โปสเตอร์แผ่นใหญ่ ผ้าใบตกแต่งงานเทศกาลที่ใช้สอยเพียงไม่กี่วัน แพ็กเกจจิงบางอย่างทำหน้าที่เพียงผ่านสายตามนุษย์เพียงไม่กี่วินาที ตรงกันข้ามกับช่วงเวลาที่ใช้ผลิตจวบจนย่อยสลายที่กินเวลาอย่างยาวนาน ซ้ำร้ายหมึกพิมพ์ยังกลายเป็นสารเคมีตกค้างในพื้นดิน
ในฐานะนักออกแบบกราฟิก พันช์-พีรศิลป์ หุตะแพทย์ เคยเห็นภาพเหล่านี้จนชินตา แต่ไม่เคยรู้สึกชินชาเลยสักครั้ง แถมยังมองล้ำไปอีกขั้นว่าเราควรคิดถึงการย่อยสลายที่ปลายทาง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มผลิต และควรทำงานร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ

แนวคิดนี้ต่อยอดเป็น ‘GROWinK’ นวัตกรรมหมึกพิมพ์จากเห็ดที่สร้างสีได้ด้วยตัวเอง และช่วยย่อยสลายสิ่งพิมพ์นั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ทิ้งรอยแผลใดไว้ให้โลก
สิ่งสำคัญ คือเรานำกระดาษ พลาสติก หรือแพ็กเกจจิงชนิดเดิมกลับไปพิมพ์ใหม่ได้อีกครั้ง เหมาะกับสิ่งพิมพ์ชั่วคราว ตั้งแต่โปสเตอร์ ใบปลิวโฆษณา ตลอดจนป้ายเทศกาลต่าง ๆ หรือนำลงดินเพื่อให้ย่อยสลายสู่ธรรมชาติ
ผลงานนี้คว้ารางวัลในประเทศอังกฤษ ออกสื่อในต่างประเทศไปหลายเจ้า และกำลังพัฒนาให้ใช้งานต่อได้ในวงกว้าง
และนี่คือบทสัมภาษณ์ภาษาไทยฉบับแรกที่จะเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของ GROWinK

เพราะเราเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนโลกใบนี้
พันช์เรียนจบคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาสนใจเรื่องวัสดุเป็นทุนเดิม ก่อนจะมาเรียนต่อ Master of Arts in Material Futures, Central Saint Martins, University of Arts London สาขาที่เป็นส่วนผสมของสายศิลปะกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้เขามองโลกใบเดิมด้วยสายตาแบบใหม่
“ตอนเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ผมเรียนวิชาการออกแบบเพื่อความยั่งยืนของ ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ เราค่อนข้างถือคติเดียวกันเรื่องการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ผมยึดถือเสมอมา
“พอได้มาเรียนที่ลอนดอน จึงพบว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องความยั่งยืนมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่การออกแบบให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่ Sustainable Design ทำ แต่คือ Regenerative Design ที่เป็นการออกแบบโดยมุ่งสร้างผลบวกต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงธรรมชาติเป็นหลัก
“ฟังดูแปลกนะ ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ เป็นแค่จุดเล็ก ๆ บนโลก ควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่มนุษย์หลงคิดว่าทำได้ เพราะเราสร้างเทคโนโลยีมาเพื่อควบคุมสิ่งนั้น แต่มองดูดี ๆ เราไม่ได้ควบคุม เราแค่คาดคะเนได้ พยากรณ์ได้ แต่คนที่ควบคุมจริง ๆ คือธรรมชาติหรือเปล่า นั่นคือคำถาม
“ผมชอบพูดว่า เราทำงานร่วมกับธรรมชาติมากกว่าใช้ธรรมชาติ เราไม่ได้ต้องการมีอำนาจเหนือกว่า มันคือความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน”
ผลิตนาน อายุใช้งานสั้น
วันหนึ่งในฤดูร้อนของลอนดอน พันช์เห็นผู้คนออกมาปิกนิกในสวน สิ่งที่สะดุดตาเขานอกจากภาพความสดใสใต้แสงแดดอ่อน คือขวดน้ำที่ทิ้งอยู่เกลื่อนพื้น กระตุกคำถามหนึ่งขึ้นมาในใจว่า เราพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อใช้งาน หรือเพื่อความสวยงามในช่วงสั้น ๆ เท่านั้นหรือ
และเป็นไปได้ไหม หากงานกราฟิกจะทำได้มากกว่าการสื่อสาร แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้ได้จริง
ก่อนจะหาคำตอบ พันช์ถอยออกมามองในภาพกว้าง จนพบว่าหมึกพิมพ์จากปิโตรเคมียังคงจำเป็นสำหรับงานที่ใช้ในระยะยาวและต้องการความคงทนสูง ทว่ามีหลายงานที่ใช้หมึกพิมพ์เหล่านี้เพียงไม่กี่วัน เช่น โปสเตอร์ในอีเวนต์ ป้ายนิทรรศการ ใบปลิวโฆษณา ป้ายประชาสัมพันธ์
แม้กระดาษหรือผืนผ้าจะย่อยสลายได้เอง แต่หมึกพิมพ์ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นสารเคมีที่ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม ต้องใช้พลังงานและเวลาในการผลิตซึ่งไม่คุ้มค่ากับการใช้งานเพียงสั้น ๆ นอกจากนี้ วัสดุสำหรับสิ่งพิมพ์บางชนิด เช่น Polyester / PET พลาสติก ย่อยสลายด้วยตัวเองไม่ได้ หมายความว่าเป็นวัสดุสังเคราะห์อยู่แล้ว และสีที่พิมพ์ลงไปก็เป็นสารเคมียังเพิ่มความเป็นพิษให้ธรรมชาติมากขึ้นไปอีก
เขาจึงหาทางเลือกใหม่ โดยสืบค้นข้อมูล ไปคุยกับแล็บในมหาวิทยาลัย โชคดีที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับนักออกแบบ พร้อมมอบทุนสนับสนุนจากรัฐบาล พันช์จึงได้ทดลองไอเดียใหม่ ๆ จนในที่สุดก็เกิดเป็นโปรเจกต์ GROWinK ขึ้นมา

“ถ้ากลับไปมองธรรมชาติ มันทั้งสร้างสรรค์และทำลายในตัวเองอยู่แล้ว เห็ด เชื้อรา แบคทีเรีย สื่อสารกันว่า ฉันจะย่อยสลายสิ่งใหญ่เป็นสิ่งเล็กให้คุณ ส่วนคุณก็ย่อยสลายสิ่งเล็กลงไปเรื่อย ๆ น่าสนใจตรงที่ว่า ธรรมชาติทำงานร่วมกันอยู่แล้ว บางทีเราหลงลืมไปว่าธรรมชาติสอนเราหมดแล้ว เราพยายามสร้างสิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่บางครั้งกลายเป็นขยะ ทำลายตัวเองไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็กลับไปหาธรรมชาติอยู่ดี”


ธรรมชาติผู้สร้างสรรค์และทำลาย

หมึกของ GROWinK จึงผลิตจากการทำงานร่วมกันของเห็ดรา โดยมี 4 สีหลัก คือฟ้า แดง เหลือง และดำ ซ้อนทับกันเพื่อสร้างสีใหม่ได้ ภายในสีเหล่านี้ฝังแบคทีเรียจำศีลที่จะเริ่มย่อยสลายสิ่งพิมพ์เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม
“สีแดงเกิดจากยีสต์ที่ Colonizes ข้าว ส่วนสีฟ้าเกิดจากเห็ด Colonizes ไม้ ผมหาเจอในแถบสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เข้าไปในป่าแล้วเจอไม้กลายเป็นสีฟ้า เพราะมันกินอาหารแล้วปล่อยสีฟ้าออกมา เราไม่ได้ใช้ตัวเห็ดโดยตรง แต่ใช้สิ่งที่มันปล่อยออกมา เหมือนเอาของเสียจากเห็ดมาทำเป็นสี”


ตัวอย่างเช่น แต่ละสีไวต่อแสง น้ำ และอากาศ ต่างกัน หากตั้งไว้กลางแจ้ง สีจะจางลงเร็ว บางสีอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนถึงจะค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงผืนผ้าหรือแพ็กเกจจิงที่นำกลับไปพิมพ์ใหม่ได้อีกครั้ง
ในทางการจัดการของเสีย วัสดุสังเคราะห์ที่ไม่ย่อยสลายด้วยตัวเองจะถูกแบคทีเรียปลุกให้ทำงานเมื่อสัมผัสดิน น้ำ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เปลี่ยนสิ่งที่ย่อยสลายไม่ได้ให้เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก และคืนแร่ธาตุกลับสู่พื้นดินอีกครั้ง
นอกจากหมึก GROWinK จะเหมาะกับสิ่งพิมพ์ที่ใช้เพียงชั่วคราวแล้ว พันช์มองว่าในฐานะนักออกแบบ หากใช้กับผลงานศิลปะของตัวเองก็จะช่วยให้สื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างมีพลังยิ่งขึ้น ทั้งยังชวนคิดว่า บางสิ่งอาจไม่จำเป็นต้องคงอยู่ยืนนาน แต่ควรมีวิธีสูญสลายไปอย่างอ่อนโยนกับโลกใบนี้
“เหมือนธรรมชาติของใบไม้ที่ร่วงโรยได้ ผมว่ารูปภาพก็หายไปได้เหมือนกัน เหมือนสร้างงานศิลปะมาชิ้นหนึ่ง คุณมองมันเปลี่ยนไปได้ในทุก ๆ วัน จนสุดท้ายก็จะหายไปด้วยตัวเอง”
ผลงานนี้ได้รับรางวัลมากมายที่เกี่ยวกับการออกแบบเพื่อการยั่งยืน ผ่านหลายองค์กรที่สนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น Winner LVMH : Maison/0 Green Trail 2025, Winner Mullen NOVA 25 : C&TH Regeneration Award 2025 รวมถึงสำนักพิมพ์นานาชาติต่าง ๆ ให้ความสนใจ และถือว่านวัตกรรมนี้อาจนำมาซึ่งระบบการพิมพ์ใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต


ปัจจุบัน GROWinK ใช้งานได้กับการพิมพ์สกรีน โดยอยู่ในช่วงพัฒนาต่อเพื่อให้ใช้เป็นหมึกสำหรับเครื่องพิมพ์ทั่วไปได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงและใช้งานได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แม้ต้องใช้เวลาในการทดลองอีกระยะหนึ่ง เพราะแค่พัฒนาสีหมึกก็เรียกได้ว่านานนับปีกว่าจะได้ทั้ง 4 สีนี้ออกมา
“เราปลูกด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกว่าตัวนี้ชอบกินอะไร ตัวนี้ไม่ชอบอุณหภูมินี้ หรือชอบแสงประมาณนี้ หรือบางทีปลูกแล้วปนเปื้อนจนต้องทิ้งไป เพราะเราทำงานกับสิ่งมีชีวิต เราบังคับมันไม่ได้ แต่เราทำงานร่วมกับมันมากกว่า”
พลังของวิทยาศาสตร์ + งานออกแบบ


ทุกครั้งที่มีคนคิดนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แวบแรกเราจะเห็นภาพสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่พร้อมเติบโต แต่พันช์ไม่ได้มองเส้นทางของเขาแบบนั้นเสียทีเดียว
“ผมมองตัวเองเป็น Visual Ecologist เราเป็นคนสร้าง Visual ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เราอยากให้กราฟิกของเราทำได้มากกว่าเล่าเรื่อง แต่ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้จริง ๆ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เราอยากเป็น Visual Studio รับออกแบบกราฟิกและขายสีไปด้วย เพราะถ้าไปในเชิงสตาร์ทอัพ ถ้าได้ทุนมาแล้ว เราต้องรีเสิร์ชหนัก ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจมากขึ้น จนวันหนึ่งผมอาจจะไม่ได้โฟกัสด้านความสร้างสรรค์เท่าเดิม
“เรายังอยากสนุกกับตรงนี้แล้วรอโอกาสเข้ามามากกว่า เพราะเรายังได้ออกแบบ ได้ใช้สีของเรา ได้คุยกับดีไซเนอร์ คุยกับนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น มากกว่าไปโฟกัสการทำให้สีขายได้
“อีกเหตุผลหลัก คือสีเราไม่คงทนและทำมาเพื่อระยะสั้นจริง ๆ ถ้าเขามาลงทุน เราไม่อยากเปลี่ยนแก่นหลักนี้ เพราะถ้าอยากได้สีที่คงอยู่นาน ๆ เราไปเป็น Chemical หรือ Less Chemical ได้ ง่ายกว่า เราอยากสร้างการรับรู้ว่าบางสิ่งไม่จำเป็นต้องคงอยู่อย่างยืนนานก็ได้
“ในอนาคตเราอาจจะร่วมงานกับแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ แฟชั่นดีไซเนอร์ แล้วโชว์เคสมากขึ้น หรือร่วมงานกับองค์กรที่เห็นตรงกัน เราเห็นตัวเองในทิศทางนั้นมากกว่าเชิงธุรกิจ”
จากการเป็นนักออกแบบที่สนุกกับงานศิลปะ อะไรทำให้เขาก้าวเดินมาสู่วิธีมองโลกอีกแบบ จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ต้องทุ่มพลังมากมายขนาดนี้ เราเอ่ยคำถามทิ้งท้าย พันช์นิ่งคิดไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถึงอาจารย์ผู้จุดประกายในคราวนั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้เขาเห็นผลกระทบจากการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกใบนี้อย่างลึกซึ้ง
“คงเพราะส่วนใหญ่วิธีการเรียนด้านความยั่งยืนไม่ใช่เลกเชอร์ แต่เรามีเคสตัวอย่าง มานั่งวิเคราะห์วัฏจักรของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จากต้นน้ำถึงจุดจบ ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ที่จะช่วยโลกขนาดนั้น ผมมองว่าสิ่งนั้นค่อนข้างไกลตัว แต่ถ้าเราสนุกไปกับงานที่ทำร่วมกับธรรมชาติได้โดยไม่ทำร้ายมันไปด้วย แบบนั้นคงจะน่าสนใจมากกว่า”
เรื่องราวของพันช์ที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นเห็ดราและแบคทีเรีย ทำให้เรามองประโยค ‘เราเป็นจุดเล็กจิ๋วบนโลกใบนี้’ เปลี่ยนไป เพราะไม่ใด้ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวหรือมาพร้อมน้ำเสียงลดทอนด้อยค่าแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับให้ความรู้สึกถ่อมตน อ่อนโยน เข้าใจ และห่างไกลจากความเดียวดายอย่างสิ้นเชิง
Website : www.growink.co.uk
