ในปี 2026 นี้ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลกกลายเป็นกลุ่ม ‘Flexitarian’ หรือผู้ที่ลดการกินเนื้อสัตว์ในบางมื้อ
ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า ในประเทศไทยมีคนหันมาลดเนื้อสัตว์สูงถึง 25% ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ (86%) และความกังวลเรื่องโลกร้อน (67%)
ที่น่าสนใจคือปีนี้ผู้คนเริ่มขยับออกจาก ‘เนื้อปลอม’ ที่ผ่านการแปรรูปสูง (Ultra-processed) แล้วหันกลับมาหา Whole Food อย่างถั่ว ธัญพืช และผักพื้นบ้าน ซึ่งเป็น Super Food
งาน ‘The Flexitarian Market : กินแบบเรา เบาที่โลก’ คือคำตอบที่พิสูจน์ว่า การกินดีมีสุขภาพและช่วยโลกไปพร้อมกันไม่จำเป็นต้องตึงเครียด แต่เริ่มได้จากการปรับจานอาหารให้มีความ ‘ยืดหยุ่น’ (Flexitarian) ลดเนื้อสัตว์อุตสาหกรรมที่สร้างภาระให้โลก แล้วหันมาโอบกอดความหลากหลายของโปรตีนธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อร่างกาย
The Flexitarian Market
ก้าวแรกเมื่อถึงสถานที่จัดงาน เราพบกับ Flexitarian Market ตลาดที่มาพร้อมกับบรรยากาศคึกคักและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารพื้นบ้าน พร้อมด้วยรอยยิ้มของชาวบ้านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ชาวชาติพันธุ์ทั้งอ่าข่า ลาหู่ ลีซู ลัวะ ปกาเกอะญอ ไทใหญ่ และไทยวน ยกทัพสรรพสิ่งน่าสนใจมาให้เราเลือกชิมและช้อปมากมาย มีทั้งถั่วพื้นบ้านนานาชนิดจากกลุ่มสตรีบ้านหน่าแต๊คะ (แกน้อย) อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แกงสารถั่วซอกจากเครือข่ายสตรีชาติพันธุ์ไทใหญ่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยำหัวปลีงาและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านจากกลุ่ม Seeds Journey จังหวัดเชียงราย


อาหารทุกจานและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดล้วนชูจุดเด่นเรื่องการใช้วัตถุดิบในชุมชนที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับสุขภาพของคนกินได้เป็นอย่างดี
เดินตลาดชิมและช้อปกันเต็มไม้เต็มมือแล้ว ไปพบกับสาระแบบจัดเต็มในห้องเสวนาที่หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาพูดคุยกันแบบ 2 วันเต็ม


ทำไมถึงต้องลดเนื้อสัตว์อุตสาหกรรม
เปิดฉากวันแรกด้วยวงเสวนา ‘Flexitarian Brief’ ที่พาเราไปถอดรหัสว่ามื้ออาหารผูกโยงกับวิกฤตโลกอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีต้นตอส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ซึ่งทำลายผืนป่าไปกว่า 11.8 ล้านไร่
การเลือกกินอย่างรู้ที่มาจึงเปรียบเสมือนการส่งเสียงโหวตเพื่อเปลี่ยนนโยบายรัฐ ขณะเดียวกันเสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ยังสะท้อนว่า เกษตรเชิงเดี่ยวกำลังรุกคืบจนทำลายความหลากหลายทางอาหารและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เคยช่วยลดโลกร้อน เปลี่ยนให้ผู้คนหันไปหาอาหารแปรรูปที่ก่อโรคแทน เราจึงต้องเร่งสร้างชุดความรู้เรื่องอาหารจากธรรมชาติให้กลับคืนมา

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาฝุ่นและการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องแก้ที่โครงสร้างและสิทธิในที่ดินเพื่อให้เกษตรกรรักษา ‘ซูเปอร์มาร์เก็ตในป่า’ ไว้ได้ พร้อมกับการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้เกิดขึ้นจริง
จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือการเริ่มที่ตัวเราเองในห้องครัว เพราะปัจจุบันคนไทยกินเนื้อสัตว์เกินจำเป็นถึง 3 เท่า การปรับจานอาหารให้มีผักครึ่งหนึ่งและเพิ่มโปรตีนพืชจึงไม่ใช่เรื่องของการแบกโลกที่หนักอึ้ง แต่คือการสร้าง Health Span หรือช่วงเวลาการมีสุขภาพดีที่ยืนยาว เป็นทางออกที่เข้าถึงง่ายและเติมเต็มความสุขได้ในทุก ๆ วัน


อาหารพื้นบ้านคือหัวใจของ Flexitarian
ในงานนี้มี Local Diet Workshop อาหารพื้นบ้าน = Flexitarian เวิร์กช็อปที่พาไปทำความรู้จักกับอาหารของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางโภชนาการ
ในเวิร์กช็อปครั้งนี้มีการร่วมกันแยกแยะองค์ประกอบของอาหารพื้นบ้าน โดยมีแม่ครัวชุมชนและนักกำหนดอาหารมาร่วมยืนยันว่า ‘การกินแบบพื้นบ้านไทยนี่แหละที่รักษ์โลกและดีต่อสุขภาพที่สุด’ มีการสาธิตการดัดแปลงวัตถุดิบพื้นถิ่นให้กลายเป็นเมนูที่น่ากินและยกระดับขึ้น เพื่อให้เห็นว่ารสชาติที่จัดจ้านและจริงใจของท้องถิ่นตอบโจทย์การกินแบบยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ล้อมวงมองหา ‘โอกาส’ จากจานอาหารสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ในวงเสวนา Round Table: โอกาสของโลก โอกาสของเรา ชวนผู้ประกอบการและเกษตรกรมาล้อมวงคุยถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ #LongevityFood ซึ่งไม่ใช่แค่การดูแลร่างกายให้อายุยืนยาว แต่คือโอกาสในการออกแบบวงจรการค้าที่รับผิดชอบต่อโลก นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างชุมชนผู้ผลิตและภาคเอกชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน


Flexitarian Food Design Workshop : ทฤษฎีทำได้จริงภายใน 1 วัน
สูตร 2 : 1 : 1 จากนักกำหนดอาหาร ให้ความรู้เรื่องการจัดจานให้เป็น ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์/โปรตีนพืช 1 ส่วน เพื่อโภชนาการที่สมดุล


ความน่าสนใจอยู่ที่ ‘การออกแบบเมนูให้ยืดหยุ่น’ ไม่ได้สอนให้เราต้องอดหรือต้องกินแต่ของที่หายาก แต่นักกำหนดอาหารชวนให้เรามองหาวัตถุดิบใกล้ตัวในตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน แล้วนำมาปรุงด้วยหัวใจที่รักษ์โลกมากขึ้น เราได้เห็นการออกแบบเมนูที่คุ้นเคยพร้อมได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนมื้ออาหารให้เป็นมื้อที่ดีได้ยิ่งขึ้น

เมื่อสำรับน้ำพริกกลายเป็นบทเรียนความยั่งยืนบนโต๊ะอาหาร
และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญภายในงาน The Flexitarian Market : กินแบบเรา เบาที่โลก คือกิจกรรม ล้อง ลอง เทเบิ้ล The Flexitarian Dinner ที่หยิบยก ‘สำรับน้ำพริก’ มาเล่าเรื่องความยั่งยืนได้อย่างอร่อยล้ำ
ในค่ำคืนนี้ น้ำพริกทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงร่างกาย ธรรมชาติ และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นเสมือนยารักษาโรคที่ให้คุณประโยชน์มากมาย และมอบผลพลอยได้ที่ทำให้เราได้เลือกกินผักมากขึ้นนับชนิดไม่ถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ว่าวิถี Flexitarian นั้นทำได้ง่ายและมีความสุข เพียงแค่สลับมาใช้โปรตีนจากถั่วหรือผักพื้นบ้านตามภูมิปัญญาของพี่น้องชาติพันธุ์ทั้ง 8 ชุมชน ซึ่งสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ที่รักษ์โลกที่สุด

ใครไม่ได้ไปงานแต่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดอยากจะลองกินอาหารแบบ Flexitarian ดูสักมื้อ เข้าไปดู Flexitarian Recipe และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาหารการกิน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ได้ที่ Facebook : The Flexitarian – เปลี่ยนโปรตีน เปลี่ยนโลก

ภาพ : The Flexitarian Market : กินแบบเรา เบาที่โลก
