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งหมด

วัฒนธรรมการแต่งกายอย่างเกอบาญาหรือชุดย่าหยา ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เกอบาญาที่แพร่หลาย
การเดินทางของผืนผ้าทั่วคาบสมุทร

จะมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน หรือในหลาย ๆ จังหวัดปลายด้ามขวานไทย ผู้หญิงในดินแดนทั้งหมดนี้ก็มีวัฒนธรรมการแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน คือการสวมเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า สวมคู่กับโสร่งที่นิยมวาดลวดลายด้วยขี้ผึ้ง เรียกเทคนิคนี้ว่า บาติก (Batik) หรือ ปาเต๊ะ

ถึงจังหวัดภูเก็ตจะอยู่ห่างไกลชายแดนมาเลเซียมากโข แต่ก็เป็นเกาะในเขตแดนไทยที่สนิทสนมกับโลกมลายูมาก เป็นผลจากการค้าแร่ดีบุกที่เคยรุ่งเรืองในอดีต การสวมใส่ชุดเกอบาญาก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงภูเก็ต โดยชาวบาบ๋า-ย่าหยาจากโลกมลายู

“วัฒนธรรมหยุดอยู่ตามเขตพรมแดนไม่ได้ เมื่อผู้คนมีการย้ายที่ วัฒนธรรมก็เคลื่อนย้ายถ่ายเทตามไปด้วย” สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย (TIEFA) Festival Creator เทศกาล Phuket Peranakan Festival กล่าวกับเรา ก่อนให้ภาพพื้นฐานสังคมภูเก็ตที่ต่างจากเมืองอื่นในคาบสมุทรมลายูหลายด้าน อันเป็นเหตุให้วัฒนธรรมการแต่งกายแผกเพี้ยนจากกันไปด้วย

“เปอรานากันหรือบาบ๋าของภูเก็ตอาจไม่เหมือนที่อื่น เพราะคนกลุ่มแรกสุดที่อาศัยอยู่ที่นี่คือกลุ่มชาวเล ก่อนที่คนไทยบนที่ดอนและกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ริมทะเลจะย้ายเข้ามา แล้วเมื่อแร่ดีบุกที่ขุดได้ในภูเก็ตเป็นที่นิยม ก็มีการอพยพของกลุ่มแรงงานชาวจีนเข้ามา แรงงานกลุ่มนี้ก็สมรสกับผู้หญิงพื้นถิ่น กำเนิดกลุ่มประเพณีใหม่ขึ้นมา”

จะเห็นได้ว่าเปอรานากันที่ภูเก็ตไม่ได้มีแค่สายเลือดของชาวจีนกับชาวมลายูอย่างในต่างประเทศ เพราะบรรพบุรุษลูกผสมที่นี่อาจมีทั้งชาวเลและชาวไทยด้วย

“การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าภูเก็ตก็เห็นได้ถึงการลื่นไหลทางวัฒนธรรม ระหว่างคนท้องถิ่นภูเก็ตกับคนจีน รวมไปถึงดินแดนข้างเคียง เช่น ปีนัง มะละกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ภูเก็ตเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่มีปฏิสัมพันธ์กับเมืองอื่นเสมอ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา กับภูเก็ตเป็นผู้ขุดแร่ดีบุก พอส่งลงเรือไปก็อาจแวะพักที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จากนั้นส่งต่อไปเกาะปีนังของมาเลเซีย หรือสิงคโปร์เป็นท่าเรือใหญ่ ทำให้เกิดการไหลของคนแต่ละเมือง เสื้อผ้าก็ติดตัวไปกับพวกเขา”

ใช่แค่ลูกหลานชาวจีน หรือ บาบ๋า-ย่าหยา เท่านั้นที่จะสวมใส่เกอบาญา ชนชาติอื่นที่อาศัยอยู่ร่วมภูมิภาคอย่างชาวเปอรานากันอินเดียก็ใส่เกอบาญาเป็นปกติในชีวิตประจำวัน 

แม้พื้นฐานของชุดย่าหยาจะมีรูปแบบเหมือน ๆ กัน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศ ฐานะ และวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกต่างกันไปโดยปริยาย เป็นต้นว่าบาบ๋าในสิงคโปร์จะแต่งกายสวยงามมาก เพราะบ้านเมืองมีความเป็นอยู่ดี ซื้อหาวัสดุที่มีราคาแพงมาใช้ได้ง่าย สตรีมีเวลาว่างในการเย็บปักถักร้อย และผลิตงานคุณภาพออกมาได้มาก

เชื้อชาติก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่างสังคมมะละกาที่ชาวจีนกับชาวมลายูผูกสัมพันธ์กันมาช้านาน รสนิยมการแต่งกายของบาบ๋าที่นั่นจึงค่อนไปทางมลายูมาก ผิดกับสิงคโปร์ที่เป็นสังคมคนจีนส่วนใหญ่ วัฒนธรรมจีนจึงเข้มแข็งและปรากฏให้เห็นบนอาภรณ์ของพวกเขามากกว่าเมืองอื่น

ศาสนาเองก็มีผล เพราะผู้คนในคาบสมุทรมลายูส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม มีบทบัญญัติเคร่งครัดด้านการแต่งกายของสตรี ห้ามไม่ให้เปิดเผยเรือนร่าง เกอบาญาในบางถิ่นหรือที่สวมใส่โดยกลุ่มสตรีมุสลิมจึงมีความรัดกุม ไม่เข้ารูปหรือแนบเนื้อ

ลันดา – บีกู – ซูแลม
วิวัฒนาการเกอบาญา 3 ยุค

ขยับมาที่ประเภทชุดที่นานาชาติรู้จักดี คือเกอบาญาแบบมาตรฐานที่มักสวมใส่โดยสาว ๆ ย่าหยา ในมาเลเซียและสิงคโปร์ กาญจนา รักมิตร เจ้าของร้าน LukeManee Jewelry และ เช่าชุดบาบ๋า dress ผู้ให้บริการเช่าชุดพื้นเมืองบาบ๋ารายใหญ่ของภูเก็ต ผู้คร่ำหวอดเรื่องเสื้อผ้าพื้นถิ่นเปอรานากันมานานปี ได้จำแนกชุดเหล่านี้ออกเป็น 3 รูปแบบตามยุคสมัย ประกอบด้วย เกอบาญา ลันดา, เกอบาญา บีกู และ เกอบาญา ซูแลม

เกอบาญา บีกู (Kebaya Biku) ตัดเป็นคัตเวิร์กรูปโค้งเว้า ลวดลายมีน้อย อาจตกแต่งลายง่าย ๆ เช่นลายรูปหอย โดยนำผ้าป่าน ผ้าลายดอกเล็ก ๆ มาปัก

เกอบาญา ลันดา (Kebaya Renda) ได้รับอิทธิพลจากดินแดนมลายูมาก จุดเด่นคือการใช้ผ้าลูกไม้จากต่างประเทศ มักเป็นผ้าลูกไม้แถบประมาณ 3 นิ้ว ปักฉลุในตัวเสื้อ ให้ลายที่สวยงามต่างกันไป

ปิดท้ายด้วย เกอบาญา ซูแลม (Kebaya Sulam) ซึ่งวิวัฒนาการในการปักผ้า การใช้สีต่าง ๆ พุ่งถึงขีดสุด เล่นลายที่หลากหลายได้ ทั้งรูปดอกไม้ ลายเถา หรือสัตว์มงคลในวัฒนธรรมจีน สีสันสดสวยเกินกว่าเกอบาญาชนิดอื่น จึงเป็นเกอบาญาที่รู้จักแพร่หลายที่สุดในยุคนี้

กาญจนาเล่าว่าในอดีตการตัดเย็บเสื้อทั้งหมดนี้ สาว ๆ ผู้สวมใส่มักเป็นคนเย็บด้วยมือตัวเอง ค่าที่ฝีมือในการเย็บปักถักร้อยถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการเลือกสะใภ้ของคนในอดีต แต่ในปัจจุบันมักใช้เครื่องจักรเพื่อทุ่นแรงในการตัดเย็บ โดยยังคงวิธีการแบบโบราณเอาไว้บางประการ

