20 พฤศจิกายน 2025
685

ว่ากันว่าตาของคนเราจำแนกสีได้นับ 10 ล้านสี

มนุษย์อยู่คู่กับสีมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก น้ำสีฟ้า ไฟสีแดง ดินสีน้ำตาล ใบไม้สีเขียว

น่ามหัศจรรย์ที่สีสันมีผลทางจิตวิทยาที่ต่างกัน บางสีเห็นแล้วเศร้า หดหู่ บางสีเห็นแล้วกระปรี้กระเปร่า สนุกสนาน แต่ละสีจึงถูกนำไปใช้กับกิจกรรมในแต่ละวัตถุประสงค์ เช่น สีสดใสใช้ในงานเฉลิมฉลอง ขณะที่สีดำหม่นใช้ในงานที่เศร้าหมอง

สียังมีการให้ความหมายต่างกันออกไป อย่างสีชมพูแทนความรัก สีน้ำเงินแทนความกล้าหาญ หรือสีขาวแทนความบริสุทธิ์

หลังจากฟังจากปากของ เตย-มนสิชา รุ่งชวาลนนท์ นักเขียนเจ้าของผลงาน HISTORY PALETTE ประวัติศาสตร์มีสี ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ ‘พื้นที่ให้เล่า’ และวิทยากรในเสวนา ‘ประวัติศาสตร์มีสี ว่าด้วยสีในเทศกาลแบบไทยๆ เทศๆ’ โปรแกรมทอล์กต้นเดือนพฤศจิกายนที่จัดโดยมิวเซียมสยาม เราก็พบว่าเรื่องสี ๆ มีอะไรอีกมากที่เพิ่งได้รู้ 

ในจักรวาลสีอันกว้างใหญ่ หลายสีมีประวัติศาสตร์อยู่เบื้องหลัง และมีเทศกาลอีกมากมายที่คนจดจำได้จากสี 

สีของเลือดนี้แทนถึงพลังอันยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโรมัน ส่วนทางคริสต์ศาสนาก็ใช้เป็นสีเสื้อคลุมของพระคาดินัล และใช้กับมรณสักขี บุคคลที่ยอมตายดีกว่าละทิ้งศรัทธาต่อศาสนา

ใน สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ เล่าถึงการแย่งชิงบัลลังก์อังกฤษของราชวงศ์ยอร์กกับแลงคาสเตอร์ แต่ละฝั่งใช้สีดอกกุหลาบเป็นตัวแทน สีแดงเป็นตัวแทนของแลงคาสเตอร์ สื่อถึงความกล้าหาญและการต่อสู้ ยอร์กใช้สีขาว สื่อถึงความบริสุทธิ์ เกียรติ และศักดิ์ศรี

ส่วนสีแดงของดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ยังนำมาใช้รำลึกถึงผู้เสียสละในสงคราม อย่างในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใช้ ‘ดอกป๊อปปี้’ ส่วนในรัสเซีย ‘ดอกคาร์เนชันสีแดง’ และการจุดไฟที่ Eternal Flame ก็ใช้อาลัยถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2

สีดำ : ความมืด ความตาย และความโศกเศร้า

ในหลายวัฒนธรรม สีดำเกี่ยวข้องกับความเศร้าและความตาย เรามักเห็นศิลปินใช้สีดำเพื่อเล่านัยถึงสัจธรรม ความจริง และการตระหนักรู้ในความไม่เที่ยงของชีวิต

ทางศาสนา สีดำใช้ตรงข้ามกับความดีอยู่เสมอ เช่น ปีศาจ ซาตาน และแม่มด แต่เมื่อสีดำอยู่คู่กับสีขาวกลับประกอบสร้างความหมายใหม่ คือความถ่อมตน การเข้าใจ และยอมรับความบริสุทธิ์ของชีวิต นักบวชในศาสนาคริสต์บางคณะเลยมียูนิฟอร์มสีดำ-ขาว

ในช่วงศตวรรษที่ 16 ราชสำนักสเปนยุครุ่งเรืองนิยมแฟชั่นโทนดำ-ขาว ดังที่ปรากฏในภาพวาดหลายชิ้น เพราะเครื่องแบบสีดำไม่เพียงแต่แสดงถึงอำนาจ เกียรติยศ และความอ่อนน้อมถ่อมตนเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเรียบแต่โก้ด้วย

สีขาวมาพร้อมกับความบริสุทธิ์ และเป็นภาพจำของสีชุดเจ้าสาวในวันแต่งงาน แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้เจ้าสาวในยุโรปไม่นิยมใส่สีชุดสีขาว แต่มักเลือกแต่งชุดสีอะไรก็ได้ที่สวยที่สุด

กระทั่งสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ทรงนำเทรนด์ด้วยชุดเจ้าสาวสีขาวเรียบง่าย เพราะไม่อยากเป็นภรรยาที่เด่นเกินพระสวามี และต้องการโชว์ลูกไม้ของอังกฤษ ซึ่งชาวอังกฤษมีความสามารถด้านการทำลูกไม้ รวมถึงเลือกสวมมงกุฎดอกส้มสีขาวแทนถึงความรักบริสุทธิ์

หลังจากนั้นมา กระแสวิกตอเรียนก็พาชุดเจ้าสาวสีขาวแพร่กระจายไปทั่วโลก

สีน้ำเงินเคยสงวนไว้สำหรับกษัตริย์และชนชั้นสูง สีชุดของแม่พระและพระเยซูในภาพเขียนยุคเรเนสซองส์ จึงใช้สีน้ำเงินเพื่อแสดงความสำคัญ

เหตุผลคือสมัยนั้นสีน้ำเงินหายากและมีราคาแพง โดยเฉพาะ ‘สีอัลตรามารีน’ (Ultramarine) รงควัตถุสีน้ำเงินเข้มที่มีค่ามากกว่าทอง ทำมาจาก ‘ลาพิส ลาซูลี’ แร่หายากที่ต้องข้ามน้ำไปเอามาจากอัฟกานิสถาน 

ปัจจุบัน หลายผลสำรวจบอกตรงกันว่าสีน้ำเงินเป็นสีที่คนชอบที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นสีกลางที่มีความยูนิเซ็กซ์ ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ แถมไม่จำกัดช่วงอายุ

แต่ก็เคยมีช่วงหนึ่งที่สีโยงเข้ากับเพศใดเพศหนึ่ง คนยุคกลางเชื่อกันว่า ในตอนผู้หญิงท้อง หากดูแลครรภ์ให้ดีมีความอบอุ่น เด็กจะเกิดมาเป็นผู้ชาย แทนด้วยสีธาตุร้อนอย่างสีแดง-ชมพู แต่หากแม่ดูแลไม่ดี ครรภ์ไม่อบอุ่น ทำให้เด็กเกิดมาเป็นผู้หญิง ก็แทนด้วยสีธาตุเย็นอย่างสีฟ้า-น้ำเงิน

ส่วนแนวคิดที่ว่าสีฟ้าต้องคู่เด็กชาย ชมพูคู่เด็กหญิง น่าจะเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลทางการตลาดและการประโคมของสื่อเมื่อไม่ถึงร้อยปีมานี้ อาจเพราะความสับสนจากภาพเขียนรูป The Blue Boy เด็กชายในชุดสีน้ำเงิน ของ Thomas Gainsborough และ Pinkie เด็กหญิงสวมชุดสีชมพู ของ Thomas Lawrence ที่เขียนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนทำให้อเมริกันชนทึกทักไปว่ามีการจับคู่สีกับเพศมานานแล้ว

ก่อนจะกลายเป็นตัวแทนของความน่ารัก สัญลักษณ์ของหญิงสาว สีชมพูเคยเป็นสีที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ไม่มีชื่อเรียก และในภาษาอังกฤษยุคเก่า คำว่า Pink ถูกใช้เรียกแทนดอกไม้ ไม่ใช่สี

กระทั่งยุคแวร์ซายส์ เสื้อผ้าสีชมพูอินเทรนด์มากขึ้นในราชสำนักฝรั่งเศส ในฐานะสีแดงที่ดูมีความแฟชั่นกว่า หญิงใส่ได้ ชายใส่ดี

มาดาม เดอ ปงปาดูร์ สนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำให้สีชมพูนิยมในวัง โปรดการสวมชุดสีนี้มาก จนบริษัทออกแบบเซรามิก ต้องผลิตสี Rose Pompadour มาให้ใช้โดยเฉพาะ 

อีกทั้งยังเป็นผู้นำเทรนด์การแต่งหน้าสีชมพูจัด เพราะฝรั่งเศสในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า เวลาผู้หญิงบริสุทธิ์เขินอาย หน้าจะขึ้นสีชมพูจากความไร้เดียงสา และกลายเป็นผู้นำแฟชั่นด้านการแต่งหน้าในยุคนั้น

ในจักรวาลสี สีม่วงได้รับการให้ค่าสูงกว่าสีแดงในเชิงอำนาจนิยม สีม่วงในสมัยโรมันจึงเป็นสีที่เกี่ยวกับพระเจ้าและจักรพรรดิ 

จักรวรรดิโรมันนิยมสีม่วงจากเมืองไทร์ (Tyrian Purple) ใช้เปลือกหอยทากทะเลที่พบเฉพาะในเมืองไทร์ (ประเทศเลบานอนในปัจจุบัน) นับหมื่นตัวมาผ่านกรรมวิธีจนได้สีย้อมผ้าออกมาในจำนวนน้อยนิด สีม่วงจากเมืองไทร์จึงใช้เฉพาะชนชั้นปกครองเท่านั้น

ในสมัยหลัง เรายังเห็นร่องรอยของสีม่วงคู่กับความเป็นจักรพรรดิ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษ ชุดคลุมด้านนอกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนเข้าร่วมพิธีเป็นสีแดงที่หมายถึงกษัตริย์ แต่เมื่อทำพิธีเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เสร็จ จะทรงเปลี่ยนชุดและมงกุฎเป็นสีม่วง เพื่อแสดงสิทธิ์เทียบเท่าจักรพรรดิ และประกาศว่าอังกฤษเป็นอิสระ ไม่เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจใคร

สีเหลืองมีความหมายทั้งดีและร้าย

ในบางทฤษฎียกให้สีเหลืองเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ สังเกตได้จากภาพในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการที่ใช้สีเหลืองเป็นพื้นหลัง และภาพพระเยซูหรือนักบุญจะมีฮาโลหรือรัศมีวงกลมด้านหลังเป็นสีเหลืองทองเสมอ

แต่ในบางครั้ง สีเหลืองก็มีความหมายในแง่ลบ กลายเป็นสีของความหลอกลวงและคิดคด เราจึงเห็น ยูดาส สาวกผู้ทรยศพระเยซูใส่เสื้อคลุมสีเหลือง

ตอนหลังมีการค้นพบว่าน้ำดีของคนเป็นสีเหลือง ทำให้มีความคิดหนึ่งที่ว่า สีเหลืองในตัวคนเป็นตัวการทำให้โกรธและป่วย

มุมมองในแง่ลบต่อสีเหลืองยังเห็นจากกบฏสมัยก่อนมักถูกตีตราด้วยสีเหลือง เช่นกันกับเขตโรคระบาดที่ใช้กางเขนสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ หรือในเชิงวรรณกรรม วิลเลียม เชกสเปียร์ ก็จับตัวละครหนึ่งใส่ถุงน่องสีเหลืองที่แทนถึงความหลงผิดและมีความคิดไม่ปกติ 

ต่อมาในยุค 1970 สีเหลืองเปลี่ยนความหมายอีกครั้ง เป็นสีแทนความอาลัยและรอคนรัก หญิงอังกฤษและสหรัฐฯ ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้กับต้นไม้ เพื่อเฝ้าคอยสามีที่จากบ้านไป

สีเขียวมีความหมายในแง่บวก สื่อถึงการเกิดใหม่ และฤดูใบไม้ผลิหลังผ่านพ้นฤดูหนาว 

ในอิตาลียุคหนึ่ง สีเขียวอยู่คู่กับชนชั้นพ่อค้า ในภาพวาดอันโด่งดัง The Arnolfini Portrait ของ Jan van Eyck จิตรกรชาวดัตช์ สตรีในภาพสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียว แสดงถึงภูมิหลังที่มาจากชนชั้นวานิช

เมื่อก่อนสีเขียวเป็นสีที่ย้อมยาก ต้องย้อมสีเหลืองกับน้ำเงิน คนที่ซื้อเขียวได้ต้องเป็นชนชั้นที่มีเงินประมาณหนึ่ง แต่ในสมัยวิกตอเรียน สกัดสีเขียวอ่อนที่มีความสดใสจนฮิตกันทั่วเมืองได้ ทั้งใช้ทำวอลล์เปเปอร์ห้องเพื่อแสดงความร่ำรวยหรูหรา พ่นผักให้ดูน่ากินยิ่งขึ้น และแต้มแต่งสารพัดสิ่งของ

ภายใต้ความสวยสดใสนั้นกลับมีภัยเงียบอย่างสารหนูซ่อนอยู่ ทำให้คนที่อยู่กับสีเขียวนี้นาน ๆ ไม่ว่าจะในห้องหรือกินอาหาร ก็ทยอยล้มป่วย และเด็กบางคนถึงตายเพราะสูดสารพิษเข้าไป

วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร เคยกล่าวไว้ว่า “สีน้ำตาลคือสีที่น่าสงสาร”

เคยรู้สึกไหมว่า เวลาเราใส่เสื้อสีน้ำตาลมักจะดูหมอง สีเสื้อไม่ส่งหน้า ไม่น่าแปลกใจและคุณไม่ได้คิดไปคนเดียว เพราะมีผลสำรวจบอกว่า สีน้ำตาลเป็นสีที่คนชอบน้อยที่สุดในโลก  

ชนชั้นกลางลงไปที่ต้องทำงานหนักเลยเลือกใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาล เพราะไม่ต้องคอยดูแลมากเหมือนสีขาว บางครั้งสีน้ำตาลเลยถูกเรียกว่าเป็นสีของคนจน

ส่วนนักบวชคณะฟรานซิสกันในศาสนาคริสต์ เลือกใส่เสื้อผ้าสีนี้ เพื่อแสดงถึงการอุทิศตน การใกล้ชิดธรรมชาติ และการปล่อยวาง

ชื่อเรียกสีส้มเอามาจากคำศัพท์ที่หมายถึงผลส้ม

ส้มเป็นผลไม้ราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากเอเชีย ส้มจึงเป็นสิ่งแทนความมั่งคั่ง ทำให้ตระกูลเมดิชีในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เลือกใช้ผลส้มเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำตระกูล และยังปลูกส้มสำหรับใช้เป็นของขวัญในโอกาสต่าง ๆ

ในฝั่งเนเธอร์แลนด์ อาจเพราะชื่อราชวงศ์ออเรนจ์ เลยเป็นเหตุให้ธงชาติเนเธอร์แลนด์แต่ก่อนมีสีส้ม ขาว น้ำเงิน แต่เพราะสีส้มไม่ทนแดดทนฝน เมื่อชาวดัตช์นักเดินเรือออกไปกลางทะเล สีธงชาติก็ค่อย ๆ เพี้ยนเป็นสีแดง เพื่อแก้ปัญหาเลยเปลี่ยนเป็นสีแดงไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนธงกันบ่อย ๆ จนสีธงชาติเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

เทศกาลจำนวนมากในโลกมีสีประจำงาน แต่รู้หรือไม่ว่าสีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง และมีที่มาที่ไปเกี่ยวพันกับหลายสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสีของราชวงศ์ สิ่งของ การตลาด ไปจนถึงสีประจำเมือง

หากชาวไทยสวมเสื้อเหลืองในวันพ่อ ในเนเธอร์แลนด์ก็มีวัน King’s Day หรือฉลองวันเกิดของกษัตริย์ (เมื่อไรที่มีประมุขเป็นสมเด็จพระราชินีจะเป็น Queen’s Day) ในวันที่ 27 เมษายนของทุกปี ซึ่งชาวดัตช์จะสวมเสื้อสีส้มออกมาฉลอง แน่นอนว่ามาจากทั้งจากชื่อราชวงศ์ออเรนจ์และสีประจำชาติ

ขณะที่ Oktoberfest งานเบียร์สุดยิ่งใหญ่ และปลายทางในฝันของนักดื่มทั่วโลก มีเบื้องหลังมาจากงานแต่งงานของเจ้าชายแห่งบาวาเรีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1810 โดยสีประจำแคว้นบาวาเรียคือสีฟ้า-ขาว ที่เอามาจากสีท้องฟ้า

ในงานวันนั้นเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาฉลองร่วมกันเพื่อความเป็นหนึ่งของชาติ เนื่องจากแคว้นบาวาเรียเพิ่งได้รับการยกให้เป็นอาณาจักรเพียง 5 ปีเท่านั้น ก่อนจะกลายเป็น Beer Festival ระดับโลก

ตัดมาที่แดนหมีขาว รัสเซียมีการฉลองวัน Victory Day ในวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อฉลองชัยชนะของสหภาพโซเวียตต่อนาซี สีที่จะเห็นทั่วเมืองนอกจากสีแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ ก็คือริบบิ้นสีเหลือง-ดำ ที่น่าตลก เพราะเอามาจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of St. George ของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งมีที่มาของสีจากสีดินปืนของปืนใหญ่และประกายไฟ 

อีกงานที่มีสีโดดเด่นสะดุดตาและเป็นที่จดจำ คือสีแดงจากงานปามะเขือเทศ (La Tomatina) ในสเปนที่ผู้คนเมืองกระทิงดุนำมะเขือเทศสุกมาปาใส่กันที่จัตุรัสกลางเมือง จนเมืองอาบไปด้วยสีแดง

ขณะที่บางเทศกาลนำสีประจำเมืองมาใช้ เช่น งาน Leiden’s Liberation Day ในเนเธอร์แลนด์ที่ระลึกถึงการประกาศอิสรภาพของเมืองไลเดน ภายหลังจากกองทัพสเปนปิดล้อมเมืองในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยในวันงานจะมีการประดับประดาธงและป้ายผ้าต่าง ๆ เป็นสีขาว-แดง มีกิจกรรมออกร้าน ขบวนพาเหรด และแจกอาหารดั้งเดิมอย่างปลาแฮร์ริ่งกับขนมปัง

บางเทศกาลอาจมีเกร็ดเล็ก ๆ แฝงอยู่ในสีโดยที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน อย่างงาน St. Patrick’s Day เทศกาลสีเขียวประจำไอร์แลนด์ หากไปดูภาพเก่า ๆ จะเห็นว่าแรกเริ่มเดิมทีนักบุญเจ้าของชื่องานและองค์อุปถัมภ์ของประเทศไอร์แลนด์ เคยใส่ชุดคลุมสีฟ้า-น้ำเงิน สีประจำตัวเซนต์แพทริก จนช่วงที่ชาวไอริชต่อต้านด้วยการปฏิเสธธงสีฟ้าที่ได้มาจากอังกฤษ จึงนำใบโคลเวอร์ สัญลักษณ์ประจำชาติไอร์แลนด์มาใช้ สีเขียวจากใบโคลเวอร์ก็เลยเข้ามาแทนที่ แล้วกลายเป็นสีคู่กับงานนี้

เช่นกันกับเทศกาลคริสต์มาสที่เรามักคิดถึงสีแดง-เขียว-ขาว แต่จริง ๆ แล้วในคริสต์มาสไม่เคยมีสีเหล่านี้มาก่อน อีกทั้งการ์ดวันคริสต์มาสในยุคแรกก็ไม่เคยมี 3 สีนี้เลย (แล้วก็ไม่มีซานตาคลอสด้วย)

การปรากฏตัวของคุณลุงซานตาเวอร์ชันเก่า มักสวมชุดสีเขียวบ้าง น้ำเงินบ้าง แต่ไม่ใช่สีแดงแบบทุกวันนี้ เพราะชายแก่พุงโตสวมชุดสีแดงที่เรารู้จักกัน มาจากเครื่องดื่มแบรนด์โคคา-โคล่า ที่ทำโปสเตอร์โปรโมตในวันคริสต์มาส แล้วจับสีแดงของแบรนด์เข้าไปใส่ แต่เมื่อทำมาแล้วคนชอบ ซานตากับชุดสีแดงก็เลยกลายเป็นภาพชินตา ส่วนสีเขียวก็มาจากต้นคริสต์มาส ถือเป็นสีที่เกิดขึ้นเพราะการตลาดล้วน ๆ

อีกเรื่องคือคริสต์มาสบางที่ในโลกกลับไม่มีสีที่คุ้นกันพวกนี้ด้วยซ้ำ ตัวอย่างในรัสเซียที่มี ลุงเดด มาโรซ ชายแก่หนวดยาวที่ถอดแบบมาจากซานตาคลอสเป๊ะ มาพร้อมกับหลานสาวสโนว์เมเดน ที่ทั้งคู่ใส่ชุดสีน้ำเงิน แต่ด้วยพลังของมาร์เก็ตติ้ง ก็ทำให้วันนี้เราเริ่มเห็นซานตารัสเซียสวมชุดสีแดงเหมือนทางตะวันตกบ้างแล้ว

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องราวในซีกโลกตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์ แต่เมื่อย้อนกลับมาเทศกาลในประเทศไทยที่เกี่ยวพันกับศาสนาพุทธอย่างแน่นแฟ้น จะพบอีกชุดสีที่น่าสนใจ เช่น สีขาวแทนความบริสุทธิ์ เขียวแทนมรกต สีเหลืองแทนพระพุทธเจ้า ส่วนสีแดงแทนทับทิม แต่ก็มีความหมายทั้งศีลธรรมและไร้ศีลธรรม คล้ายกับแนวคิดในยุโรปที่มีทั้งด้านบวกและลบ

เทศกาลจีนอย่างการกินเจในช่วงปลายปีก็มีนัยเรื่องสีที่น่าสนใจ อย่างสีแดงหมายถึงสิริมงคล สีเหลืองหมายถึงผู้ทรงศีลและสติปัญญา คล้ายกับความเชื่อของไทยที่หมายถึงพระสงฆ์และพระพุทธเจ้า ส่วนการใส่เสื้อผ้าสีขาวก็เป็นสัญญะแสดงถึงความสะอาด-บริสุทธิ์ของผู้ที่กินเจ ละเว้นอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ชุดสีทั้งหมดยังหมายถึงการได้รับพรจากสวรรค์ เป็นสีที่มีความหมายดี ๆ

และในงานมงคลของจีนยังมักมาคู่กับการเชิดสิงโต ซึ่งสีของสิงโตแต่ละตัวก็มีความหมายซ่อนอยู่ โดยแทนตัวละครเด่น ๆ จากวรรณกรรมเรื่อง สามก๊ก และแทรกคุณธรรมของแต่ละตัวเข้าไป

อีกงานคือ ‘งานกาชาด’ ซึ่งประเทศไทยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีการออกร้าน ตักไข่ มีคนเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น แต่สีแดง-ขาวที่ประดับประดาในงาน มีที่มาจากสีธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศต้นกำเนิดขององค์กรกาชาด ก่อนจะปรับเปลี่ยนนิดหน่อยจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ ‘กาชาด’ ที่เป็นกากบาทแดงบนพื้นขาว ตรงข้ามกับธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ และใช้เป็นธีมสีของงานที่จัดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ในช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องของ ‘สีกับการไว้ทุกข์’ ประเด็นที่เข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้

การสวมเสื้อผ้าสีดำทั้งชุดเพื่อไว้ทุกข์ เราคุ้นเคยกันดีกับภาพของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียที่ทรงฉลองพระองค์สีดำตลอด 40 ปี ภายหลังจากเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีสิ้นพระชนม์

แท้จริงแล้ว สีดำใช้เป็นสีไว้ทุกข์ที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโรมัน และในสมัยต่อมา ราชสำนักในยุโรปก็ใช้สีดำเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์มาตลอด โดยเฉพาะประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก

กลับมาที่ประเทศไทยบ้านเรา แต่ก่อนการใส่ชุดไว้ทุกข์มีธรรมเนียมขึ้นอยู่กับอายุผู้ตายกับผู้ไว้ทุกข์ หากอายุมากกว่าผู้ตายก็ใส่สีดำ ถ้าอายุน้อยกว่าก็ใส่สีขาว ถ้าเป็นเพื่อนกับผู้ตายก็ให้นุ่งดำห่มขาว ส่วนสีม่วงแก่หรือสีน้ำเงินแก่สำหรับคนที่ไม่ใช่ญาติ เหล่านี้อาจเพื่อแสดงออกถึงความสัมพันธ์กับผู้ตาย

จนกระทั่งอิทธิพลแบบวิกตอเรียนเข้ามาในประเทศไทยภายหลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จฯ กลับจากอังกฤษ ทำให้ในภาพถ่ายเก่า ๆ เราจะเห็นคนสวมชุดสีดำมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหน้า และกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมจนปัจจุบัน

เสวนารอบนี้พาเราท่องไปในโลกของประวัติศาสตร์ผ่านสีต่าง ๆ อย่างจุใจ แต่แน่นอนว่ายังมีเรื่องราวน่ารู้อีกมากที่นำมาสรุปไม่หมด เพราะเรื่องสีสันในโลกนี้ยังมีแง่มุมอื่นซ่อนอยู่อีกเพียบ และเมื่อกาลเวลาผันผ่าน บางความหมายในบางสีก็เปลี่ยนแปลงลบเลือนไป

โปรแกรมทอล์กต้นเดือนครั้งหน้าจะเป็นอะไร ติดตามได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของมิวเซียมสยาม หรือใครอ่านบทความนี้แล้วยังไม่ฉ่ำใจ ใคร่รู้เรื่องสีมากกว่านี้ หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ HISTORY PALETTE ประวัติศาสตร์มีสี

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา