21 พฤศจิกายน 2024
971

GC Sustainable Living Symposium 2024: GEN S GATHERING ภายใต้แนวคิด ‘ยั่งยืนไม่ยาก’ คืองานที่รวบรวมผู้คนจากภาครัฐและเอกชนเพื่อมาอัปเดตสถานการณ์ด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ 

ในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนต้องใช้พลังงาน และการใช้พลังงานนั้นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อโลก หากเรามีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบนี้ได้ 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล ซึ่งได้จัดงาน Symposium ในครั้งนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างการมีส่วนร่วมและระดมความคิดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและวิถีชีวิต Net Zero ผ่านการเสวนาและนิทรรศการนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในงาน พร้อมบอกเล่าให้ทุกคนรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าและทิศทางการดำเนินงานในด้านความยั่งยืนของประเทศไทยทั้งจากภาครัฐและเอกชน

จากแนวคิดของงานปีนี้ว่า ‘ยั่งยืนไม่ยาก’ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่เข้าร่วมงานปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความสำเร็จของการสร้างประเทศไทยสู่ความยั่งยืนได้นั้นต้องสร้างพลังความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโอกาสและความท้าทายมากมายในการเดินทางสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่ดี แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 รวมถึงการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ 

การมาเดินในงานนี้เราจึงได้เห็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และได้เห็นข้อมูลสถิติที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยเรายังต้องเผชิญ บอกได้เลยว่าไทยยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ

เราขอสรุปทั้งโอกาสและความท้าทายในบทความนี้ เพื่อให้เรารู้ว่ากำลังอยู่จุดไหนบนแผนที่ด้านความยั่งยืนของโลกวันนี้

1. คนไทยปล่อยคาร์บอน 14 กิโลกรัมคาร์บอนต่อคน

ถ้าดูตัวเลขกลม ๆ คนไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกตัวเลขนี้ พร้อมคิดเลขให้ว่า ไทยมีประชากร 70 กว่าล้านคน คิดเป็นคนไทย 1 คนปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 14 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อวัน และตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยเราไม่เคยลดลง แม้ถ้าเทียบกับทั้งโลกที่ปล่อยกัน 5 หมื่นล้านตันต่อปี ไทยถือว่าปล่อยน้อย แต่เนื่องจากตำแหน่งของประเทศอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงต้องเผชิญกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนหนักกว่าประเทศอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและสภาพอากาศในภูมิภาค

  มนุษย์ทุกคนใช้พลังงาน ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นจนถึงนอน การจะลดการใช้พลังงานเป็นเรื่องยาก เช่น ถ้าคนไทยทุกคนช่วยกันอยู่บ้าน ไม่เปิดแอร์ 3 วัน ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงแน่นอน แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ 

ดร.ชญาน์ เล่าต่อว่า ประเด็นที่โลกกำลังถกเถียงกัน คือการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน (Energy Transition) ไทยเราเองก็เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น เนื่องจากมีต้นทุนสูง จึงต้องอาศัยเงินสนับสนุนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คำถามคือ ใครจะมาให้เรา ประเด็นนี้เรียกรวม ๆ ว่า Climate Finance หรือการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องหลักที่คุยกันในงานประชุม COP ทุกปี (การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 

มีการคำนวณกลม ๆ ว่าการเปลี่ยนผ่านสำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้วต้องอาศัยเงินสนับสนุนร่วมล้านล้านเหรียญฯ (Trillion) ต่อปี 

ไทยจำเป็นต้องใช้ทั้งน้ำมันฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โชคดีมากที่เรามีก๊าซธรรมชาติที่ขุดพบเมื่อหลายสิบปีก่อน ไฟที่เราใช้ทุกวันนี้ 70 – 80% มาจากส่วนนี้ พลังงานค่อนข้างสะอาด ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นพลังงานที่เหมาะสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ก๊าซลดลงเรื่อย ๆ เรายังต้องนำเข้าส่วนหนึ่งเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ที่หลายคนจับตา หากมองในแง่การใช้พลังงานระดับชาติ รับความต้องการของประชากร 70 ล้านคนก็ยังไม่เพียงพอ 

ปัญหาหลักของพลังงานแสงอาทิตย์คือยังไม่เสถียร ต้องใช้แบตเตอรี่มาช่วยอัดไฟเพื่อใช้งานต่อเนื่อง ต้นทุนส่วนนี้ยังสูงอยู่ บวกกับพื้นที่ในการติดแผงโซลาร์เซลล์ของเราอาจยังไม่เพียงพอสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือความมั่นคงทางพลังงาน พูดง่าย ๆ คือไฟต้องไม่ดับบ่อย ใช้ได้ต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาประเทศไม่สะดุด แต่เราก็ต้องมองข้ามช็อตว่าเทคโนโลยีที่จะมาช่วยประเทศเราเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความยั่งยืนคืออะไร

2. CCS เทคโนโลยีความหวังของประเทศ

CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage 

พูดกันภาษาบ้าน ๆ คือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและการผลิตพลังงงานก่อนที่จะถูกปล่อยเข้าสู่อากาศ แล้วขนส่งสู่การกักเก็บลงไปในชั้นหินใต้ดินที่มีความลึกมากกว่า 1 กิโลเมตร ซึ่งมีความสามารถในการเก็บกัก CO2 ได้อย่างปลอดภัยและถาวร 

ในงาน Symposium นี้ จัดแสดงแบบจำลอง CCS ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือในกลุ่ม ปตท. ให้เห็นว่าแนวคิดเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นแบบไหน ใช้อย่างไร ประเทศไทยมีการศึกษาเรื่องนี้แล้ว แต่ปัญหาคือต้นทุนการผลิตยังสูงมากอยู่

  เหตุผลที่ CCS เป็นความหวังของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการมุ่งสู่การเป็นประเทศที่สะอาดขึ้น และใช้พื้นที่ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการชดเชยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือที่เราได้ยินกันว่าปลูกป่าได้คาร์บอนเครดิต 

หลายประเทศเน้นการปลูกป่า ดร.ชญาน์ คิดกลม ๆ ว่า ป่า 1 ไร่จะได้เครดิตราว 1 ตัน ไทยต้องการพื้นที่ปลูกป่าราว 350 ล้านไร่เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซใกล้เคียงกับ 370 ล้านตันต่อปี เราจะหาพื้นที่นั้นจากที่ไหน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และถ้าปลูกป่าแล้วดูดซับคาร์บอนไม่หมด ก็จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี CCS หลักการง่าย ๆ คือเราปล่อย เราไปจับมันไว้ แล้วเอามาเก็บใต้ดินที่ความดันสูง 

อย่างที่บอกว่า CCS ยังมีต้นทุนสูงมาก ต้องอัดก๊าซลงใต้ดินหลายกิโลเมตร ค่าใช้จ่ายนี้จะไปบวกต้นทุนพลังงานของประเทศให้สูงขึ้นอีก แต่ประเทศไทยต้องลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอนนี้มีโครงการ CCS กำลังพัฒนา 325 ที่ทั่วโลก แต่ยังไม่มีประเทศไทย หากเราทำได้คงดี ส่วนเทคโนโลยีเชื้อเพลิงอื่น เช่น ไฮโดรเจน ก็ยังแพงกว่าการใช้น้ำมัน 4 – 5 เท่า รถไฟฟ้าที่บ้านเรากำลังฮิตกัน แม้จะลดการปล่อยคาร์บอนบนถนน แต่รถต้องใช้ไฟ จำนวนการปล่อยคาร์บอนจะย้ายไปที่โรงไฟฟ้าปกติแทน เราคงใช้เวลาอีกหลายปีในการเปลี่ยนพลังงานสะอาด ต่อจากนี้เราต้องใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ลดการปล่อยคาร์บอนได้สักครึ่งหนึ่ง ถ้าเทคโนโลยีถูกลงก็จะอัดคาร์บอนลงใต้ดินได้ อนาคตยังพอมีแสงราง ๆ ถึงจะใช้เวลา แต่ยังดีกว่าเราไม่ทำอะไรเลย

3. ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : Action จากรัฐบาลที่น่าจับตา

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คือหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่อง Climate Change ในระดับนโยบาย

ปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มาเล่าให้เห็นถึงเส้นทางของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเริ่มจากความพยายามระดับโลกในการสร้างอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหามาตั้งแต่ปี 1994 จนมาถึงความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2016 เดิมทั่วโลกมองว่าประเทศพัฒนาแล้วควรเป็นคนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฝ่ายเดียว เพราะปล่อยเยอะกว่า แต่ในความตกลงปารีสเริ่มมีการคุยว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องช่วยลดการปล่อยด้วย นำมาสู่กฎหมายระหว่างประเทศที่กึ่ง ๆ บีบให้ทุกประเทศต้องให้คำมั่นสัญญาเพื่อปรับตัว 

ปวิชเล่าว่า รัฐบาลดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหานี้ และเข้ารูปเข้ารอยไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น โดยภายในงาน Symposium ได้รับการเปิดเผยรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติมากขึ้น ทั้งการคำนวณข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน รวมถึงแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต 

หัวใจของร่างพระราชบัญญัตินี้เน้นไปที่ความสมดุลในแต่ละวงการ ในร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนมากต้องมีการรายงานทุกปี พร้อมทั้งกำหนดเพดานในการปล่อยคาร์บอน วิธีนี้ช่วยยืดเวลาให้ธุรกิจได้ปรับตัวโดยไม่ถูกบีบคั้นเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยปละละเลยจนเกินไป 

ปวิชยังกล่าวถึงความกังวลของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับ ‘Green Washing’ พูดง่าย ๆ คือธุรกิจทำไม่จริงอย่างที่ประกาศไว้ ปวิชมองว่าหากมองในรายละเอียด เป็นเรื่องจริงที่บางธุรกิจไม่ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างแท้จริง แต่ไปซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยแทน วิธีใช้คาร์บอนเครดิตที่ถูกต้อง คือธุรกิจนั้นต้องพยายามลดการปล่อยคาร์บอนลดจนถึงขีดจำกัดแล้ว ยังมีการปล่อยอยู่ ค่อยทำเรื่องชดเชยทีหลัง นั่นคือการใช้คาร์บอนเครดิตควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่ธุรกิจได้พยายามลดการปล่อยแล้ว

นอกจากนี้ ปวิชเล่าเสริมว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมเรื่องการสนับสนุน SMEs เช่นกัน ซึ่ง SMEs มักเผชิญกับความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากขาดทรัพยากรและความสามารถในการดำเนินการเทียบเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยให้ SMEs เข้าถึงเงินทุนและทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับตัวได้และลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

4. ความจริงเรื่องคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิต น่าจะเป็นแนวคิดที่ถูกเข้าใจผิดมากในยุคของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในประเทศเรา มีหน่วยงานที่ชื่อว่า ‘องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก’ หรือ อบก. ทำงานตรงเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต ช่วยตรวจสอบ รับรอง และสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตในไทยให้เป็นไปตามหลักสากล

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิตของ อบก. มาเล่าความจริงเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนให้คนเข้าใจ แบ่งเรื่องหลัก ๆ ออกเป็น 3 ข้อ

หนึ่ง การเผยแพร่ข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ถือเป็นบันไดขั้นแรกของการทำธุรกิจให้โปร่งใส ตรงตามหลักธรรมาภิบาลในสังคม ก่อนที่ภาคธุรกิจจะทำการลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอน เราต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจของตัวเองปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ จากนั้นค่อยกำหนดเป้าหมาย ทำเรื่องลดการปล่อย และชดเชยตามลำดับ

หลายคนคงเคยได้ยินเป้าหมายที่เรียกว่า Carbon Neutral และ Net Zero กันมาบ้าง ในช่วงหลังธุรกิจส่วนใหญ่เน้นการตั้งเป้า Net Zero มากกว่า เพราะเป็นการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ปัจจุบันธุรกิจชั้นนำต้องทำแผนในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นขั้นตอน และการชดเชยซึ่งได้ไม่เกิน 10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน ต้องเลือกการชดเชยคาร์บอนที่เรียกว่าการเพิ่มการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน คาร์บอนเครดิตที่ใช้ในการชดเชยต้องมีคุณภาพน่าเชื่อถือ 

เรื่องนี้ภาครัฐทำเพียงฝ่ายเดียวไม่พอ ต้องร่วมกับภาคเอกชนทำไปด้วยกัน อโณทัยเล่าว่านี่เป็นที่มาของการจัดตั้งเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย หรือ Thailand Carbon Neutral Network เพื่อสร้างความร่วมมือช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอนในระดับประเทศและบรรลุเป้าหมายนี้ร่วมกัน

สอง คาร์บอนเครดิตมีหลายแบบ และในระดับสากลจะยอมรับคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ ไทยเป็นประเทศเดียวในในกลุ่มอาเซียนที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตในระดับชาติ โดยแบ่งย่อยอีก 2 ระดับ คือ T-VER และ Premium T-VER ความต่างคือแบบหลังจะได้รับการยอมรับในระดับสากลมากกว่า 

ไทยเริ่มมีโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ปี 2016 รวมแล้วได้กว่า 3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า มูลค่าการซื้อขายมากกว่า 300 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2024 เราซื้อขายไปประมาณ 6 แสนกว่าบาท ผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อีเวนต์ คอนเสิร์ต และงานใหญ่ ๆ ปัจจุบันไทยกำลังทำข้อตกลงกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้เรื่องนี้ขยายตัวมากขึ้น และในอนาคตอาจมีข้อตกลงกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการบินด้วย หากมาตรฐาน Premium T-VER ของไทยได้รับการยอมรับจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จะทำให้ประเทศไทยขายคาร์บอนเครดิตให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการบินได้ 

เรื่องของราคาคาร์บอนเครดิตนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว ผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ซื้อเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญมากคือลักษณะของโครงการที่สร้างประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อม รวมถึงความน่าเชื่อถือของมาตรฐานที่ใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ในอีกแง่หนึ่ง อโณทัยอธิบายว่า แนวคิดคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกการตลาดที่สร้างแรงจูงใจ เพราะถ้าไม่มีคนซื้อเครดิต ไม่มีความต้องการ (Demand) ก็จะไม่เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมเลย หมายความว่าเป็นการทำอย่างสมัครใจ ในแนวคิดเริ่มต้นนั้น คาร์บอนเครดิตมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อการซื้อขาย บางองค์กรทำเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งไว้เพื่อซื้อขายก็ได้เช่นกัน ถ้าธุรกิจที่สนใจเรื่องการชดเชย แต่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่ทำ Green Washing โดยไม่ตั้งใจ ก็ต้องเน้นลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง และใช้คาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือจริง ๆ

สาม ธุรกิจส่งออกตื่นตัวเรื่อง CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism อธิบายให้เข้าใจง่าย คือถ้าเราส่งสินค้าไปขายในประเทศที่มีนโยบายนี้ จะมีการตรวจสอบย้อนกลับ (Tracibility) ว่าระหว่างการผลิตและส่งออกสินค้าเราปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ จากนั้นเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ เราใช้คาร์บอนเครดิตเป็นค่าธรรมเนียมสำหรับนโยบายนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีของสหภาพยุโรปที่มีการกำหนดมาตรการไว้ชัดเจน เพราะตามหลักการของ CBAM ในสหภาพยุโรป มาตรการกลไกราคาคาร์บอนที่ใช้เพื่อลดภาระในการจ่ายค่าธรรมเนียมได้จะต้องมาจากราคาการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เท่านั้น ไม่รวมถึงคาร์บอนเครดิต ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ประกอบการระดับใด จำเป็นต้องรู้นโยบายระดับประเทศและโลกไว้บ้าง ทั้งหมดนี้มีประโยชน์ในการปรับตัวและเตรียมพร้อมในการดำเนินธุรกิจทั้งนั้น 

สุดท้าย หากเราต้องการมุ่งสู่ Net Zero หรือการเป็น Carbon Neutral Society การใช้คาร์บอนเครดิตก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดทั้งหมดในกระบวนการผลิตและกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้

5. ต่อไปเราจะได้เห็น Carbon Price อยู่ในราคาสินค้ามากขึ้น 

กรมสรรพสามิต เป็นองค์กรที่บริหารภาษีของประเทศ

รัชฎา วานิชกร ผู้อำนวยการสำนักแผนกภาษี กรมสรรพสามิต เล่ายิ้ม ๆ ว่า หลายคนคิดในแง่ลบว่ากรมจะมาคิดภาษีเพิ่มฝ่ายเดียว แต่กับเรื่องนี้ เธอมองว่ากลไกทางภาษีและมาตรการการคลังช่วยสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจปรับตัวให้ด้วยการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ความจริงกลไกทางภาษีนี้มีมานานแล้ว ประเทศเราปล่อยคาร์บอนเยอะสุดในภาคพลังงานและขนส่ง กลไกก็จะอยู่ที่ 2 ส่วนนี้เป็นหลัก รัชฎาอธิบายแนวคิดว่าแบ่งเป็น 2 แบบ คือ Well to Tank (ภาคพลังงานน้ำมัน) และ Tank to Wheel (ภาคขนส่ง) เอาเรื่องขนส่งก่อน เจาะไปที่การใช้รถยนต์ เจ้าของรถคงรู้ว่าเราต้องเสียภาษีทุกปี ก่อนปี 2016 ภาษีรถยนต์จะเก็บตามขนาดกระบอกสูบรถยนต์ ใช้หลักฟุ่มเฟือยในการคิด ใครมีรถใหญ่หรือรถแรงจ่ายแพงกว่า

ปี 2016 ถือเป็นปีแรกที่กรมนำหลักสิ่งแวดล้อมมาคิดภาษี เริ่มจากการแบ่งภาษีรถไฮบริด HEV (เสียบปลั๊กไม่ได้) และ PHEV (เสียบปลั๊กได้) ออกจากรถ ICE (รถสันดาป ใช้น้ำมัน) ตอนนี้ถ้าอยากเสียภาษีน้อย ก็ควรใช้รถ EV หรือรถที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า นี่คือแนวคิดที่กรมใช้ในปัจจุบัน สำหรับภาคพลังงาน กรมสนับสนุนให้นำเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ผสมในเชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพจะช่วยปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า ยิ่งผสมมาก อัตราภาษีก็ต่ำลง เป็นแนวคิดที่ใช้ทั้งกับน้ำมันและสินค้าประเภทอื่นที่ต่อยอดมาจากปิโตรเคมี

รัชฎาเล่าว่า กรมรู้ดีว่ากว่ากฎหมายจะบังคับใช้ต้องใช้เวลา แต่ทั่วโลกนั้นไม่รอเรา ออกกฎบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวอยู่เรื่อย ๆ กรมจึงอยากนำร่องทำอะไรสักอย่าง โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่หนึ่งในเรื่องที่กรมจะทำ คือเปิดเผยราคาของคาร์บอนหรือ Carbon Price ในราคาสินค้ามากขึ้น เพื่อให้คนรู้ว่าของที่เราใช้ปล่อยคาร์บอนมากหรือน้อย ซึ่งคิดจากนำราคาคาร์บอนกลางที่รัฐกำหนด มาคูณกับตัวเลขปัจจัยการปล่อยหรือ Emission Factor ก็จะได้ภาษีคาร์บอนแต่ละชนิด 

นโยบายนี้ไม่ได้แปลว่าราคาสินค้าจะบวกค่าคาร์บอนเพิ่ม แต่แสดงให้เห็นต้นทุนทางพลังงานที่เราต้องรับผิดชอบ ต่อไปเวลาเติมน้ำมันก็จะเห็นราคาคาร์บอนโชว์ขึ้นมา เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น

6. ภาคเอกชนกำลังปรับตัวอย่างหนักตามวิถีของตัวเอง

ในงานครั้งนี้มีภาคเอกชนที่เป็นพันธมิตรของ GC มาร่วมออกบูทคับคั่ง มีทั้งธุรกิจระดับ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่งสินค้าไปหลายประเทศ

บนเวทีเสวนาเรื่องความร่วมมือในการพัฒนา Bioplastic เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการขยะพลาสติก มีการเชิญตัวแทนจากธุรกิจหลากหลาย ได้แก่ กิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ CPF ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) สาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม GC และ วรรณรัตน์ พันธุ์จันทร์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงาน Operations ธนาคารไทยพาณิชย์

อย่างที่เล่าไปว่าเทคโนโลยีในการจัดการคาร์บอนยังมีต้นทุนค่อนข้างสูง เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลายธุรกิจจึงพยายามปรับตัวเท่าที่ทำได้มากที่สุด ด้วยบริบทและปัจจัยที่มีต่างกัน ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เน้นเรื่องการหมุนเวียนและกลับมาใช้ใหม่ได้ การปรับวิธีการขนส่งสินค้าให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง หรือการคิดค้นเทคโนโลยีอใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยเสริมให้ธุรกิจคู่ค้าปรับตัวเร็วขึ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรมของพนักงานที่แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ช่วยให้เราคุ้นชินกับโลกที่เปลี่ยนไปดีขึ้น

งาน GC Sustainable Living Symposium 2024: GEN S GATHERING คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการปลุกพลังให้คนได้เห็นทั้งความหวัง ทางเลือก และความท้าทายที่กำลังรอเราอยู่ในอนาคต เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกใบนี้ให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน