วันนี้เราจะพาผู้อ่านย้อนไปถึงวันที่เราเดินทางไปสกลนครครั้งแรก
ออกตัวก่อนว่าไม่ได้พาไปกินเนื้อโคขุนโพนยางคำหรือหมูยอแผ่นเจ้าดัง เพราะอีกหนึ่งของดีเมืองสกลฯ คือผ้าย้อมคราม
แต่เที่ยวครั้งแรกทั้งทีไม่มีธรรมดาอยู่แล้ว จุดหมายปลายทางของเรา คือ ‘เฮือนทอ’ ศูนย์เรียนรู้พัฒนาด้านหัตถศิลป์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก
ชุมชนแห่งนี้สืบทอดภูมิปัญญาการย้อมครามจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่การปลูกคราม ปลูกฝ้าย ย้อม ทอ เดิมใช้ครามเป็นวัตถุดิบในการย้อมสีผ้า ทำเครื่องนุ่งห่มหรือทำเครื่องงานบุญในพิธีเฉลิมฉลอง จะมีก็เพียง แม่มงคล ไขลามเมา ประธานกลุ่มวิสาหกิจที่ริเริ่มรวมกลุ่มในชุมชน เอาสีจากครามมาย้อมฝ้าย ทอผ้ามัดหมี่ และนำไปแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน
กระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากโครงการเซ็นทรัล ทำ มามอบความรู้และทักษะ ทำให้มีสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น สนับสนุนช่องทางการจำหน่ายในร้าน Good Goods คอนเซปต์สโตร์ที่ขายสินค้าจากภูมิปัญญาไทยในสไตล์สากล เช่น งานคราฟต์ของโครงการเซ็นทรัล ทำ รวมทั้งปรับปรุงอาคารสถานที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ พัฒนาร้านค้า แตกไลน์สู่การใช้สีธรรมชาติจากป่าของชุมชน และทำเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งทำให้เราได้มาสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด นำเที่ยวด้วยรถสามล้อสุดวินเทจ โดยมีสาวน้อยสาวใหญ่พาทุกคนไปตะลุยทุกซอกมุมในบ้านเกิด
ปัจจุบันแม่มงคลหันมาทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติเพิ่มเติม โดยมีสมาชิกกลุ่มเป็นสาวในหมู่บ้านกว่า 60 คน

หมู่บ้านสาวย้อมคราม
“ที่สกลนครนิยมปลูกข้าวเม่ากับคราม แต่เรายึดคราม เพราะเราเป็นกลุ่มแม่บ้านทำนา” แม่มงคลเล่าที่มาที่ไปให้เราฟัง ทำให้รู้ว่าที่นี่สนุกตั้งแต่ชื่อเฮือนทอ โดย เฮือน เป็นภาษาอีสาน แปลว่า บ้าน ส่วนทอก็หมายความตามนั้น แต่ความหมายที่แท้จริงจากคำบอกเล่าของประธานกลุ่มวิสาหกิจ คือการทอแบบบ้านใครบ้านมัน
ปกติวิสาหกิจชุมชนส่วนมากมักรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แต่ชุมชนนี้ดำเนินการโดยยึดความสบายใจของแม่ ๆ เป็นสำคัญ คือบ้านนี้ถนัดทอ บ้านนี้ถนัดปลูก บ้านนี้ถนัดย้อม ก็ทำที่บ้านของตัวเองไป
การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการมุ่งหน้าไปบ้าน แม่นี ผู้รับหน้าที่เป็นนักปลูกครามมือฉมัง