เสื้อคอตั้งแขนจีบ
เสื้อมาตรฐานของสาวไทยปักษ์ใต้

ปัจจุบันเสื้อเกอบาญาหลากสีสัน ปักลวดลายพร้อย คงจัดเป็นชุดพื้นถิ่นเปอรานากันประเภทที่แพร่หลายที่สุด นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจังหวัดภูเก็ตต่างนิยมเช่าชุดลักษณะนี้สวม หารู้ไม่ว่าชุดลักษณะนี้เป็นแฟชั่นที่เกิดขึ้นทีหลัง ภูเก็ตได้รับมาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แม้แต่ลูกหลานชาวภูเก็ตบางคนก็ยังไม่ยอมรับว่าเป็นชุดดั้งเดิมของจังหวัดตน

“การแต่งกายของภูเก็ตกับปีนังเกือบจะเหมือนกัน เพราะต่างเคยอยู่ใต้การปกครองของสยามมาก่อน เป็นเกาะพี่เกาะน้อง สมัยก่อนเดินเรือถึงกันได้ในไม่กี่วัน ในขณะที่จากภูเก็ตไปกรุงเทพฯ อาจใช้เวลาเป็นเดือน คนภูเก็ตไปเรียนปีนังก็เยอะ คนปีนังมาค้าขายที่ภูเก็ตก็มาก บ้างก็แต่งงานข้ามระหว่างเมืองกัน วัฒนธรรมหลายอย่างของ 2 เมืองนี้จึงใกล้เคียงกันมากที่สุด”

แต่เพราะต่อมาปีนังถูกโอนไปอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษสมัยอาณานิคม ขณะที่ภูเก็ตยังอยู่กับสยาม รสนิยมการใช้เครื่องนุ่งห่มของคนภูเก็ตจึงซึมซับอิทธิพลไทยเข้ามามากกว่า โดยตัวแทนจากสมาคม TIEFA ตั้งข้อสังเกตว่า เสื้อผ้าของฝั่งไทยจะเน้นสีโทนอ่อนกว่า ไม่ฉูดฉาดบาดตาเท่ากับมาเลเซียหรือสิงคโปร์

เห็นได้จากสีเสื้อที่เป็นพื้นฐานของผู้หญิงไทยภาคใต้คือเสื้อคอตั้งแขนจีบ เพราะเป็นเสื้อที่เห็นกันได้ทั่วไปในภาคใต้ อย่างน้อยที่สุดผู้คนใน 6 จังหวัดอันดามัน อันได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ก็มีเสื้อลักษณะนี้หมด และนิยมสวมกับโสร่งปาเต๊ะเช่นกัน

เจ้าของร้านเช่าชุดอย่างกาญจนาระบุว่า เสื้อคอตั้งแขนจีบเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางชาติพันธุ์โดยแท้ เพราะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของเสื้อหลายเชื้อชาติ เพียงแต่เราอาจไม่ทราบ

“คอเสื้อพวกนี้จะสูงแบบคอจีน เสื้อสั้นลอยแบบเสื้อพม่าหรือมอญ ส่วนแขนรวบจีบแบบมลายู เพราะบาบ๋าไม่ได้อยู่แค่ในมลายู แต่กระจายตัวไปถึงมะริด ทวาย มัณฑะเลย์ในพม่าด้วย”

ครุยยาว ครุยครึ่งท่อน
เครื่องแบบแสดงฐานะ

เสื้อครุยเป็นอาภรณ์ที่บ่งบอกได้ทั้งฐานะและวัยวุฒิของหญิงผู้สวม ดังจะเห็นว่าผู้สวมโดยมากจะเป็นสตรีสูงศักดิ์ มีฐานะหรือมีอายุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามความยาวเสื้อ

ครุยยาว ที่ภาษามลายูเรียก บาจู ปันจัง (Baju Panjang) ในภูเก็ตขนานนามว่า ‘ชุดนายหัวหญิง’ เพราะนิยมใส่โดยเหล่านายหัวหญิงผู้เป็นภริยาเจ้าของกิจการ เวลาสวมจะต้องใส่เสื้อคอตั้งแขนจีบไว้ด้านใน ก่อนนำครุยทึบตัวยาวที่ดูคล้ายทูนิคมาใส่ทับ ตัวเสื้อเป็นคอวี ผ่าหน้า ไม่มีกระดุม ใส่กับโสร่งปาเต๊ะ มักย้อมสีธรรมชาติจากไม้ เป็นตัวแทนของชุดสตรีที่แต่งงานแล้ว เป็นผู้ดูแลบ้านและครอบครัว

ชุดครุยท่อน หรือที่มักเรียกตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ปั่วตึ่งเต้ เป็นครุยครึ่งสั้นครึ่งยาว ตัวในใส่เสื้อคอตั้งแขนจีบยืนพื้น แต่ครุยตัวนี้จะคลุมถึงเพียงสะโพก นิยมใช้ผ้าป่านหรือผ้าโปร่งลายลูกไม้ และนิยมเหน็บผ้าเช็ดหน้าไว้ซับเหงื่อ และพกกระเป๋าเงินเหน็บเอวใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดตัว

เครื่องประดับสำคัญที่อยู่คู่ชุดครุย คือกรอสัง หรือ โกโรส้าง (Kerosang) เป็นชุดเข็มกลัด 3 ตัว มีตัวแม่ เรียกว่า กรอสัง อีบู (Kerosang Ibu) และตัวลูก 2 ตัว เรียกว่า กรอสัง อะเนะก์ (Kerosang Anak) เนื่องจากชุดเหล่านี้ไม่มีการเย็บกระดุมติดกับตัวเสื้อ เมื่อจะกลัดด้านหน้าที่ผ่ากลาง ก็จะใช้กรอสังกลัดแทน มิเพียงเท่านั้น เครื่องประดับบางชิ้นยังนำไปประยุกต์ เช่น บิดออกมาเป็นหัวแหวน ติดเป็นต่างหู หรือร้อยกลับมาทำสร้อยก็ยังได้

และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะเติมเต็มให้การสวมชุดครุยครบถ้วนยิ่งขึ้น คือผมทรง ‘ชักอีโบย’ ที่ด้านหน้าหวีให้เรียบตึง ด้านข้างตีผมโป่งพองทั้ง 2 ฝั่ง อย่างที่เรียกว่า อีเปง หรือ แก้มปลาช่อน ส่วนด้านหลังทำเป็นสันแหลมเรียกว่า ‘ก่วนโต๋’ แสดงให้เห็นถึงสตรีผู้มีความเฉลียวฉลาด สติปัญญาที่เฉียบคม นับเป็นทรงผมเฉพาะตัวของสาวเปอรานากันซึ่งปัจจุบันหาผู้มีฝีมือทำทรงนี้ได้ยากขึ้นทุกที

ครุยเจ้าสาว
นานาคติที่แฝงอยู่ในชุดวันออกเรือน

ในบรรดาอาภรณ์ทุกประเภทที่มีในวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา ย่อมไม่มีชุดตัวไหนที่งดงามไปกว่าชุดครุยเจ้าสาวที่จะได้สวมใส่เพียงวาระเดียวในชีวิต การสวมครุยตัวนี้เปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในชีวิต จากเด็กสาววัยแรกรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ที่ใกล้จะได้เป็นแม่คนในอนาคต

ชุดเจ้าสาวเปอรานากันแต่ละเมืองมีทั้งส่วนที่เหมือนและต่าง ขึ้นอยู่กับฐานะ วัฒนธรรม และรสนิยม เครื่องแบบของเจ้าสาวภูเก็ตประกอบด้วยเสื้อคอตั้งแขนจีบตัวใน ผมทรงชักอีโบยเหมือนชุดครุยอื่น ๆ หากจุดเด่นอยู่ที่สีชมพูหวานของตัวชุด กับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ทั่วกายที่ไม่ได้นำมาใช้ในวาระอื่น

มวยผมจะถูกครอบด้วยมงกุฎดอกไม้ไหว หรือ เฉ่งก้อ ประกอบด้วยดอกไม้ทำจากใยทองคำเล็ก ๆ 12 ดอก เนื่องจาก 12 เป็นเลขมงคล เทียบได้กับการกราบไหว้ฟ้าดิน 12 ครั้ง หรือ จับหยี่ป่าย ในวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน ดอกไม้บนศีรษะนี้ก็เป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง กล่าวคือผู้หญิงในสังคมจีนจะจำกัดบริเวณอยู่แต่บ้าน และมักถูกวางตัวให้แต่งงานโดยไม่รู้จักมักคุ้นกับว่าที่สามีมาก่อน เมื่อได้พบเจ้าบ่าว สาวบริสุทธิ์ผู้ยังไม่เคยผ่านมือชายใดย่อมเกิดอาการหวั่นไหว ความตกใจนั้นจะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงดอกไม้ปลอมบนมงกุฎจนสั่นสะท้าน เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเจ้าสาวผู้นั้นคือผู้หญิงที่ดีตามค่านิยมยุคเก่า

ตรงกลางมงกุฎมีหงส์กับผีเสื้ออย่างละตัว เนื่องจากหงส์เป็นสัญลักษณ์แทนความสูงส่งของเพศหญิง ตรงกลางอกเสื้อสวมสร้อยคอกรอสังซึ่งเป็นดั่งหัวใจของชุดเจ้าสาว นอกจากนี้ยังมีกำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า ปิ่นปักผม ตลอดจนแหวนที่ให้ใส่ครบทั้ง 10 นิ้ว ทั้งหมดเป็นทอง แลดูอร่ามตาไปทั้งตัว

นอกเหนือไปจากความสวยงาม หากเรามองด้วยสายตาของการพินิจพิเคราะห์ ก็จะทราบว่าการที่ให้เจ้าสาวแต่งตัวเต็มยศในวันออกเรือนยังแฝงไว้ซึ่งกุศโลบายที่สื่อว่า เจ้าสาวไม่ได้มาตัวเปล่า แต่ขนเอาทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ครอบครัวตนมี เพื่อย้ายไปอยู่ใต้ชายคาบ้านสามี พวกเธอมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาสมบัติล้ำค่าพวกนี้ไว้ เพื่อส่งมอบแก่ลูกสาวหรือสะใภ้ในกาลหน้า

พาเหรดเทศกาลเปอรานากัน
การรวมตัวของชุดย่าหยาที่มากที่สุดในเมืองไทย

เย็นวันเสาร์ที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตชุ่มฉ่ำด้วยสายฝน ถนนหนทางที่แวดล้อมด้วยตึกแถวทรงชิโน-ยูโรเปียนจมอยู่ใต้ความเปียกชื้นของน้ำฟ้า กระนั้นสภาพอากาศอันหม่นมัวก็ยังมิอาจลดทอนความคึกคักและตั้งใจจริงของผู้คนนับพันในชุดพื้นถิ่นที่รวมตัวกันกางร่มมาตั้งแถวบนถนนถลางได้

ขบวนพาเหรดเปอรานากันนับเป็นไฮไลต์หลักของ Phuket Peranakan Festival โดยแท้ เมื่อถนนหลายสายใจกลางเมืองคลาคล่ำไปด้วยพาเหรดมากถึง 12 ขบวน ทั้งของภาครัฐและเอกชน ส่วนมากเป็นชาวภูเก็ต จังหวัดที่ขึ้นชื่อด้านวัฒนธรรมเปอรานากันมากที่สุดในประเทศไทย แต่ก็มีบางส่วนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากจังหวัดอื่น ไปจนถึงแขกต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกันมาแต่บรรพกาล

“งานนี้สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) เป็นผู้ริเริ่ม และให้ชาวเมืองภูเก็ตร่วมกันสาน ตั้งใจจะทำให้ต่อเนื่องกัน 3 ปีให้เกิดความรับรู้” ตัวแทนจากสมาคม TIEFA ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของเทศกาลนี้ “เราตกผลึกกันว่าเปอรานากันคือดีเอ็นเอของเมืองภูเก็ต ไม่ว่าใครเข้ามาเราก็รับหมด เปอรานากันคือคนเกิดที่นี่ และอยู่ได้กับทุก ๆ ชุมชนวัฒนธรรม ทั้งจีน ไทย มุสลิม ยุโรป หรือชาวเล”

ในการจัดงานปีแรกมีเสื้อผ้าเป็นตัวชูโรง จุดมุ่งหมายของงานคือการเชิญชวนชาวบ้านแต่งชุดพื้นเมืองภูเก็ตทุก ๆ แบบ เพราะหลายคนยังสวมใส่อยู่ ลูกหลานชาวบาบ๋าภูเก็ตเมื่อถึงคราววิวาห์ก็ยังนิยมใส่ชุดครุยเจ้าสาวกับชุดนายเหมืองสำหรับเจ้าบ่าวกันอยู่

แต่เพราะปีนี้ชื่อของชุดย่าหยาหรือเกอบาญา ได้รับการเสนอต่อ UNESCO ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยมีประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และบรูไนดารุสซาลามเป็นเจ้าของร่วมกัน คณะผู้จัดงานนำโดย นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และภาคีเครือข่ายอย่าง TCEB, TIEFA, สมาคมเพอรานากันประเทศไทย รวมถึงทุกชุมชนในเมืองภูเก็ต จึงเน้นหนักเรื่องชุดย่าหยาที่กำลังก้าวไปสู่ระดับโลกมากยิ่งขึ้น

จะเสื้อคอตั้งแขนจีบ ครุยยาว ครุยครึ่งท่อน เกอบาญาประเภทต่าง ๆ ก็ล้วนมีให้ได้เห็นในขบวนพาเหรดซึ่งมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 1,500 รายชื่อ ราว 2 ใน 3 ของตัวเลขนี้เป็นผู้หญิง และจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ ต่างมีความสุขที่ได้นำเสื้อผ้าที่ตกทอดมาจากบรรพชนกลับมาห่มกาย ต่างสนุกสนานที่ได้ร่วมแรงกันออกมาเดินขบวน ร่ายรำกันตามจังหวะทำนองเพลงพื้นบ้าน

ณ ปัจจุบัน คงไม่มีเทศกาลงานใดในสยามประเทศที่ผู้คนจะมารวมตัวกันสวมชุดในวัฒนธรรมเปอรานากันมากเท่ากับงานนี้อีกแล้ว

“สาเหตุที่เกอบาญาหรือชุดย่าหยาควรได้รับเลือกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาของมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่เพราะรูปแบบของตัวเสื้อเท่านั้น คุณค่าของพวกมันยังอยู่ที่ทักษะ ความรู้ ความชำนาญ และการสืบทอดทุกอย่างที่แฝงอยู่ในเนื้อผ้าเหล่านี้อีกด้วย” เซดริก ตัน เคยเอ่ยไว้ในการบรรยายเรื่องเกอบาญา

พาเหรดที่พร่างพรายไปด้วยเกอบาญาก็เป็นการสืบทอดความรับรู้เกี่ยวกับอาภรณ์อันทรงคุณค่านี้ นอกเหนือไปจากสารหลักของงานที่ต้องการจะรวมพลังพี่น้องเปอรานากันทั่วทั้งคาบสมุทรไว้ด้วยกัน

ภาพ : Neramit Creator

ขอขอบพระคุณ
  • ตัวแทนจากสมาคม TIEFA Festival Creator เทศกาล Phuket Peranakan Festival
  • คุณกาญจนา รักมิตร เจ้าของร้าน LukeManee Jewelry และ เช่าชุดบาบ๋า dress 
  • คุณเซดริก ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกอบาญาจากเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย
  • คุณเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
  • สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย