16 ตุลาคม 2025
76 K

เชฟทักษ์-นุติ หุตะสิงห คือรองแชมป์โลกที่คว้ารางวัลจากการเล่าเรื่องขนมชั้น เขาเล่าเรื่องซับซ้อนอย่างวิทยาศาสตร์ เคมี ไปจนถึงทฤษฎีอาหาร ให้สนุกและเข้าใจง่าย รายการ Eat Direction พอดแคสต์จาก The Cloud จึงชวนเชฟทักษ์มาตอบข้อสงสัยเรื่อง Food Safety หรือความปลอดภัยทางอาหารในชีวิตประจำวัน รวบรวมคำถามมาจากหลายแหล่ง ตั้งแต่แม่บ้าน คอมเมนต์ชาวเน็ต ไปจนถึง AI 

เช่น กินอาหารที่อุ่นซ้ำ ๆ ทำให้เป็นมะเร็ง เหล้าเก็บไว้ยิ่งนานยิ่งดี เก็บเนื้อในช่องแช่แข็งได้นานแค่ไหน ถุงซิปล็อกใช้ซ้ำได้ไหม อาหารเป็นพิษออกฤทธิ์หลังจากกินไปกี่ชั่วโมง ควรรอให้หายร้อนหรือแช่ได้เลย ขวดน้ำเปล่าเปิดแล้วกินได้ภายในกี่วัน วิธีเก็บไข่ให้ได้นาน ๆ เปลือกผลไม้ขึ้นรายังกินได้ไหม กินของไม่ดีแต่ออกกำลังกายชดเชยได้ไหม ตู้เย็นมีเชื้อราไม่น่าใช้ต่อ และอีกมากมาย 

นี่คือถาม-ตอบ 30 ข้อเรื่อง Food Safety กับเชฟทักษ์ และตามไปรับฟังทั้ง 2 ตอนได้ที่ YouTube

ไม่เกี่ยวกัน อาหารที่อุ่นบ่อย ๆ ไม่ว่าจะใช้แก๊สหรือไม่โครเวฟ ไม่ได้เพิ่มสารก่อมะเร็ง

สมมติทำไข่พะโล้แล้วตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องโดยไม่แช่เย็น จะกินก็อุ่นแล้วตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องอีก แบบนี้มีโอกาสทำให้แบคทีเรียหรือเชื้อราจะโต ถ้าเกิดแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ผลิตสารพิษที่ทนความร้อน การอุ่นก็ไม่ช่วย กินไปก็อาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ แต่กรณีนี้เกิดยากมาก 

สรุปคือควรเก็บอาหารด้วยการแช่เย็นในอุณหภูมิที่เย็นมากพอ เช่นต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส

ขึ้นอยู่กับอาหาร ถ้ามีกลิ่นตุ ๆ บางทีกลิ่นนั้นมาจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่อันตราย จุลินทรีย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือจุลินทรีย์ก่อโรคและไม่ก่อโรค ถ้าเป็นจุลินทรีย์ประเภทไม่ก่อโรค นำมาอุ่นซ้ำก็ปลอดภัย

การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟทำให้อาหารมีอุณหภูมิเกิน 70 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว แต่อยู่ที่กำลังวัตต์ อาหารที่ชิ้นใหญ่ควรใช้วัตต์ต่ำ (200 – 300 วัตต์) เพราะหากใช้วัตต์สูง คลื่นไมโครเวฟจะทะลุลงไปได้ไม่มาก ทำให้อาหารร้อนแค่ภายนอก ส่วนอาหารชิ้นเล็กควรใช้วัตต์สูง (600 วัตต์ขึ้นไป)

Danger Zone ที่จะทำให้เชื้อในอาหารโตคือ 5 – 60 องศาเซลเซียส ถ้ารอให้เย็นจนพ้นจากนั้นเชื้อจะโตได้ดีกว่า หลายคนบอกว่าไม่ให้เอาของร้อนเข้าตู้เย็น ถ้าร้อนขนาดเพิ่งเดือดเอาเข้าไม่ได้ แต่ถ้าอุ่น ๆ (อุณหภูมิ 50 – 60 องศาเซลเซียส) เอาเข้าได้ ตู้เย็นไม่ได้พังง่ายขนาดนั้น ต่อให้เอาแกงเดือด ๆ แช่เลย ตู้เย็นก็จะมีกลไกผลิตความเย็นมารองรับ 

สรุปคือ ถ้าได้รับอาหารมาควรเอาเข้าตู้เย็นเลย

อาหารในร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่ใส่วัตถุกันเสีย กินได้แต่ไม่ควรกินทุกวัน กินแค่ช่วงที่จำเป็นจริง ๆ เพราะร่างกายจะได้รับวัตถุกันเสียในปริมาณมากเกินไป

ถ้าใช้ ‘ถุงร้อนใส’ อันตราย ถุงใส่อาหารมี 3 ชนิด ได้แก่ ถุงเย็น ถุงร้อนขุ่น ถุงร้อนใส

ถุงเย็น ทำมาจาก LDPE (Low-density Polyethylene) คุณสมบัติทนความเย็นได้มาก แม้อยู่ในอุณหภูมิติดลบก็ยังยืดหยุ่น ไม่เปราะ แต่ไม่ทนต่อความร้อน ถ้านำไปใส่น้ำเดือดจะละลาย 

ถุงร้อนขุ่น ทำมาจาก HDPE (High-density Polyethylene) เป็นพลาสติกชนิดเดียวกับถุงเย็นแต่หนาแน่นขึ้น พอมันขุ่น จึงทนความเย็นได้เหมือนกันแต่ไม่ดีเท่าถุงเย็น และทนร้อนได้ถึงประมาณ 100 องศาเซลเซียส

ส่วน ถุงร้อนใส คนนิยมใช้กันมาก ทำมาจาก PP (Polypropylene) ทนความร้อนได้ถึง 150 องศาเซลเซียส ทนร้อนได้มากที่สุด แต่ไม่ทนต่อความเย็น พออยู่ในอุณหภูมิต่ำว่า -10 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าค่า Temperature Glass จะแตก

สรุปคือ ถุงร้อนขุ่นใช้งานได้อเนกประสงค์สุด

ถ้าอยู่ในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง เพราะจุลินทรีย์จากปากเยอะมาก ยิ่งถ้าเก็บขวดน้ำดื่มแล้วไว้ในรถ จุลินทรีย์มีโอกาสโตขึ้นมาก หรือเลือกใช้หลอดดูดน้ำจะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น 3 – 4 วัน 

สรุปคือ เปิดขวดแล้วควรดื่มน้ำให้หมดหรืออย่าทิ้งไว้ข้ามวัน

ชาไม่ใช่ EXP (Expiry Date) แต่เป็น BBF (Best Before End) เพราะใบชาจะแห้ง เชื้อจะไม่โต ยกเว้นชาที่แกะถุงแล้วแต่เก็บไม่ดี มีความชื้นเข้าไปในใบชาและเกิดเชื้อรา 

ส่วนถ้าชาที่ยิ่งเก็บนานยิ่งดี อาจหมายถึงชาหมัก ชาผู่เอ๋อร์ ชาดำ ชาอู่หลัง หรือชาที่ผ่านกระบวนการเยอะ ๆ พวกนี้ยิ่งเก็บนานกลิ่นจะยิ่งซับซ้อน เหมือนการเก็บไปช่วยเพิ่มกระบวนการหมักชา แต่ไม่ใช่กับชา Minimal Process เช่นมัทฉะ เซนฉะ หรือชาเชียว เพราะพวกนี้เป็นชาอายุสั้น ยิ่งเก็บนานกลิ่นยิ่งจาง สารที่มีประโยชน์ก็จะน้อยลงไปด้วย 

สรุปคือ ชาหมักเก็บนานได้ แต่มัทฉะ เซนฉะ หรือชาเชียว เก็บไว้นานก็ยังดื่มได้แต่คุณภาพลดลง

เหล้ามีแอลกอฮอล์สูง เชื้อโตไม่ได้ การหมดอายุของเหล้าจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ จึงยังกินได้ แต่กลิ่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไป

ไม่จริง น้ำผึ้งมีเชื้อ Zygosaccharomyces เป็นยีสต์ที่ทนน้ำตาลสูง ซึ่งทำให้คุณสมบัติของน้ำผึ้งเสียไป แต่ไม่เป็นอันตราย

น้ำประปากำจัดพยาธิหรือยาฆ่าแมลงไม่ได้ โดยน้ำแรกเป็นน้ำประปาไหลผ่านตลอดเวลาประมาณ 2 – 3 นาที แล้วนำไปแช่น้ำส้มสายชู เกลือ หรือเบกกิ้งโซดา แล้วนำไปล้างน้ำไหลผ่านอีกครั้ง

โอโซนบับเบิลคือการล้างผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ด้วยก๊าซโอโซน คนมองว่าโอโซนนี้เป็นของดี แต่ถ้าโอโซนมีความเข้มข้นสูง ทำลายเยื่อบุปอดได้ ปัจจุบันมีเครื่องผลิตโอโซนเพื่อล้างผัก ความเข้มข้นไม่มากแต่อยู่ในระดับที่ฆ่าเชื้อไข่พยาธิ แบคทีเรีย หรือเชื้อราได้ ซึ่งเบกกิ้งโซดาฆ่าไม่ได้ 

สรุปคืิอ เบกกิ้งโซดามีคุณสมบัติในการกำจัดหรือลดยาฆ่าแมลง แต่ถ้าอยากฆ่าเชื้อหรือสารเคมีตกค้างต้องใช้โอโซน ซึ่งข้อเสียโอโซนคือเครื่องมีราคาสูง ใช้เวลานานกว่า 

ไข่ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตมีการล้างมาก่อนแล้วด้วยน้ำที่ไม่แรงมาก เพื่อไม่ให้เยื่อหุ้มเปลือกไข่หลุด เชื้อจะไม่ได้เข้าไป และเป็นน้ำที่ผสมคลอรีนหรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้ว แต่น้ำประปาตามบ้านยัง ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ จึงแนะนำให้เช็ด โดยเฉพาะไข่เป็ดที่อาจมีสิ่งสกปรกติดมาด้วย ให้เช็ดด้วยผ้าเปียกหมาดให้สะอาด ไม่ต้องล้างด้วยน้ำก็ได้ 

อุณหภูมิที่เก็บไข่เป็นส่วนสำคัญ เคยมีคนทดลองเก็บไข่โดยไม่ล้างในอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ไข่อยู่ได้ประมาณ 2 – 3 เดือน แต่ถ้าล้างหรือเช็ดจนสารที่เคลือบตรงเยื่อหุ้มเปลือกไข่หลุด ไข่จะอยู่ได้เพียงเดือนเดียว หรือถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง อาจอยู่ได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์

วางไข่ด้านแหลมลงแล้วจะเก็บได้นานขึ้น จริง ๆ แล้วยังไม่มีงานวิจัยรองรับ เป็นความเชื่อล้วน ๆ 

สรุปคืิอ เช็ดดีกว่าล้าง และควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น (ห้ามแช่ช่องฟรีซ เพราะโปรตีนไข่ขาวจะเสื่อมสภาพ)

หลายร้านชอบรอล้างจานพร้อมกันทีเดียว จานแต่ละใบมีเศษอาหารมัน ๆ ทั้งไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต หากแช่น้ำไว้ในภาชนะที่มีสารชำระล้าง (Detergent) หรือน้ำยาล้างจานไม่เข้มข้นมากพอ เกิน 3 – 4 ชั่วโมง แบคทีเรียจะโต เกิดกลิ่นตุ 

สรุปคือ แช่ได้แต่อย่าเกิน 3 – 4 ชั่วโมง หรือถ้าจำเป็นต้องแช่ทิ้งไว้ ควรใส่น้ำยาล้างจานในปริมาณที่เข้มข้นมากพอหรือผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปด้วย หากเป็นในบ้าน แนะนำให้ล้างทันที

ขึ้นอยู่กับอาหาร ถ้าเป็นอาหารเนื้อแข็ง เช่น หอมใหญ่ แคร์รอต คว้านออกได้ เพราะรากของราไชลงไปไม่ได้ ถ้าเป็นอาหารเนื้ออ่อน เช่น ขนมปัง เค้ก คว้านออกยังไงเชื้อก็ยังคงอยู่

รอยดำที่เปลือกทุเรียนเป็นสิ่งมีชีิิวิตตระกูลยีสต์ แต่ถ้ารอยขาวที่เปลือกลองกองคือรา ยีสต์บนเปลือกทุเรียนสร้างสปอร์และสร้างสารพิษได้ แต่เป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์แค่กับพืช ส่วนรอยขาวที่เปลือกลองกองไม่สร้างสารพิษ 

แต่การเกิดราที่เปลือกผลไม้จะทำให้เปลือกอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ อาจมีแบคทีเรียเข้าไปได้ จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยง ทั้งนี้ ในผลไม้บางชนิด เช่น ทุเรียนซึ่งมีเปลือกหนา การเกิดเชื้อราที่เปลือกจึงมักไม่ส่งผลต่อเนื้อด้านใน และอาจจะทำให้เนื้อหวานขึ้นด้วย เพราะเป็นการตอบสนองของสิ่งมีีชีิวิตที่ว่า หากเกิดแผลหรือความเครียดไม่ว่าจะมาจากความแห้งแล้งหรือแสงแดดไม่พอ มันจะผลิตสารด้วยตัวเองมากขึ้น เหมือนมะนาวในฤดูร้อนที่จะหอมกว่า เปรี้ยวกว่า 

ทุเรียนที่เปลือกมีรอยดำจึงกินได้ แต่ควรระมัดระวังในการปอก อย่าให้กินเนื้อ ปอกให้พอเป็นร่องแล้วแงะเปลือกออก ถ้าเนื้อไม่ช้ำแสดงว่ากินได้ 

ส่วนผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่มีราสีขาว ไม่ควรกินลูกที่มีรา แต่ลูกอื่น ๆ ที่ไม่มีรากินได้ สปอร์อาจจะแพร่กระจายบ้าง แต่ราที่เกิดในผลไม้มักไม่ค่อยเป็นพิษกับคน ล้างน้ำเอาสปอร์ออกก็พอ

ต้องทำความสะอาดทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นเชื้อราสายพันธุ์อะไร บางสายพันธุ์ผลิตสปอร์ซึ่งฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งตู้เย็น หากนำอาหารไปแช่โดยไม่ได้คลุมพลาสติก สปอร์จะมาเกาะ อาหารจะเสียไวและเป็นสารพิษเข้าสู่ร่างกายคนกิน 

หากตู้เย็นมีเชื้อราแล้วไม่อยากเปลี่ยนตู้เย็นใหม่ แนะนำให้เอาอาหารออกทั้งหมด ถอดปลั๊ก ทำความสะอาดตู้เย็นด้วยสบู่และน้ำส้มสายชู หรือถ้ามีแอลกอฮอล์ก็ใช้ร่วมด้วยได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีเชื้อรา ขัดออกให้หมด แล้วถึงจะนำตู้เย็นไปใช้งานต่อ แต่วิธีการนี้ไม่ครอบคลุมถึงการทำความสะอาดส่วนคอมเพรสเซอร์ของตู้เย็น

ไม่ต้อง ล้างจนกว่าจะรู้สึกสะอาดก็พอ ถ้าจานไม่สกปรกมาก ล้างแค่ 5 วินาทีก็สะอาด

ความลื่นบนจานคือไขมัน ทำให้แบคทีเรียสะสม ถ้าหายลื่นแล้วและเกิดความเอี๊ยด ไขมันหมดแล้ว โอกาสที่แบคทีเรียจะโตก็ลดลงไปด้วย

ไม่จริง ฟองน้ำเป็นตัวเก็บเชื้อโรคเพราะมีรูพรุนเยอะ ควรเปลี่ยนทุก 1 สัปดาห์ และควรทำความสะอาดโดยบีบฟองทั้งหมดออก ใส่น้ำยาล้างจาน ขยำอีกครั้ง แล้วบีบฟองออกให้หมด

ข้อดีของเขียงพลาสติกคือไม่สะสมเชื้อรา แต่ทุกครั้งที่หั่น คมมีดจะเฉือนลงไปในพลาสติกเล็กน้อย ทำให้ไมโครพลาสติกออกมาติดกับอาหาร และการใช้เขียงพลาสติกจะไม่ทำให้มีดทื่อ 

เขียงเขียงสเตนเลสทำให้มีดทื่อไวมากและลื่น แต่เขียงชนิดนี้ไม่สะสมเชื้อรา ไม่มีไมโครพลาสติก จึงควรใช้มากกว่า

ถ้ากระป๋องบุบเข้าจากแรงกระแทกไม่เป็นไร แต่ถ้ากระป๋องพองออก เกิดจากเชื้อที่หายใจแล้วเกิดแก๊สข้างใน หรือกระป๋องบุบตรงขอบรอยต่อก็มีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าไปได้

อาหารเป็นพิษ มี 2 แบบ ติดเชื้อเพราะสารพิษ (Intoxication) เป็นการติดเชื้อทางเดินอาหารส่วนบน จะมีอาการไม่เกิน 6 ชั่วโมง มีอาการอาเจียน ท้องเสีย ถ้าติดจากตัวเชื้อ (Infection) เป็นการติดเชื้อทางเดินอาหารส่วนปลาย จะมีอาการ เช่น ท้องเสีย หลังกินอาหาร 6 ชั่วโมงขึ้นไป

ควรเก็บในตู้เย็น เพราะเชื้อ Aflatoxin โตยากในอุณหภูมิต่ำ และควรเก็บแบบปิดฝาให้สนิทให้ความชื้นเข้าไปไม่ได้ เพราะในของแห้งอาจมีเชื้อราที่ทนความร้อนมาก ก่อให้เกิดมะเร็งตับหรือตับอักเสบได้หากสะสมในร่างกายจำนวนมาก

ข้าวที่อุ่นตลอดเวลาบูดไวกว่าข้าวที่ไม่อุ่นตลอดเวลา เพราะอุณหภูมิในการอุ่นอยู่ที่ประมาณ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้สปอร์ของ Bacillus สร้างสารพิษ ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย และไม่ควรเก็บข้าวที่อุ่นไว้นานเกิน 4 – 6 ชั่วโมง

นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตมาจาก Lactobacillus และ Streptococcus thermophilus เป็นแบคทีเรียที่ปลอดภัย แต่นมตัวอื่นที่ไม่มีแบคทีเรีย 2 ชนิดนี้แต่มีรสเปรี้ยว อาจเกิดจากเชื้อตัวอื่นที่สร้างกรดทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

ถ้าเก็บไว้นอกตู้เย็นจะไม่เสีย แต่อาจมีสีหรือกลิ่นที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ควรแช่ตู้เย็นเพื่อคงสภาพ เครื่องปรุงสูตรลดโซเดียมควรเก็บในตู้เย็น เพราะมีปริมาณเกลือต่ำ หากเก็บในอุณหภูมิห้องอาจทำให้เสีย

สารกันบูดคือสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อทำให้เชื้อโตยากขึ้น ถ้ากินเกินที่กฎหมายกำหนดและกินเป็นระยะเวลานานจะส่งผลต่อตับ

เกรดที่สารเจือปนไม่เยอะเกินไปที่จะส่งผลอันตรายต่อมนุษย์ คุณภาพบริสุทธิ์เพียงพอที่คนกินได้

ส่วนที่งอกมีสาร Solanine ซึ่งเป็นสารพิษ พืชสร้างขึ้นเพื่อป้องกันแมลง เมื่อกินเข้าไปจะส่งผลต่อระบบประสาท เมื่อโดนแสงแดดพืชจะงอกแล้วสะสมสารพิษตรงส่วนที่งอก ทำให้มันฝรั่งมีสีเขียว ๆ ฟ้า ๆ 

ถ้าคว้านส่วนนั้นทิ้ง ส่วนที่เหลือนำไปทำอาหารต่อได้

ไม่ได้ คนที่ออกกำลังกายย่อมดีกว่า เพราะได้เอาน้ำตาลจาก UPF ไปใช้ ความเสี่ยงเบาหวานอาจจะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าออกกำลังกายแล้วจะกินอาหาร UPF เยอะแค่ไหนก็ได้

สมมติคนออกกำลังกายทุกวัน แต่กินไส้กรอกซึ่งมีสารไนเตรตทุกมื้อ ก็มีโอกาสเป็นมะเร็ง เพราะการออกกำลังกายช่วยหักล้างอันตรายจาก UPF ได้เพียงบางส่วน

Writers

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

บรรณาธิการฝึกหัดที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

อภิสรา ศรีสุระพรภิญโญ

a fangirl, a concertgoer, and a proofreader