ต้นครามที่ว่าไม่ได้มีสีครามอย่างที่คิด กลับมีหน้าตาเหมือนต้นไม้ทั่วไป ความสูงระดับช่วงเอว แต่ที่แปลกตาหน่อยคือพื้นหญ้าถูกคลุมด้วยถุงสีดำ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะกันไม่ให้หญ้าหรือวัชพืชขึ้นเยอะ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นครามเจริญเติบโตได้ช้า สวนของแม่นีเก็บผลผลิตได้ถึง 3 ครั้ง ใช้เวลา 3 – 4 เดือนจนครามออกหมาก ใบมีสีเข้มจึงจะเก็บเกี่ยวได้ นั่นแปลว่าเธอส่งครามให้หมู่บ้านตลอดทั้งปี
แม่นีเล่าเรื่องครามให้ฟังว่า ครามมี 2 สายพันธุ์ คือครามฝักตรงกับครามฝักงอ ฝักงอมีใบหนา แต่สีไม่ค่อยสวย ส่วนฝักตรงจะเงางามกว่า ต้นไม้ที่สูงตรงเด่ตรงหน้าคงไม่ต้องเฉลยว่าเธอปลูกสายพันธุ์อะไร

ใกล้ ๆ กันกับบ้านแม่นี เราตามวิถีผ้าไปยังบ้าน แม่มล นักปั่นฝ้ายประจำหมู่บ้าน เธอเขินอายเล็กน้อยเวลามีคนมาจ้องมอง แต่ก็เล่าให้ฟังด้วยสำเนียงท้องถิ่นว่า กำลังปั่นฝ้ายสีชมพูจากเปลือกต้นถ่อนให้เป็นเส้นด้าย หากเป็นเส้นปั่นจะนำไปส่งที่บ้าน แม่แต่น หากเป็นเส้นยืนจะนำไปส่งที่บ้าน แม่เต่า
“ตอนทำผ้าครามขายใหม่ ๆ เราทำแต่ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ด้วยวิธีทอหมี่ พอลูกชายมาเห็น ก็ช่วยดีไซน์ให้ชุดดูแฟชั่น ร่วมสมัย แต่ใช้เวลานานกว่าจะปรับแม่ ๆ ได้ เพราะเขาเคยทอหมี่มานานมาก” ประธานกลุ่มบอกเราว่าแม่เต่าคือหนึ่งในนั้น

บ้านสาวใหญ่หลังนี้มีกี่ทอผ้าเก่าแก่พอ ๆ กับอายุ แม่เต่ากำลังทอผ้าสีครามอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเสียงไม้กระทบกันสลับกับเส้นด้ายที่ถักทอทีละเล็กน้อย มีเพียงแสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่และดวงไฟเล็ก ๆ เหนือหัว บ่งบอกว่าแม่เต่ารักอาชีพนี้มากเพียงไร
กลุ่มทอผ้าบ้านกุดจิกยังคงทอหมี่ เพราะการจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเฒ่าคนแก่ให้หันมาทำผ้ามัดย้อมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งต้องม้วนผ้าให้แน่น น้ำหนักมือก็ต้องดีตาม แต่เราเชื่อว่าการเพิ่มพูนความรู้เรื่องสีธรรมชาติ จนทำให้แม่เต่าได้ทอผ้าสีอื่นนอกเหนือจากครามบ้าง คงสร้างความสนุกให้เธอไม่น้อย
“การย้อมสีธรรมชาติ เราเคยแต่เอาเพกา ประดู่แดง มาย้อมให้เข้าคู่กันกับคราม แต่โครงการเซ็นทรัล ทำ เอาครูมาช่วยสอนในสิ่งที่เราไม่รู้ บอกเราให้เอาต้นอื่น ๆ มาลองย้อมด้วย ดีกว่าปล่อยทิ้งให้ร่วงไปเฉย ๆ เราจึงหันมาทำผ้ามัดย้อมจริงจัง จนกลายเป็นรายได้หลักของชุมชนในตอนนี้” แม่มงคลเล่าพร้อมรอยยิ้ม
Mix & Match
แม่มงคลกับแม่มลร่วมย้อมผ้าครามขายเป็นสินค้า OTOP ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เธอชวนเราย้อนไปถึงวันที่ได้เจอโครงการเซ็นทรัล ทำ ซึ่งชวนทุกคนมาร่วมมือกันสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน แม่บอกตามตรงว่าเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดวงหรือโชคชะตาพาไปกันแน่
ไม่นานหลังจากทำความรู้จัก พวกเขาก็ตกลงปลงใจลงเรือลำเดียวกัน โครงการเซ็นทรัล ทำ เข้ามาเติมในส่วนที่ชุมชนยังขาด นำครูมาสอนการมัดย้อมลายชิโบริแบบญี่ปุ่น งานเขียนด้วยเทียนแบบผ้าบาติก รวมถึงแนะนำอุปกรณ์ทุ่นแรงอย่างกี่พกพา จากมีสมาชิกเพียง 20 คนในตอนแรก ก็ขยับขยายขึ้นมาเป็น 60 คนอย่างก้าวกระโดด
สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายในร้าน Good Goods ร้านขายสินค้างานคราฟต์ของโครงการเซ็นทรัล ทำ และแตกไลน์สู่การใช้สีธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ยังกลายเป็นรายได้ที่มั่นคง
“เขาเห็นคนในกลุ่มรายได้ดี ย้อมครามแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นถึงทยอยเข้ามาร่วม แรก ๆ คือยากมากที่จะดึงคนมารวมกัน เพราะคนในชุมชนต้องไปทำไร่ทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย แต่ตอนนี้ทำผ้าได้แทบทุกครัวเรือน เราสอนกระบวนการให้หมด แล้วให้กลับไปทำที่บ้าน ใครทำได้เร็วก็ยิ่งได้เงินไปซื้อข้าวปลาอาหาร บางคนมีร้านขายของชำที่บ้านด้วย เป็นการกระจายรายได้โดยอัตโนมัติ
“ปัจจุบันเราปันเวลามาทำมัดย้อมเป็นส่วนใหญ่ เพราะตอนนี้ออร์เดอร์ของ Good Goods เยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่อยากมาเรียนรู้การทำมัดย้อมเราก็พร้อมจะส่งมอบความรู้ แต่เขาต้องเปิดใจ เพราะมัดย้อมสีธรรมชาติมันเหนื่อย”
พอได้ทดลองทำกระเป๋ามัดย้อมเองเป็นใบแรกในชีวิตถึงได้เข้าใจ ยิ่งได้อยู่ท่ามกลางนักย้อมผ้าระดับเทพก็ยอมรับว่าหมดแรงกับการปาดเหงื่อไปพอสมควร
โรงย้อมครามแห่งนี้เป็นผลงานของโครงการเซ็นทรัล ทำ ที่เข้ามาปรับปรุงอาคารสถานที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ช่วยสร้างพื้นที่ให้แม่ ๆ มีสถานที่ทำงานได้มาตรฐาน ส่วนโอ่งนับสิบก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของ ไม่ต้องทนตากแดดลมฝนอีกต่อไป
แม่มงคลคงเห็นหน้าเราเหลอหลาเลยรีบเข้ามาให้ความรู้ว่าหากอยากได้ลายก้นหอย ต้องม้วนผ้าตามเข็มนาฬิกา มัดยางให้แน่นและเป็นระเบียบ มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง พอหวังถึงของดีกับเขาได้บ้าง
ขั้นตอนต่อมาคือการนำเจ้าก้อนผ้าไปย้อมครามด้วยกรรมวิธีย้อมเย็นสมชื่อ นั่นคือการจุ่มผ้าทั้งก้อนลงไปในโอ่งครามที่ถูกหมักปูนกินหมากไว้ข้ามคืน ก่อนขยำขยี้สุดแรงให้เข้าเนื้อ
ถัดมาคือการค่อย ๆ แกะก้อนผ้าสีฟ้าเหมือนเงาะถอดรูป เผยให้เห็นกระเป๋าผ้าลวดลายก้นหอยสมใจ แต่ต้องนำไปผึ่งแดดและซักอีกครั้งถึงจะพร้อมใช้งาน ราวตากผ้าหลังบ้านแม่มงคลตอนนี้จึงเต็มไปด้วยกระเป๋าเปียกซ่กกับพื้นหญ้าสีฟ้าคราม
ไม่เพียงเท่านั้น หากเดินผ่านราวตากผ้าเข้าไปจนสุดตัวบ้าน จะเจอโรงย้อมผ้าดั้งเดิมซุกซ่อนอยู่ ที่นี่ไม่มีกลิ่นหอมกรุ่นจากเตาอาหาร แต่มีควันไฟจากเตาย้อมผ้าที่แม่มลกำลังกวนจนได้ที่ เผยให้เห็นสีสันจัดจ้านจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการย้อมร้อนจนไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว พร้อมฉากด้านหลังที่เป็นใครก็ต้องยกมือถือมาถ่ายรูป นั่นคือราวเสื้อผ้าของแบรนด์ Good Goods ในคอลเลกชันพิเศษที่ชวน MOO แบรนด์ลูกของ หมู Asava มาออกแบบตั้งแต่หัวจรดเท้า เปิดตัวไปในเดือนสิงหาคมนี้
“ถ้าคนเรียนสูงคงพูดได้ แต่แม่รู้สึกเหมือนฝัน” แม่มงคลตอบน้ำตารื้น เมื่อเราถามว่าเธอคิดจะมาไกลถึงจุดนี้หรือไม่
“เราเป็นคนบ้านนอก อยู่ในชุมชนที่ห่างจากตัวเมือง ห่างไกลความเจริญ คนก็บอกอยากมาดูแต่ไกลมาก แต่ทั้งเซ็นทรัล ทั้งคุณหมูกลับเข้ามาหาเราถึงที่ เขาเป็นคนออกแบบลาย ส่วนเราเป็นคนย้อมกลับไป ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ มันเหมือนฝัน” เธอย้ำความรู้สึกตื้นตันใจอีกครั้ง
สายตามองพ้นหลังคาออกไป ท่ามกลางแดดจัดจ้านยังมีราวเสื้อผ้ามัดย้อมเฮือนทอ ออกแบบโดยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่มงคล หากใครสนใจ มีวางจำหน่ายที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่
สายรุ้งในป่าใหญ่
สามล้อคันเดิมหยุดหมุนที่หน้าทางเข้าป่าขนาดใหญ่ มีป้ายเขียนไว้อย่างดีว่า ‘ป่าให้สีธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายของเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนบ้านกุดจิก

ใช่แล้ว ที่นี่เป็นแหล่งผลิตสีจากธรรมชาติชั้นดีที่แม่ ๆ ทั้งหลายใช้เป็นวัตถุดิบย้อมผ้า
คราวนี้โครงการเซ็นทรัล ทำ ไม่ได้ทำแค่เชิญคุณครูงานฝีมือมาสอนทุกคนย้อมผ้า แต่พาอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ นักวิจัยสิ่งทอ และผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ไม้จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร มาปรับปรุงที่ดินขนาด 18 ไร่ของครอบครัวแม่มงคลด้วย
เหล่าอาจารย์เล่าว่าการปรับปรุงที่ดินผืนนี้ใช้เวลากว่า 1 ปี กว่าจะรู้ว่าต้นไม้ต้นไหนให้สีได้ ที่นานขนาดนั้นก็เพราะว่าพวกเขาตั้งใจให้ป่าแห่งนี้ให้สีมากถึง 7 สี ตามเฉดสีของสายรุ้ง

ที่นี่มีต้นสักให้สีม่วง ต้นครามให้สีฟ้า ต้นเต็งให้สีเขียว ต้นรางแดงให้สีเหลือง ต้นเพกาให้สีส้ม ต้นฝางให้สีแดง และต้นไม้ให้สีอื่น ๆ อีกกว่า 10 ชนิด โดยใช้ชิ้นส่วนแตกต่างกัน บ้างใช้เพียงเปลือกไม้ บ้างใช้ส่วนใบ ราก แก่น กิ่ง
เดิมชาวบ้านจะย้อมครามด้วยวิธีย้อมเย็นด้วยตัวเอง คือการจุ่มผ้าลงไปในโอ่งแบบที่เราเล่าไปข้างต้น ปัญหาคือเฉดสีไม่แน่นอนตามต้องการ เพราะอาศัยตวงวัดจากการคาดคะเนเอา ขาดตรงไหนก็เติมตรงนั้น การมีนักวิจัยสิ่งทอจึงช่วยให้แม่ ๆ ได้สีธรรมชาติที่คงทนถูกใจเสียที แถมยังได้เรียนรู้กระบวนการย้อมร้อนหรือการต้มผ้าในหม้อ สำหรับพืชชนิดอื่น ๆ อีกด้วย
แม่มงคลหยิบเปลือกไม้มาให้เราดูใกล้ ๆ มองผ่านไปเห็นรอยมีดฝานบนลำต้นอยู่ไม่ไกล เว้าแหว่งเพียงความสูงระดับช่วงเอวของแม่เท่านั้น
“ถ้ามีคนถามว่าทำไมถากบนถากล่าง เพราะเราพยายามรักษาความสูงให้อยู่เท่านี้ คือเอาเท่าที่ตัวเองยืนถนัดก็พอ ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ทำลายลำต้น” เธอไขข้อข้องใจ
“ต้นประดู่จะให้สีแดง เราเอาเปลือกของต้นประดู่มาต้ม กรองออกเพื่อได้สีที่ต้องการ แต่มันมียาง ต้องรีบล้างออก ไม่งั้นสีจะไม่สม่ำเสมอ ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไมแต่ละบ้านถึงให้สีแดงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาไปผสมกับมอร์แดนท์อะไร”
มอร์แดนท์ หรือคำที่เราได้ยินบ่อยมากในป่านี้ ขออธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่ามันคือสารช่วยย้อม เช่น ปูนแดง โคลน สารส้ม น้ำสนิม จะเติมมาก เติมน้อย ไม่เติมเลย หรือการเปลี่ยนมอร์แดนท์ก็ส่งผลต่อเฉดสีของผ้าทั้งสิ้น
ตัวแปรอีกอย่างคือฤดูกาล ในหน้าฝนนี้ต้นประดู่จะให้สีแดงไม่เข้มข้นเท่าหน้าแล้ง เพราะรากดูดซึมน้ำเยอะ เปลือกจึงมีสีเจือจางลงตามไปด้วย

คำถามต่อมา ถ้าขยายการผลิตไปเรื่อย ๆ วัตถุดิบจะมีพอใช้หรือไม่
ทางเซ็นทรัล ทำ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมมือกับชุมชนในการขยายพันธุ์ไม้ ปลูกป่าเพิ่ม ซึ่งทุกคนเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว
“ตอนนี้เราขอวัตถุดิบตามไร่นาของบ้านสมาชิกแต่ละคน เราเลยวางแผนปลูกป่าเพิ่ม โดยต้องให้สีทั้ง 7 สี ต้นไม้ช่วยให้อากาศดีด้วย ช่วยสร้างอาชีพด้วย ในอนาคตคนในชุมชนจะเกิดการอนุรักษ์เพื่อทำสิ่งเหล่านี้” อาจารย์กล่าว
นอกจากเป็นป่าที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนในหมู่บ้าน ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ชั้นดี เพราะไม้ทุกต้นที่ผ่านการวิจัยแล้วจะมีป้ายชื่อพร้อม QR Code ให้สแกนดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย
กับข้าวกับ (หลาม) ปลา
เราขอนำเสนอสำนวน หนีร้อนมาพึ่งเย็น อีกหนึ่ง เพราะตกบ่ายตะวันคล้อยก็ขอขลุกตัวอยู่ในร้านขายสินค้าของแม่มงคล
ไม่เพียงไปเยี่ยมชมป่าให้สี เส้นทางท่องเที่ยวนี้ยังพาไปเรียนรู้วัฒนธรรมภูไทผ่านการกินอาหารพื้นถิ่น ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเฮือนทอ
กับข้าวที่คนเมืองอย่างเราไม่คุ้นตาและหากินได้ยากนี้ เสิร์ฟพร้อมข้าวฮางด้วยกรรมวิธีชาวไทยอีสานดั้งเดิม โดยนำข้าวเปลือกมาผ่านการแช่ นึ่ง ผึ่ง สี ก่อนจะนำมาหุง ทำให้ข้าวคงสารอาหารและคุณประโยชน์ครบถ้วน ให้เนื้อสัมผัสก้ำกึ่งระหว่างข้าวสวยกับข้าวเหนียว
ตามมาด้วยเมนูไก่สมุนไพร น้ำพริกปลาทูแนมผักต้ม-ทอดสมุนไพร และเมนูชาวภูไทอย่างหลามปลานิลในกระบอกไม้ไผ่ แกงอ่อมไก่ที่ผสมรสชาติฝาดลิ้นจากกล้วยห่าม และอุ๊กะปู เคี่ยวเอาแต่น้ำปูเน้น ๆ ส่วนเนื้อ ๆ ก็ปรุงรสด้วยผักพื้นบ้าน ให้รสชาติปะแล่ม แต่กินเพลินจนหมดจานไม่รู้ตัว

ซื้อมาขายใจ
พอตกบ่ายตะวันคล้อย เราขอขลุกตัวอยู่ในร้านค้าของชุมชน
ข้างในนี้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าฝีมือแม่ ๆ ที่เก๋ไก๋สมราคาคุย ลวดลายประณีต ดีไซน์หรูหรา เหมาะแก่การช้อปไปออกงาน ส่วนใครไม่ใช่สายกรุยกรายขอเชิญราวหลัง แน่นอนว่าเราพุ่งตัวไปอย่างไว เพราะอดใจไม่ไหวขออุดหนุนเสื้อครอปทรง Oversized มาหนึ่งตัว พี่ช่างภาพไม่ต้องพูดถึง รายนั้นไม่วายอุดหนุนกางเกงทรงขากระบอกกลับบ้านไปอีก 2 ทั้งยังได้ผ้าขาวม้าสีสดใสมาอีกคนละผืน โดยมีแม่มงคลยิ้มแป้นอยู่ไม่ห่าง

นอกจากขายสินค้าแล้ว ร้านนี้ยังเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานที่เฮือนทอร่วมกับแบรนด์ระดับประเทศอีกมากมาย สร้างความภาคภูมิใจให้ทุกคนเสมอเมื่อนั่งล้อมวงรำลึกความหลังกันที่นี่
ได้เสื้อตัวใหม่ยังไม่พอ บรรดาแม่ ๆ ยังเตรียมอาหารว่างอย่างแกงบวดฟักทองรสหวานลิ้น กับส้มโอลูกโต ๆ หวาน ๆ ไว้มัดใจสาวเมืองกรุงให้ลาจากสกลนครด้วยความเสียดาย
แม้จะเป็นประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เพียง 1 วัน แต่การสำรวจหมู่บ้านของสาวนักย้อม และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นกับคนท้องถิ่นที่รักบ้านเกิดตัวเองยิ่งกว่าใคร ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จึงสำคัญกับชุมชน
มันไม่เพียงทำให้พวกเขามีรายได้มั่นคง แต่ยังได้สืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับคนแปลกหน้า นั่นแหละคือสินค้าที่พวกอยากขายที่สุด และเราหวังว่าคุณจะตามไปซื้อ





