โลกกำลังเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะน้ำท่วม พายุ ภัยแล้ง ปะการังฟอกขาว และไฟป่า แต่ก็ดูเหมือนว่ามนุษย์เรายังไปไม่ถึงไหนเลยเมื่อพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตัวเลขที่ยืนยัน คือประเทศในเอเชียแปซิฟิกเพิ่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉลี่ยเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และทั่วโลกก็มีบริษัทเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ที่ดำเนินการตามแผนให้ถึงเป้าหมาย Net Zero ได้
นี่คือข้อมูลที่ อิรีนา กอร์ยูโนวา รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย และ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT : Global Compact Network Thailand) ได้กล่าวไว้บนเวทีในงาน Sustrends 2025
คำถามคือ ข้อติดขัดอยู่ที่ตรงไหนที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่คืบหน้าไปไหนเสียที และเราควรแก้ไขที่จุดไหน
ในมุมมองของ UN Global Compact Network Thailand คำตอบอยู่ที่คำว่า ‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital)
ทุนมนุษย์คืออะไรและสำคัญอย่างไรต่อการไปถึงเป้าหมายความยั่งยืน และถ้าเราอยากพัฒนาทุนมนุษย์ เราควรมองในมิติใดบ้างและทำอย่างไร วันนี้ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ จาก UNGCNT จะมาเล่าให้ฟัง

ทุนมนุษย์คืออะไร
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ทุน’ ธุรกิจส่วนใหญ่ก็มักนึกถึงทุนที่เป็นวัตถุและสินทรัพย์ แต่แท้จริงแล้วยังมีทุกอีกประเภทที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ‘ทุนมนุษย์’
“ทุนมีทั้งหมด 4 ประเภท หนึ่ง คือทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) ซึ่งก็คือทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ อากาศ พืช สัตว์ สอง คือทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งก็คือบุคคลที่เพียบพร้อมด้วยความรู้ ทักษะ ความสามารถ และทัศนคติ สาม คือทุนทางสังคม (Social Capital) เช่น เครือข่ายและการแบ่งปัน ค่านิยมของสังคม และสุดท้าย คือทุนที่ผลิตได้ (Produced Capital) ซึ่งก็คือสินค้าที่มนุษย์สร้าง รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมด”
ดร.ธันยพร กล่าวว่า ทุนมนุษย์คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาไปสู่ทุนอื่น ๆ เพราะหากเราพัฒนามนุษย์ให้มีศักยภาพ บุคลากรเหล่านั้นก็จะขยายผลไปสู่การสร้างทุนที่ผลิตได้ของบริษัท ทุนทางสังคม และทุนทางธรรมชาติได้
ในวันที่โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทรัพยากรที่ลดลง การพัฒนามนุษย์ในเชิงความรู้วิชาการอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
การที่มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนไป เราจำเป็นต้องพัฒนาทุนมนุษย์ให้มี ‘ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน’ หรือ ‘Sustainable Intelligence’ (SI)

มนุษย์ที่มี ‘ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน’ เป็นอย่างไร
มนุษย์ที่มีภูมิปัญญาที่ยั่งยืน คือมนุษย์ที่จะปรับตัวและอยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจปัญหา และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการลงมือทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ลดผลกระทบเชิงลบ โดย ดร.ธันยพร สรุปว่า ภูมิปัญญาที่ยั่งยืนมี 3 มิติหลัก ได้แก่
1. Sustainability
คือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน นับตั้งแต่การตระหนักรู้ เข้าใจปัญหา ไปจนถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลอย่างไร เกี่ยวข้องกับเราอย่างไร และเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาได้อย่างไร รวมถึงเราจะปรับตัวอย่างไรในภาวะที่สภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น ภัยธรรมชาติถี่ขึ้น
2. Technology
คือการรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ เช่น การใช้แอปพลิเคชันติดตามสถานการณ์น้ำ การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในโรงงานเพื่อใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือลดพลังงาน
“ในด้านการเกษตรก็ไม่ใช่แค่การพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจคุณสมบัติของดิน เช่น แร่ธาตุ ความชื้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไม่ใช้ปุ๋ยเกินจำเป็น หรือช่วงไหนที่ความชื้นสูงแล้ว ก็อาจไม่ต้องรดน้ำ ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้ หรือในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ก็อาจใช้เรดาร์เพื่อติดตามการฟื้นตัวของป่า ศึกษาชนิดพรรณพืชที่อยู่รอด ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรและลดภาระเจ้าหน้าที่ในการสำรวจ”
หากคิดให้กว้างขึ้นไปถึงทรัพยากรทางทะเล เทคโนโลยีดาวเทียมหรือโดรนก็อาจช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับประมงผิดกฎหมายท่ามกลางทะเลกว้างใหญ่ หรือติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ไปจนถึงสำรวจสัตว์หายากในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและน้ำมันเรือ
“นอกจากรู้จักใช้เทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการก็คือกระบวนการคิดเพื่อสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยมุมมองใหม่ ๆ”

3. Mindset
ดร.ธันยพร เล่าให้ฟังว่า ประเด็นสำคัญที่กำลังจะถูกพูดถึงมากขึ้นก็คือ Inner Development Goals (IDGs) หมายถึงการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของบุคคล หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเป้าหมายการพัฒนาตัวเองจากภายใน ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาทักษะสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ Being, Thinking, Relating, Collaborating และ Acting
“ก่อนที่มนุษย์จะเปลี่ยนโลกได้ เราต้องเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตัวเองก่อน โดย Being ก็คือการรู้จักและเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเราถนัดทางด้านไหน ชอบอะไร มีความสามารถอะไร ต่อมา Thinking คือทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างเป็นระบบ คิดแยบยลและรอบด้าน”
เธอยกตัวอย่างความเกี่ยวข้องระหว่าง 2 ทักษะนี้กับความยั่งยืนว่า การรู้จักตัวเองจะนำไปสู่คำตอบที่ว่าเราจะช่วยสร้างความยั่งยืนในประเด็นใดได้บ้าง ส่วนทักษะด้านการคิดก็จะนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม เช่น ก่อนจะซื้อสินค้า ก็จะรู้จักคิดว่าสิ่งนี้จำเป็นหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร หรือควรเลือกซื้อสินค้าอย่างไรที่จะตอบโจทย์ความยั่งยืน ไปจนถึงใช้ทรัพยากรอย่างไรจึงเหมาะสม
“Relating ก็คือปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเราต้องรู้จักสร้างสัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบข้าง ไม่ใช่แค่คนกับคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์กับสัตว์และสิ่งแวดล้อม”
ลองนึกภาพมนุษย์สักคนที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เคยปีนต้นไม้เล่น เห็นนกทำรังหน้าบ้าน นั่งมองกบกระโดดไปมาในบึงน้ำ มนุษย์คนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะไม่ทำอะไรที่สร้างความเสียหายต่อธรรมชาติ
2 ทักษะสุดท้ายคือ Collaborating ที่หมายถึงการรู้จักร่วมมือทำงานร่วมกับผู้อื่น และ Acting ที่หมายถึงการลงมือทำ

จากทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ
เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั่วโลกร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน นำมาสู่การก่อตั้ง UN Global Compact ซึ่งเป็นเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีหน้าที่รณรงค์ให้บริษัทต่าง ๆ วางกลยุทธ์และมุ่งสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน และสนับสนุนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนต่าง ๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ และจากเครือข่ายระดับโลกนี้ก็แยกย่อยออกมาเป็นเครือข่ายท้องถิ่นในประเทศไทยที่ชื่อ Global Compact Network Thailand หรือ UNGCNT ที่เปิดตัวในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561
“เรามีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 15 บริษัท และปัจจุบันขยายเครือข่ายจนมีสมาชิกมากกว่า 130 องค์กร มีหลักสูตรที่ส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนที่เหมาะกับประเทศไทย เช่น การทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน การอบรมเรื่องการออกแบบเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน”
และโจทย์ล่าสุดของ UNGCNT ก็คือส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยในองค์กรเครือข่ายเองได้ โดยร่วมกับองค์กรสมาชิก ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเร่งผลักดันนโยบายการพัฒนาบุคลากร ยกระดับความรู้และทักษะเชิงเทคโนโลยี สร้างจิตสำนึกด้านความยั่งยืน อย่างน้อย 1 ล้านคน ภายในปี 2030
“ข้อแนะนำสำหรับบริษัท คือควรมีการลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เช่น การอัปสกิลล์-รีสกิลล์ ไปจนถึงสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ โดยบริษัทอาจช่วยสนับสนุนทรัพยากรและเปิดโอกาสการเรียนรู้ รวมถึงโอกาสที่พวกเขาจะได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์”
นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เป็นบุคลากรในองค์กรแล้ว การพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาเหล่านี้คือบุคคลที่จะต้องเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างยิ่งในอนาคต
หนึ่งในโครงการของ UNGCNT คือ SI SPHERE ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเยาวชนด้านความยั่งยืน เช่น ให้พวกเขารู้จักปัญหาสังคมในมุมต่าง ๆ รวมถึงเรียนรู้แนวทางแก้ปัญหาและการพัฒนาตัวเองตามเป้าหมาย IDGs
“โครงการนี้คือพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาตัวเอง และเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเยาวชนกับภาคธุรกิจ เช่น มีกิจกรรมที่เชิญองค์กรสมาชิกเครือข่ายมาจัดเวิร์กช็อปให้เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการระบบนิเวศ การรู้จักตัวเอง การค้นพบความสนใจและทักษะเด่นของตัวเองผ่านการ์ดเกม”
นอกจากโครงการของเครือข่ายในภาพรวมแล้ว ดร.ธันยพร ยังยกตัวอย่างโครงการของบริษัทในเครือข่ายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ เช่น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ดำเนินโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยนำความรู้และแนวทางการออกแบบการศึกษาจากประเทศเยอรมนีมาใช้ เพื่อยกระดับศักยภาพของเยาวชนไทย โครงการนี้มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติงานจริง ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์การทำงานในภาคอุตสาหกรรม และเตรียมเยาวชนให้พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับประเทศต่อไป
“อีกตัวอย่าง คือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมมือกับ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC Thailand) จัดค่ายผู้นำเยาวชน สร้างผู้นำยุคใหม่แก้วิกฤตโลกร้อน โดยพาพนักงานมาร่วมกิจกรรมกับน้อง ๆ ในห้องเรียนธรรมชาติ”
นอกจากการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเยาวชนแล้ว การใส่ใจความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น การสร้างรีสอร์ตของสิงห์ เอสเตท ได้พัฒนาองค์ความรู้ในการก่อสร้างที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งองค์ความรู้ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งก่อนและหลังก่อสร้าง
“ตอนเขาไปสร้างโรงแรมที่เกาะพีพี กระทรวงทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังให้เครดิตกลับมาว่าสภาพแวดล้อมหลังก่อสร้างดีขึ้น สัตว์ทะเลมีเยอะและหลากหลายขึ้น จนกระทรวงทรัพยากรฯ ไปเรียนรู้ที่ไซต์ก่อสร้าง และล่าสุดที่ไปทำรีสอร์ตที่มัลดีฟส์ ปรากฏว่าฉลามกับเต่าตรงนั้นเยอะกว่ารีสอร์ตอื่น จนรัฐบาลมัลดีฟส์มาถามว่าคุณทำยังไง ซึ่งองค์ความรู้เหล่านั้นเขาได้ถอดบทเรียนมาและถ่ายทอดต่อได้”

กลไกเกื้อหนุนและบังคับ
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างทัดเทียมกัน ดังนั้น กลไกในภาพใหญ่ที่จะบังคับหรือเกื้อหนุนให้องค์กรต่าง ๆ เริ่มต้นพัฒนาทุนมนุษย์และปรับเปลี่ยนไปสู่ความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องจำเป็น
“กลไกแรกคือแรงกดดันจากผู้บริโภค ถ้าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บริษัทก็จะมองเห็นว่า ถ้าเขาไม่ใส่ใจสังคม ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เขาก็จะขายไม่ได้
“กลไกที่ 2 คือนักลงทุน ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่านักลงทุนจะสนใจเรื่องนี้มากขึ้น เช่น ถ้าบริษัทไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่มีแผนหรือนโยบายเรื่องความยั่งยืน เขาก็อาจไม่ลงทุน หรือถ้ามีแผนแต่ไม่ดำเนินการอะไรตามแผน นักลงทุนก็อาจถอนทุนได้ ซึ่ง 2 แรงผลักนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน”
และกลไกสุดท้ายคือคู่ค้าจากต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจใหญ่ ๆ หลายแห่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น เริ่มมีมาตรการที่จะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
“ถ้าบริษัทไม่ปรับตัว คุณก็อาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน ใน 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เห็นมาค่อนข้างเยอะแล้วว่ามาตรการจากบริษัทต่างชาติเริ่มบีบบังคับภาคธุรกิจในไทย ถ้าบริษัทไหนไม่ใส่ใจความยั่งยืน ก็จะไม่ทำการค้าด้วย”
ดร.ธันยพร กล่าวว่า ความตระหนักรู้ไม่ได้วัดกันที่นโยบาย แต่วัดที่ผลลัพธ์ว่าได้ลงมือทำไปแล้วแค่ไหน และสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของธุรกิจนั้น
นอกจากกลไกในภาพใหญ่ที่มองเรื่องผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทแล้ว กลไกในระดับย่อยเพื่อเกื้อหนุนให้บริษัทพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรก็สำคัญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มาตรการทางภาษีใน พ.ศ. 2566 – 2568 ที่กำหนดให้บริษัทที่จ้างงานคนที่มีทักษะสูงด้านเทคโนโลยีลดหย่อนภาษีได้ 150 เปอร์เซ็นต์ หรือบริษัทที่มีการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพพนักงาน ก็ลดหย่อนภาษีได้ 250 เปอร์เซ็นต์
“แนวทางนี้ก็ช่วยผลักดันให้เกิดระบบที่เอื้ออำนวยให้บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์มากขึ้น และเมื่อมนุษย์มีศักยภาพ เขาก็จะสร้างประโยชน์ให้ทั้งบริษัท สังคม และสิ่งแวดล้อม”

