4 มีนาคม 2026
2 K

ณ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน วังหลวงตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง มีพื้นที่กว่า 450 ไร่ ตำหนักน้อยใหญ่กว่า 980 หลัง ห้องหับนับพันห้อง พระที่นั่ง 75 องค์ หอสมุด และห้องลับอีกมากมาย ในมุมหนึ่งของเขตพระราชฐานชั้นนอกฝั่งทิศตะวันออกของพระที่นั่งไท่เหอ เป็นที่ตั้งของ ‘พระที่นั่งเหวินหวา’ อดีตที่ประทับของรัชทายาท สถานที่บรรยายหลักปรัชญาของลัทธิขงจื๊อ ตรวจข้อสอบสอบราชการ ปัจจุบันใช้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการสำคัญ

ปลายปีก่อนจนถึงเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่พระที่นั่งเหวินหวามีโบราณวัตถุรวม 228 ชิ้นจากไทยไปจัดแสดง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กรมศิลปากรนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญไปจัดแสดง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

เราได้ร่วมเดินทางไปกับคณะจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อชมนิทรรศการ ‘หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร’ เนื่องในโอกาส 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ณ พระราชวังต้องห้าม จัดโดย 3 หน่วยงาน คือ กรมศิลปากร พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ (กู้กง) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง และได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหลักจากมูลนิธิไทย 

นิทรรศการครั้งนี้พิเศษตรงที่นอกจากทีมภัณฑารักษ์จากไทยจะระดมสรรพกำลังคัดสรรสมบัติชาติจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและหน่วยงานอีก 11 แห่งทั่วไทยไปจัดแสดง ทีมภัณฑารักษ์จากพระราชวังต้องห้ามหรือกู้กงยังตระเวนไปพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในไทย ไปเยือนคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเลือกโบราณวัตถุชิ้นที่เหมาะจะนำมาจัดแสดงเพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ของไทย-จีนที่สืบย้อนไปในอดีตได้นับพันปี จนได้มาเป็นสมบัติชาติจากไทย 228 ชิ้น เสริมด้วยโบราณวัตถุที่มีลักษณะสื่อถือค่านิยม ความเชื่อ และสุนทรียศาสตร์ที่ไทย-จีน มีคล้ายคลึงกันอีก 50 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันในนิทรรศการ ณ พระที่นั่งองค์สำคัญของพระราชวังต้องห้าม 

นิทรรศการหมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและต่างชาติจำนวนมาก มีผู้เข้าชมนิทรรศการรวม 295,638 คน หรือประมาณ 3,000 คนต่อวัน นับว่าเป็นจำนวนที่มากจนน่าภูมิใจที่พวกเขาชื่นชมในสมบัติล้ำค่าจากเมืองไทยขนาดนี้

เราคัดสรรโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นมาเล่าให้ฟัง โดย อริย์ธัช นกงาม และ ธัญพร บุนนาค ตัวแทนภัณฑารักษ์จากกรมศิลปากร จะมาเล่าทั้งวิธีเลือกโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุ วิธีขนย้าย ไปจนถึงแหล่งที่ตามไปชมได้ในเมืองไทย

การเลือกโบราณวัตถุจากไทยมาจัดแสดงในพระราชวังต้องห้ามในช่วงปลายถึงต้นปีซึ่งเป็นฤดูหนาวระดับติดลบของปักกิ่ง พิจารณาจาก 2 ปัจจัย

  1. เป็นวัสดุที่เหมาะกับสภาพอากาศที่แห้งมากหรือแห้งจัด นำไม้ หนังสัตว์ ผ้า กระดาษ หรืองาช้าง เข้ามาจัดแสดงไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการชำรุด 
  2. ข้อจำกัดของสถานที่จัดแสดงซึ่งเป็นโบราณสถาน ขนาดของวัสดุกับตู้โชว์ การจัดวาง และทิศทางการเดินชม

โบราณวัตถุทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงขนส่งจากเมืองไทยโดยการโหลดเป็นสััมภาระใต้ท้องเครื่องบิน บรรจุในหีบห่อที่แข็งแรง ทนทาน แน่นหนา มีเจ้าหน้าที่จากทั้งฝั่งไทยและจีนตรวจสอบทุกกระบวนการอย่างละเอียด จากนั้นจึงนำมาจัดแสดงโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ

เปิดชิ้นแรกด้วย ‘พระที่นั่งกง’ หรือพระราชอาสน์สมัยรัชกาลที่ 5

พระที่นั่งกงมีลักษณะคล้ายเก้าอี้ที่มี ‘กง’ หรือชิ้นส่วนที่เป็นที่พักแขนและพนักพิง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากเก้าอี้จีน จากการศึกษาจากภาพถ่ายเก่า พบว่าราชสำนักสยามใช้พระที่นั่งกงในหลายโอกาส ตัวที่ใช้ในพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกจะประดับลวดลายวิจิตรกว่าที่ใช้ในโอกาสอื่น และปรากฏหลักฐานว่ามีการส่งพระที่นั่งกงไปยังประเทศราชอย่างเชียงใหม่หรือน่านอีกด้วย 

พระที่นั่งกงเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นไฮไลต์ของนิทรรศการ ปกติจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ เมื่อนำมาจัดแสดงในพระที่นั่งเหวินหวา ส่วนจัดแสดงจึงตกแต่งอย่างอลังการ จำลองบรรยากาศจากท้องพระโรงของพระที่นั่งอนันตสมาคม (หลังเก่า) ซึ่งมีพระที่นั่งกงตั้งอยู่ ใกล้ ๆ กันประดับภาพถ่ายท้องพระโรงซึ่งเป็นต้นแบบของส่วนจัดแสดง

ตรงข้ามกับพระที่นั่งกงเป็นโถงทางเดินทอดยาว สุดทางมีฉากไม้สำหรับตั้งด้านหลังพระเก้าอี้ของ จักรพรรดิยงเจิ้ง (พ่อของ จักรพรรดิเฉียนหลง) ทีมงานตั้งใจให้โบราณวัถตุ 2 ชิ้นนี้ตั้งตระหง่านประจันหน้ากัน เสมือนการพบพานและสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของราชสำนักสยามและราชสำนักจีน 

ในเอกสารโบราณของจีน ไทยถูกเรียกว่าเป็น ‘ดินแดนทองคำ’ ด้วยเหตุนี้ โบราณวัตถุที่ทำจากทองคำจึงได้รับเลือกให้นำมาจัดแสดงและได้รับความสนใจจากผู้ชมนิทรรศการอย่างมาก 

โบราณวัตถุกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือบรรดาเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปกติจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 

ภัณฑารักษ์ที่นำเราชมนิทรรศการอธิบายให้ฟังว่า ภายในพระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะมีกรุหรือห้อง 3 ชั้นลึกลงไปใต้ดิน สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป และเครื่องทอง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เรียกสิ่งของเหล่านั้นว่า เครื่องอุทิศ แต่ละกรุจะบรรจุเครื่องอุทิศแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่นิยมบรรจุทรัพย์สมบัติอย่างเครื่องทอง เครื่องเงิน อัญมณี ชิน หรือตามแต่ฐานะของผู้ที่ดำริให้สร้างพระปรางค์องค์นั้น ๆ 

เหตุที่ในพระปรางค์กรุวัดราชบูรณะเต็มไปด้วยเครื่องอุทิศที่เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง และเครื่องราชูปโภคสำหรับกษัตริย์ เนื่องด้วยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดและพระปรางค์ประธานขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1967 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุด รุ่มรวยทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม การสร้างพระปรางค์ประธานพร้อมทั้งบรรจุทรัพย์จำนวนมากลงไปก็เพื่อแสดงถึงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพุทธศาสนา 

โบราณวัตถุชิ้นที่ภัณฑารักษ์ลงความเห็นตรงกันเป็นไฮไลต์ คือชิ้นที่สันนิษฐานว่าเป็น ‘จุลมงกุฎ’ สำหรับกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์ มีลักษณะที่ทำมาสำหรับสวมมวยผมสูง สร้างตามศิลปะอยุธยาตอนต้น ประดับอัญมณีและแก้วหลากสี พบในกรุประธานชั้นที่ 2 ของพระปรางค์ประธาน ในเครื่องต้นชุดเดียวกันยังปรากฏกรองศอสำหรับสวมที่คอ พร้อมด้วยแหวนทองคำประดับอัญมณี

เครื่องต้นจากกรุวัดราชบูรณะอีกชิ้นที่ภัณฑารักษ์ชี้ชวนให้ดู คือ ‘กำไลทองฝังทับทิม’ ประดับทับทิมเม็ดใหญ่หาชมยาก 

ทับทิมนับเป็นเจ้าแห่งอัญมณี มีคนขนานนามว่าเป็นอัญมณีแห่งราชา ในอดีตจึงมักใช้ประดับมงกุฎหรือเครื่องต้นสำหรับกษัตริย์ ทับทิมแหล่งกำเนิดในไทยอยู่ที่แถบจังหวัดจันทบุรี หนึ่งในเมืองปกครองของอาณาจักรอยุธยา ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏการประดับทับทิมอยู่ในข้าวของเครื่องใช้หรือเครื่องราชูปโภคหลายชนิด 

‘แผ่นทองรูปสัตว์มงคล’ คือชุดเครื่องทองซึ่งเป็นเครื่องอุทิศจากกรุวัดราชบูรณะ 

แผ่นทองเหล่านี้นอกจากแสดงถึงความศรัทธาต่อพุทธศาสนา ยังแสดงถึงทักษะประณีตศิลป์ของช่างทองแห่งราชสำนัก แผ่นทองแต่ละแผ่นประดิษฐ์ขึ้นด้วยการผสมผสานหลายทักษะเข้าด้วยกัน เช่น สลักทอง ดุนทอง หุ้มทอง ฉลุทอง สร้างตามแบบศิลปะอยุธยาตอนต้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 พบในกรุประธานชั้นที่ 3

มีทั้งแผ่นทองที่เป็นรูปสัตว์ที่มีอยู่จริงและสัตว์ในวรรณคดี เช่น หงส์ ม้า เต่า วัว ช้างทรงเครื่อง อัสดรวิหค (ม้าผสมที่เกิดจากม้าและนก) คชปักษา (ลำตัว อก แขน คล้ายครุฑ มีงวง งา ขน หาง คล้ายหงส์) และพญานาค 7 เศียร 

 สัตว์บนแผ่นทองหลายตัวยังสื่อความหมายมงคล อันเป็นความเชื่อที่ไทย-จีนเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วย อย่างแผ่นทองรูปช้าง เป็นสัตว์มงคลประจำทิศเหนือ สัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ แผ่นทองรูปม้า พาหนะของเทพเจ้าและพระโพธิสัตว์ รวมถึงเป็นสัตว์คู่บารมีของกษัตริย์ แผ่นทองรูปพญานาค เทพประจำทิศเบื้องล่าง ทำหน้าที่รองรับจักรวาล เป็นต้น 

นอกจากนี้ แผ่นทองรูปช้างจากกรุวัดราชบูรณะยังได้รับเลือกให้เป็นเหมือนมาสคอตของนิทรรศการ โชว์ตัวอยู่บนโปสเตอร์หลักของงาน วางบนพื้นหลังที่เป็นผืนผ้าปักลายคลื่นจากฉากตั้งพื้นของจักรพรรดิยงเจิ้ง

นอกจากเครื่องทองและอัญมณีหลายร้อยรายการ ในกรุวัดราชบูรณะยังพบโบราณวัตถุประเภท ‘ชิน’ ในรูปแบบพระพิมพ์ สะท้อนถึงความศรัทธาต่อพุทธศาสนาที่แพร่หลายไปถึงพุทธศาสนิกชนทั่วแผ่นดิน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในหมู่ชนชั้นสูง 

ชิน คือโลหะผสมดีบุกและตะกั่ว ในสมัยโบราณนิยมใช้ทำพระเครื่อง มีคุณสมบัติไหลตัวดีเมื่อหลอมเหลว จึงพิมพ์รายละเอียดได้คมชัด ชินถูกใช้มาทำพระพิมพ์เยอะมากในช่วงกรุเจ้าสามพระยา สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นยุคสมัยที่ชินหาง่าย จึงได้รับความนิยม รวมถึงเนื้อสัมผัสของชินใช้แทนเงินได้ กดพิมพ์ทำเป็นลวดลายได้ ไม่เหมือนสำริด 

โบราณวัตถุที่ทำจากชินที่พบในกรุวัดราชบูรณะมีลักษณะเป็นพระพิมพ์ ภัณฑารักษ์ลงความเห็นกันว่าน่าจะทำขึ้นเพื่อใช้แทนพระพุทธรูป เพราะต้นทุนในการสร้างถูกกว่า ไม่ต้องหล่อเต็มองค์ และพกพาง่ายกว่า พุทธศาสนิกชนที่อยากมีส่วนร่วมในการบรรจุเครื่องอุทิศไว้ใกล้ ๆ พระบรมสารีริกธาตุในพระปรางค์จึงนิยมถวายพระพิมพ์ชิน 

ขยับจากโบราณวัตถุกรุวัดราชบูรณะไปสู่แหล่งโบราณคดีอื่น ๆ กันบ้าง ชิ้นต่อไปคือบัลลังก์จำลองหรือ ‘ราชอาสน์’ พร้อมเครื่องสูงสำหรับกษัตริย์ ประกอบด้วยบัลลังก์หรือพระแท่นบรรทม ฉัตร แส้ บังสูรย์ พัดใบตาล หัวนอนมีแท่นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ชั้นบนสุดเป็นพระเขนย (หมอน) กลางหัวนอนเคยมีวัตถุปลายแหลมแต่หักชำรุด มีฉลองพระบาท 1 คู่ พระเขนยสันนิษฐานว่าคงแทนอุณหิส (กรอบหน้า) ซึ่งเป็นของสูงคู่กับพระเศียร 

ราชอาสน์จำลองนี้เป็นงานโลหะผสม-ปิดทอง ใช้เป็นเครื่องสักการะบูชาตามแบบศิลปะล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 22 มีขนาดยาว 36.7 เซนติเมตร สูง 32.9 เซนติเมตร ตามความเชื่อของชาวล้านนา พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพ จึงจัดแท่นสำหรับบรรทมถวาย และเนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงเป็นขัตติยวงศ์ จึงสร้างเครื่องราชูปโภคอันเป็นของใช้สำหรับกษัตริย์ถวายเป็นเครื่องพุทธบูชา 

โบราณวัตถุชิ้นนี้ขุดค้นได้จากการวัดเจดีย์สูง ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมเมื่อครั้งสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการครั้งนี้เล่าถึงครั้งที่ทีมภัณฑารักษ์จากจีนไปตระเวนเลือกสรรโบราณวัตถุจากหลายแหล่งในไทยมาจัดแสดงที่พระราชวังต้องห้ามให้ฟังว่า พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับความวิจิตรของ ‘พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์’ มากเป็นพิเศษ

พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ในไทยนิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง เริ่มต้นจากทรงเครื่องน้อยชิ้น พัฒนามาสู่พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่หรือมีเครื่องทรงมากชิ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย คติการสร้างสันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนจักรพรรดิ เป็นพระราชาแห่งพระราชา จึงสมควรสวมเครื่องทรงอย่างสมพระเกียรติ องค์ที่นำมาจัดแสดงมีหลายปาง เช่น ปางสมาธิ ปางป่าเลไลยก์ สวมเครื่องอาภรณ์ เช่น เทริดหรือกระบังหน้า กรรเจียก กุณฑล กรองศอ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด

เคียงข้างกับตู้แสดงพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากหลายแหล่งในไทย คือตู้จัดแสดงพระพุทธรูปจีนจากพิพิธภัณฑ์พระราชวัง พระราชวังต้องห้าม ซึ่งภัณฑารักษ์ชี้ชวนให้เราพิจารณาถึงความเหมือน ความต่าง และคติเรื่อง ‘มหาบุรุษ’ ที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงถึงกันระหว่าง 2 ชาติ

พระพุทธรูปจากไทยไม่ว่าจะสร้างในสมัยใดก็มักมีพระพักตร์ยาว พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เล็ก รูปร่างสง่างามสมส่วน ส่วนพระพุทธรูปจีนมักจะมีรูปร่างอิ่มเอิบ พระเนตรและพระโอษฐ์ยิ้มแย้มกว่า แม้จะมีลักษณะต่างกัน แต่พระพุทธรูปมีความสำคัญในเชิงศาสนาและประวัติศาสตร์ทั้งกับไทย-จีน จึงเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมนิทรรศการนี้เป็นอย่างมาก 

การมาเยือนพระราชวังต้องห้ามในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมนิทรรศการโบราณวัตถุจากไทยร่วมกับคณะจากกรมศิลปากร เรายังได้ฟังบรรยายพิเศษเรื่อง ‘พระประจำวันเกิด’ ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ฟังบรรยายชาวจีนด้วยการเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า 

ถ้าที่จีนแบ่งประเภทคนตาม MBTI ไทยเราก็แบ่งคนตามพระประจำวันเกิด 

พระประจำวันเกิดคือพระพุทธรูปที่แสดงอิริยาบถต่าง ๆ ตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติ เป็นการผสานพุทธประวัติเข้ากับคติดาวนพเคราะห์ ประกอบด้วยเทวดาซึ่งมีชื่อตรงกับวันทั้ง 7 วัน 8 ปาง (วันพุธกลางวัน-กลางคืน) ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาคุมชะตาชีวิต ปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของพระประจำวันเกิดมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และกลายมาเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมกราบไหว้เพื่อเสริมสิริมงคลเรื่อยมา 

เลกเชอร์เรื่องพระประจำวันเกิดได้รับความสนใจจากผู้ฟังชาวจีนเป็นอย่างมาก หลังฟังจบ พวกเขาก็เข้ามาชมพระพุทธรูปประจำวันเกิดองค์จริง 7 ปาง (ขาดแต่พระประจำวันอังคาร ปางไสยาสน์) ที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ และเทียบเคียงกันอย่างสนุกสนานว่าเกิดวันอะไร ตรงกับพระปางไหน 

ภัณฑารักษ์เล่าเสริมว่า การปรับเปลี่ยนพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นำการเจริญพระพุทธมนต์เพิ่มเข้ามา เป็นการเพิ่มบทบาทศาสนาพุทธและสร้างสมดุลกับศาสนาพราหมณ์ไปพร้อมกัน เมื่อราชสำนักเริ่มปฏิบัติ คตินั้นก็จะเผยแพร่สู่สังคมนอกวัง กลายเป็นคติการสะเดาะเคราะห์ผ่านพระพุทธรูปประจำวันในที่สุด

ชุดพระราชสาส์นทองคำพร้อมกระบอกบรรจุ หีบประดับมุก และพานแว่นฟ้าประดับมุก เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการ ‘จิ้มก้อง’ ระหว่างราชสำนักไทยและราชสำนักจีน

จิ้ม (进) แปลว่า ให้ ก้อง (贡) แปลว่า ของกำนัล เป็นประเพณีที่ประเทศต่าง ๆ ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนอย่างเป็นทางการเพื่อเจริญพระราชไมตรี ปรากฏหลักฐานว่าราชสำนักไทยเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีนมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ชุดพระราชสาส์นทองคำที่นำมาจัดแสดงเป็นของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ส่งถึง จักรพรรดิเจียชิ่ง แห่งราชวงศ์ชิง ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ (กู้กง) และน่าจะนำมาจัดแสดงให้สาธารณชนรับชมเป็นครั้งแรก  

ราชสำนักสยามยุครัตนโกสินทร์ มีการประกวดหนึ่งซึ่งรวมความเป็นไทยและจีนไว้ได้อย่างกลมกลืน นั่นคือการประกวดจัดเครื่องโต๊ะบูชา 

‘เครื่องโต๊ะบูชา’ มีต้นเค้ามาจากการจัดเครื่องบูชาและเครื่องแต่งเรือนตามคติของจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 นิยมจัดโต๊ะด้วยเครื่องถ้วยลายครามจากจีน ของสะสมยอดนิยมของขุนนางหรือชนชั้นสูงในวัง โดยจัดวางให้สวยงาม เว้นช่องไฟสมดุล ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าต้องวางสิ่งใดไว้ในตำแหน่งใด ต่อมาในรัชกาลที่ 4 การจัดเครื่องโต๊ะได้รับความนิยมต่อเนื่อง ถึงขนาดว่าการเล่นเครื่องโต๊ะกลายเป็นการแข่งขันที่มีระเบียบแบบแผน มีข้อบังคับในการตัดสิน ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นยุคทองของเครื่องโต๊ะ เกิดการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ เกิดพระราชบัญญัติในการตัดสินเครื่องโต๊ะฉบับแรก

ในพระราชบัญญัติตัดสินเครื่องโต๊ะ ร.ศ. 119 ระบุว่า 8 สิ่งที่ต้องมีในเครื่องโต๊ะ ได้แก่ ลับแล ขวดใหญ่ปักดอกไม้ใน กระถางธูปใน กระบอกธูป กระถางธูปหน้า ชามลูกไม้หน้า ขวดปักดอกไม้หน้า และเชิงเทียน

หากใครอยากชมตัวอย่างการตั้งเครื่องโต๊ะของจริง ตามไปชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในกุฏิเรือนแถวทิศตะวันตก

ภาพตัวอย่างเครื่องโต๊ะบูชาพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช
ภาพ : www.thailibrary.in.th

อย่างที่เล่าไปว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการแข่งขันจัดเครื่องโต๊ะอย่างเต็มรูปแบบ วิธีที่จะให้เครื่องโต๊ะของตนวิจิตรอลังการกว่าใคร คือการสั่งทำและนำเข้าเครื่องถ้วยลวดลายหายาก (หรืออาจจะมีเพียงใบเดียว) จากจีน เราจึงได้เห็นเครื่องถ้วยที่ผลิตในจีน แต่รายละเอียดเป็นไทยแท้ ทั้งสลักภาษาไทย และสอดแทรกลวดลายบางส่วนเป็นลายไทย

ชุดชามฝาลายพระอภัยมณีชุดนี้นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ มาจัดแสดงอยู่ในพระราชวังต้องห้าม สันนิษฐานว่าส่วนชามกับฝาผลิตในจีนตามคำสั่งซื้อจากขุนนางหรือชนชั้นสูงชาวสยาม แล้วจึงส่งตัวชามสีขาวไปเขียนลายในไทย ใบที่นำมาจัดแสดงเขียนด้วยลวดลายจากวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี โดยสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้านบนฝาเขียนคำว่า ‘พระอไภย’ กำกับไว้ 

นิทรรศการหมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร ณ พระราชวังต้องห้าม นอกจากสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของไทย-จีนที่สืบย้อนไปในอดีตนับพันปีได้เป็นอย่างดี ยังเป็นโอกาสให้ทีมภัณฑารักษ์ไทยและจีนได้แลกเปลี่ยน-เรียนรู้กระบวนการออกแบบนิทรรศการและส่วนจัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น วิธีจัดวางสิ่งของ จัดแสงสี สร้าง Mood & Tone สร้างบรรยากาศให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับภูมิหลังของโบราณวัตถุจากต่างแดน 

และช่วงปลายปีนี้ จะมีการจัดนิทรรศการในลักษณะเดียวกัน โดยจะนำโบราณวัตถุจากพระราชวังต้องห้ามมาจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งภัณฑารักษ์ไทยจะรับหน้าที่ออกแบบนิทรรศการและส่วนจัดแสดง น่าตั้งตารอชมเป็นอย่างยิ่งว่าจะออกมาตระการตาขนาดไหน 

นิทรรศการหมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร จัดแสดงจบไปแล้ว แต่รับชมย้อนหลังในรูปแบบ Virtual Exhibition ได้ที่นี่ 

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

บรรณาธิการฝึกหัดที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล