20 มีนาคม 2025
5 K

คนในวงการรู้จัก พล หุยประเสริฐ เป็นสุดยอดนักจัดคอนเสิร์ต

แต่คนไม่ค่อยรู้ว่าเขายังเป็นนักวิเคราะห์เทรนด์ชั้นครูอีกด้วย

เรื่องมันเริ่มจากทีมงาน The Cloud หลายคนเป็นติ่ง T-POP ไปดูคอนเสิร์ตบ่อย และเริ่มสงสัยว่าทำไมโปรดักชันคอนเสิร์ตไทยยุคนี้ถึงล้ำ หวือหวา และมากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา 

จะบอกว่าเพราะวงดัง เงินถึง เลยทำโปรดักชันได้ระดับนี้ก็ดูจะด่วนตัดสินไปสักหน่อย เราอยากรู้ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้รูปแบบคอนเสิร์ตไทยเป็นเช่นนี้ เบื้องหลังเป็นอย่างไร รวมถึงเทรนด์การทำคอนเสิร์ตยุคต่อไปจะเป็นอย่างไร 

ไม่มีอะไรดีกว่าการมาคุยกับคนทำโดยตรง พลทำคอนเสิร์ตมาร่วม 20 ปี ภายใต้ บริษัท หุย จำกัด หรือ H.U.I. ปัจจุบันแตกหน่วยย่อยออกมาเป็น HUI Team Design, Studio H และอีกหลายหน่วยเพื่อบริการทำโปรดักชันอีเวนต์และคอนเสิร์ตครบวงจร

คนดูอย่างเรา มองเวทีคอนเสิร์ต เห็นศิลปินคนโปรดในแสงไฟ

คนทำคอนเสิร์ตอย่างหุย มองเห็นปรากฏการณ์อะไรที่คนทั่วไปมองไม่เห็นบ้าง

คอนเสิร์ต 3 ยุค

จากทฤษฎีส่วนตัวของพล เขาแบ่งโลกดนตรีและการจัดคอนเสิร์ตออกเป็น 3 ยุค

ยุคแรก ศิลปินและค่ายเพลงมีรายได้จากการขายเทป ซีดี ไวนิล ยอดขายสิ่งของที่เรียกว่า Physical เป็นรายได้ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หัวใจของยุคนี้คือศิลปินต้องทำเพลงดี (และดัง) ถ้าเพลงดี คนฟังชอบ ยอดขายเทปเยอะ รายได้จะกลับมาเป็นทุนในการทำงานรูปแบบอื่น รวมถึงโปรดักชันในการทำคอนเสิร์ตก็จะมากตาม

จุดพีกของยุคแรกอยู่ประมาณช่วงยุค 80 (ล้ำมายุค 90 ต้น ๆ นิดหน่อย) ศิลปินดัง ๆ มียอดขายเทปหลักล้าน โปรดักชันคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่อลังการ พลยกตัวอย่างคอนเสิร์ต The Wall ของ Roger Waters แห่ง Pink Floyd ที่เบอร์ลิน ระหว่างที่วงเล่นไป ฉากหลังมีการสร้างเป็นกำแพงเบอร์ลินจำลอง เมื่อถึงจุดไคลแมกซ์กำแพงจะพังลงมาตามเส้นเรื่องของเพลง ความใหญ่โต อลังการ เป็นจุดเด่นของยุคนี้

ยุคที่ 2 ศิลปินเผชิญปัญหาเทปผี แพลตฟอร์มออนไลน์ จนกระทั่งมาเกิดใหม่กับเว็บอัปโหลดวิดีโอที่เรียกว่า YouTube 

การแบ่งรายได้ของ YouTube และ Streaming ตามยอดวิวและ Subscriber กลายเป็นรายได้ที่พลิกฟื้นวงการดนตรีที่ซบเซาในยุค MP3 เราได้เห็นศิลปินมีมิวสิกวิดีโอยอดวิวหลักร้อยล้านเยอะมาก เป็นช่วงเดียวกับที่โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามากินพื้นที่สื่อดั้งเดิมมากขึ้น ถ้าเทียบเคียงเวลา พลวิเคราะห์ว่าเป็นช่วงที่ศิลปินค่ายกามิกาเซ่แบ่งบาน ประมาณช่วงทศวรรษ 2010

โมเดลธุรกิจดนตรียุค 2.0 จะคล้ายยุคแรก แค่เปลี่ยนจากยอดขายเทปเป็นยอดวิวยูทูบ ยิ่งยอดเยอะ ยิ่งมีเงินทำอะไรต่อได้มาก และยุคนี้เพลงยังเป็นสิ่งสำคัญอยู่

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ 3 ที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า TikTok

ปัจจุบันศิลปินที่มียอดวิวหลัก ‘ร้อยล้าน’ ในยูทูบมีน้อยมาก ส่งผลให้รายได้เข้าศิลปินน้อยลง ในทางกลับกันยอดใน TikTok กลับสูงขึ้นมากซึ่งมาจากอัลกอริทึมเพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่น จุดที่ต่างคือ TikTok ไม่แบ่งรายได้ให้คนทำคลิป แต่เปิดช่องให้ขายของแทน ต่อให้ยอดใน TikTok สูง ถ้าคุณไม่ขายของ ก็ไม่เกิดรายได้ 

TikTok ไม่จำเป็นต้องลงแค่เพลง ศิลปินเล่าเรื่องตัวเองได้ เผยตัวตนได้มากกว่าทุกยุค ศิลปินยุคนี้จึงต้องทำให้แฟนรักทั้งเพลงและตัวตนของเขาด้วย 

สิ่งที่มาช่วยเปลี่ยนยอด TikTok ให้เป็นรายได้ คือการขายของที่เน้นตัวศิลปิน การขายของทำได้ทางออนไลน์ก็จริง แต่การมาขายแบบออฟไลน์ตามงานอีเวนต์นั้นซื้อง่ายขายคล่องกว่า Norm ในการจัดงานจะคล้ายกันทั้งวง T-POP หรือวงอินดี้ แม้แต่ของเรียบง่ายอย่างเสื้อยืดก็สร้างรายได้หลักล้านให้กับศิลปินได้

ถ้ากลับมาที่เรื่องเพลง TikTok กลายเป็นพื้นที่หลัก ถ้าเพลงไม่ดังที่นี่ การต่อยอดทางธุรกิจก็ทำได้ยาก

พลบอกว่าสมัยก่อนการที่ศิลปินทำมากกว่าเพลงไม่ใช่เรื่องแปลก เราเห็นศิลปินทำเพลงหันไปเล่นละครกันเป็นปกติ แต่ยุคนั้นธุรกิจต่างหน่วยทำงานแยกกันได้ ละครอยู่ได้ด้วยโฆษณาจากช่อง ค่ายเพลงอยู่ได้ด้วยยอดขายเทปและงานจ้าง ต่างคนต่างหาเงินได้ด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบันทุกธุรกิจเชื่อมโยงกันหมด ศิลปินจึงต้องทำได้ทุกอย่างแบบ 360 เพื่อให้องคาพยพเดินหน้าไปได้

เมื่อยอดขายสินค้าสูง งบในการทำงานก็มากขึ้น คอนเสิร์ตเป็นหนึ่งในนั้น โปรดักชันล้ำ ๆ ที่เราเห็น มีที่มายอดกลับไปหาแพลตฟอร์มที่อยู่ในมือแฟนเพลงทุกคน

เวลาทำน้อยลง สร้างสรรค์มากขึ้น

กลับมาที่เรื่องโปรดักชัน พลบอกว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่วิธีคิดทำคอนเสิร์ตแทบไม่เปลี่ยนจากยุค 80 เลย นั่นคือทำให้คนดูไม่เบื่อตลอดโชว์ สิ่งที่เปลี่ยนคือเทคนิคและอุปกรณ์มากกว่า

การเปลี่ยนของอุปกรณ์มีที่มาจากเทคโนโลยีที่พัฒนา ส่วนเทคนิควิธีการนั้น มีปัจจัยหนึ่งที่มีผลมาก คือเวลาเข้าติดตั้งงานก่อนคอนเสิร์ตเริ่ม

พลเล่าว่าคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ ยุคก่อน เช่น งานของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีเวลาเข้าติดตั้ง 1 อาทิตย์ก่อนงาน ทีมโปรดักชันมีเวลาติดตั้ง ศิลปินมีเวลาซ้อมกับพื้นที่จริง

สมัยนี้คนทำคอนเสิร์ตมีเวลาแค่ 3 วันก่อนงาน เพราะเจ้าของพื้นที่คิดเงินในการเข้างานก่อนมากขึ้น ทำให้คนทำงานต้องบีบงบ เวลาทำงานจึงเหลือน้อยลง ปัญหานี้ทำให้นักออกแบบคอนเสิร์ตต้องพยายามคิดให้เสร็จ ออกแบบงานทุกอย่างให้จบก่อนไปติดตั้ง ไม่ไปคิดหน้างาน (เพราะไม่มีเวลา) 

เรื่องนี้กลับเป็นข้อดี เพราะทำให้คนทำคิดมากขึ้น ไอเดียในคอนเสิร์ตจึงดีขึ้น สนุกขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น ในขณะเดียวกัน อุปกรณ์ยุคนี้ก็เอื้อให้ทำงานล่วงหน้าได้เร็ว Program ไว้ก่อนได้หมด ส่งผลให้คุณภาพโปรดักชันคอนเสิร์ตงานยุคนี้โดยรวมดีขึ้น โดยใช้เวลาติดตั้งน้อยกว่าหรือเท่าเดิม ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ สมัยก่อนการทำไฟให้ Sync กับเพลงล่วงหน้าทำได้เฉพาะคอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน ยุคนี้ทำได้กับงานทุกระดับ จะวงป๊อปหรือวงอินดี้ก็ดีพอ ๆ กัน

อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องนี้มากคือคอมพิวเตอร์ที่ช่วยจำลองระบบล่วงหน้า อุปกรณ์ที่ Preview ผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า AI และระบบ Automation ที่ทำให้ไฟ จอ และอุปกรณ์ทำงานเชื่อมกันได้ทั้งหมด พึ่งพาการ ‘กดสด’ น้อยลง หนึ่งในคอนเสิร์ตที่เด่นเรื่องอุปกรณ์มากคือ คอนเสิร์ตล่าสุดของ พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ชื่อว่า PP Krit My Pleasure Concert พลเล่าว่ามีวิธีหลายอย่างที่เขาไม่เคยทำ เช่น ระบบสลิงเหาะแบบ 3 มิติที่นำเทคโนโลยี Skycam มาใช้ รางเลื่อนบนเวทียาว 10 เมตรที่สร้างเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เวทีสูง 8 เมตรที่มีอุโมงค์ด้านล่างไว้เก็บของ โชว์ที่ศิลปินขึ้นไปเดินบนจอพื้นเอียงแล้วแสดง Sync ไปกับภาพ เป็นต้น

เมื่อเวลาเข้าเซตน้อยลง ศิลปินต้องปรับตัวมากขึ้น ทุกวันนี้หลายค่ายใช้วิธีหาสตูดิโอจำลองพื้นที่คล้ายเวทีจริง เพื่อให้ศิลปินมีเวลาซ้อมก่อนจะเข้าพื้นที่จริง

แล้วพฤติกรรมคนยุค TikTok มีผลกับคอนเสิร์ตมั้ย พลบอกว่ามีผลใหญ่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือไอเดียในคอนเสิร์ต เขายกตัวอย่างคอนเสิร์ต BUS The 1st Concert LIGHT THE WORLD ที่มีสมาชิก 12 คน ทุกคนมีแฟนคลับของตัวเอง และต้องมีโชว์เดี่ยวของตัวเองในคอนเสิร์ตเดียวกัน พลเลยสร้างเส้นเรื่องว่า ศิลปินทั้ง 12 คนคือเด็กในดาวดวงหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรเลย พวกเขาต้องไปตามหาเมล็ดพลังเพื่อสร้างโลกนี้ให้กลับมามีชีวิต ช่วงที่ตามหาเมล็ดพลังก็คือการแบ่งช่วงให้น้องได้โชว์เดี่ยว เพื่อให้ตอบโจทย์แฟนเพลงของทุกคน

อีกเรื่องที่มีผลมาก คือการรับฟีดแบ็กคอนเสิร์ตที่เร็วกว่าเดิมมาก คนดูควักมือถือมาถ่ายรูปถ่ายคลิปในงานแล้วโพสต์ได้เลย ถ้าดีก็ชม (คลิปที่คนทำคอนเสิร์ตฟินมาก คือการทำ Reaction ของ YouTuber ที่มีต่อโปรดักชันคอนเสิร์ต) ถ้าไม่ดีก็ด่า คนทำคอนเสิร์ตเลยต้องสื่อสารกับแฟนเพลงแบบ Direct พลยกตัวอย่างตอนคอนเสิร์ตของ BUS ที่สะกดชื่อสมาชิกผิด เขาต้องลงจดหมายขอโทษในเพจทางการ นอกจากนี้พลยังต้องเปิดช่อง TikTok ชื่อ huichannel เพื่อเล่าเบื้องหลังคอนเสิร์ต อีกนัยหนึ่งก็เพื่อสื่อสารตรงกับแฟนเพลง และช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น

@huichannel

พาชาวบีอัส ไป Home tour บ้านน้อง BUS มาดูกันว่าบนเวทีมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง 👀🏡 #BUSbecauseofyouishine #HappyBUSDAY #HappyBUSDAYThe1styeardiaryconcert #HUI #คอนเสิร์ต #เบื้องหลังคอนเสิร์ต

♬ original sound – HUI – HUI
@huichannel

มาต่อ EP.2 ให้แล้วน้า เบื้องหลังโปรดักชั่น HappyBUSDAY The1st year diary concert 😲 #BUSbecauseofyouishine #HappyBUSDAY #HappyBUSDAYThe1styeardiaryconcert #HUI #คอนเสิร์ต #เบื้องหลังคอนเสิร์ต ร์ต

♬ original sound – HUI – HUI
@huichannel

คอนแรกทิ้งไมค์ คอนสองทิ้งตัว!! เบื้องหลังการทิ้งตัวของแฮนน่ามาแล้วค่า ถ้าชอบอย่าลืมกดไลค์กดติดตามและคอมเม้นกันมาเยอะๆน้า✨ #4eveNowOrNever #4eveNowOrNeverConcert #4EVE #XOXOentertainment #hannah4eve #4EVE #concert #เบื้องหลังคอนเสิร์ต

♬ original sound – HUI – HUI

ข้อดีอีกอย่างคือทำให้คนทั่วไปรู้จักโลกของโปรดักชันคอนเสิร์ตมากขึ้นด้วย เช่น คอนเสิร์ต The Eras Tour ของ Taylor Swift ก็มีคนทำคลิปว่าเทย์เลอร์กระโดดลงไป ‘ว่ายน้ำ’ บนเวทีได้อย่างไร

แต่ความเร็วในการเสพคอนเทนต์ไม่ได้มีผลกับ Pacing ของคอนเสิร์ตมากนัก เรายังได้เห็นคอนเสิร์ตที่ใช้เวลา Build คนนาน ๆ เหมือน The Wall อยู่ที่ตัวคนทำและศิลปินมากกว่าอยากให้คนดูรู้สึกแบบไหนระหว่างโชว์ 

คอนเสิร์ตยุคต่อไป

เทรนด์ของคอนเสิร์ตต่างประเทศยุคนี้ เน้นความเรียบง่ายแบบมินิมอล ดูฉลาดมากขึ้น มีไอเดียมากขึ้น 

ถ้ามองในระดับธุรกิจ พลตั้งข้อสังเกตว่าศิลปินต่างประเทศทำ World Tour มากขึ้น มีเป้าหมายในการขยายฐานแฟนเพลงในโซเชียลมีเดียให้กว้างกว่าในภูมิภาคของตัวเอง การทำทัวร์แบบนี้ลงโปรดักชันอลังการไม่ได้เหมือนยุค 80 คนทำงานจึงต้องออกแบบให้โปรดักชันเคลื่อนที่ง่าย ประกอบง่าย มีความ Mobility สูง ใช้ได้กับหลายพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ผู้คนได้เท่าเดิม

พลยังสนใจความเคลื่อนไหวของวงการละครเวทีที่เริ่มมีละครให้คนดูเข้าไปอยู่ในเรื่องแบบที่เรียกว่า Immersive เช่น ละครเวที Sleep No More ให้คนดูเข้าไปร่วมเล่นในเรื่องได้ ความจริงเทรนด์นี้มีมาสักพักแล้ว และเริ่มมีมากขึ้นในงานคอนเสิร์ต

“ผมคิดว่ารูปแบบคอนเสิร์ตจะค่อย ๆ เปลี่ยน มันจะไม่ใช่รูปแบบมหรสพที่เราไปนั่งดูในโรง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผมสนใจเรื่อง Immersive เยอะมาก ละครเวทีก็มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แทนที่เราจะนั่งดูละครแบบบรอดเวย์ ก็เปลี่ยนเป็นคนดูเข้าไปอยู่ห้องนั้น เวทีอาจจะอยู่ตรงกลาง อยู่ข้างบน หรือบางทีคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของเวทีไปเลย 

“ถ้าคิดวิธีนี้ คอนเสิร์ตอาจมีรูปทรงที่เปลี่ยนไป ให้เราเข้าไปสัมผัสสิ่งนั้น หรือเป็นส่วนหนึ่งของเวทีมากขึ้น เทรนด์น่าจะไปทาง Interact มากกว่าเดิม เช่น ผมเห็นคอนเสิร์ตศิลปินญี่ปุ่น คนดูจะได้เล่นแอปพลิเคชันในมือถือที่ Sync กับจอบนเวที ถ้าคนดูเล่นแอปฯ มากพอ จอจะเปิดให้เห็นนักดนตรี เราจะได้เห็นแบบนี้มากขึ้น”

แม้เราจะคุยกันเรื่องเทรนด์และความเปลี่ยนแปลง แต่พลย้ำบ่อยว่าวิธีคิดในการทำคอนเสิร์ตไม่ต่างจากอดีตเลย เพราะทุกคนยังมีเป้าหมายเดียวกัน มอบความสุขที่สุดให้คนดูที่นั่งรายล้อมอยู่หน้าเวที

ภาพ : พล หุยประเสริฐ และ TADA Entertainment

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก