นักเดินทางอาจมองว่า Lounge ในสนามบินคือที่นั่งรอเครื่องบินหรู ๆ มีขนมกับกาแฟให้กินก่อนบินแบบพิเศษกว่าที่นั่งปกติ
แต่สำหรับธุรกิจสายการบิน เลานจ์เป็นอะไรได้มากกว่านั้น
นี่คือพื้นที่สะท้อน Branding แบบของธุรกิจ เป็นเครื่องมือสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้โดยสาร สะท้อนระดับของความใส่ใจได้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง
การออกแบบเลานจ์ในสนามบินทุกวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความหรูหรา แต่คือการออกแบบ User Experience สร้างประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่การออกเดินทาง
Emirates Lounge หรือห้องพักรับรองผู้โดยสารของสายการบินเอมิเรตส์ที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นเลานจ์ของเอมิเรตส์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากฐานบินหลักที่ดูไบ ตั้งอยู่ในอาคาร SAT-1 และอยู่ห่างจากประตูขึ้นเครื่องเพียง 5 นาทีเท่านั้น
เลานจ์แห่งนี้มีขนาดถึง 1,454 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารที่บินในชั้นหนึ่งและธุรกิจพร้อมกันได้ 2 เที่ยวบินแบบสบาย ๆ แต่พนักงานต้อนรับที่เลานจ์เล่าให้ฟังว่า ด้วยตารางบิน 6 เที่ยวต่อวันจากกรุงเทพฯไปดูไบและฮ่องกง ทำให้เลานจ์แห่งนี้มีบรรยากาศสบาย ๆ และมีการทำความสะอาดได้ทุก ๆ 2 ชั่วโมงตลอดวัน
สายการบินเอมิเรตส์ให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยมาก เพราะเป็นตลาดที่มีผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจของสายการบินมากเป็นอันดับ 1 หากไม่นับฐานบินหลักในดูไบที่เป็นจุดแวะพักที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา
ในฐานะนักเดินทางที่มีโอกาสได้ใช้บริการเลานจ์นี้ เราเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนความใส่ใจของแบรนด์ จนอยากเอามาแบ่งปันและชวนให้ปักหมุดเลานจ์แห่งนี้ไว้สำหรับการเดินทางครั้งหน้ากับสายการบินเอมิเรตส์


1. อาหารอาหรับแบบดั้งเดิม เครื่องมือเล่าวัฒนธรรมตะวันออกกลาง
อาหารเล่าวัฒนธรรมให้อร่อยขึ้น สนุกขึ้น ผ่านการกิน
ความสนุกอย่างหนึ่งเวลาได้เดินทางกับสายการบินต่างชาติ คือการได้ชิมอาหารประจำชาตินั้น ๆ เอมิเรตส์เป็นสายการบินประจำชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมีอาหารอาหรับแบบต้นตำรับเสิร์ฟให้ได้รับประทานกันตั้งแต่ในเลานจ์
อาหารอาหรับปรุงมาอย่างดี ตั้งใจ แนะนำให้ลองทานแกงประเภทต่าง ๆ ทีเด็ดคืออย่าพลาด Traditional Arabic Mezze หรืออาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์ตะวันออกกลาง กินคู่กับขนมปังแบบอาหรับตามที่เชฟแนะนำ ก็จะได้ทั้งประสบการณ์และบรรยากาศแบบตะวันออกกลางตั้งแต่ออกเดินทางเลย
เอมิเรตส์เชื่อว่าธุรกิจสายการบินคือหนึ่งในเครื่องมือทางวัฒนธรรม คงจะดีถ้าการขึ้นเครื่องแต่ละครั้งทำให้คนต่างชาติที่อาจไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้มาก่อนได้รู้จักกันและกันมากขึ้น
2. งานศิลปะที่ผสานความเป็นกรุงเทพฯ และดูไบไว้ด้วยกัน
ทำไมเลานจ์ในสนามบินต้องติดงานศิลปะ
นี่เป็นคำถามที่เราคุยกับทีมงานเอมิเรตส์ พวกเขาให้คำตอบว่ามันคือเครื่องมือสร้างสุนทรียภาพก่อนการเดินทาง มันยังเล่าเทสต์ของสายการบินทันทีที่เดินเข้ามา
งานศิลปะในเลานจ์นี้เป็นผลงานของ Tina Ahmed และ Faruk Ahamad ศิลปินชาวตะวันออกกลางชั้นนำ ภาพที่เด่นสุดในห้องอยู่ไม่ไกลจากทางเข้า เป็นภาพแกะสลักไม้ที่รวมความเป็นกรุงเทพมหานครและดูไบเอาไว้ด้วยกัน เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าเลานจ์แห่งนี้เป็นประตูเชื่อมระหว่าง 2 เมือง
โจทย์ของการทำเลานจ์แต่ละแห่งของเอมิเรตส์คล้ายกับแนวคิดการทำธุรกิจ คือพยายามนำกลิ่นอาย Local ของประเทศที่เลานจ์ไปตั้งมาอยู่ในพื้นที่ด้วย นั่นคือเหตุผลที่ภาพนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเดียว แต่มีกลิ่นความเป็นกรุงเทพฯ ผสมอยู่ในงานด้วย
เช่นเดียวกับการทำธุรกิจของเอมิเรตส์ สายการบินนี้แสวงหาความร่วมมือและ Partnership ในทุกประเทศที่ทำงานด้วยเสมอ


3. แท่นชาร์จไร้สายจุดสะท้อนความใส่ใจนักเดินทางยุคใหม่
เลานจ์ยุคนี้หรูอย่างเดียวไม่พอ ต้องใส่ใจ User Experience แม้ในเรื่องเล็กน้อยด้วย
นวัตกรรมล่าสุดในเลานจ์ที่เป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ คือจุดชาร์จมือถือ เป็นจุดชาร์จแบบ Wireless ในช่วงเวลาก่อนบิน คนจะหยิบมือถือกันขึ้นมาบ่อยที่สุด หลายครั้งต้องรอนานเป็นชั่วโมง ต้องเสียบสายชาร์จ ถ้าทำให้การชาร์จไม่ต้องวุ่นวายเรื่องสายเสียบมากได้ จะยกระดับประสบการณ์ให้นักเดินทางได้ดี
งานบริการไม่มีเรื่องไหนที่เล็กเกินไป ถ้าสายการบินยักษ์ใหญ่ใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้ สะท้อนว่าพวกเขาจริงจังกับงานบริการมากแค่ไหน
4. ความหมายของคำว่า Luxury ในมุมสายการบินชั้นนำของโลก
การเดินทางครั้งนี้เราได้ใช้บริการของเลานจ์ทั้งในกรุงเทพฯ และที่สนามบินดูไบ
เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจในเลานจ์ คือการออกแบบเลย์เอาต์พื้นที่ที่แยกมุมสำหรับรับประทานอาหารและมุมสำหรับพักผ่อนออกจากกัน ถ้าคุณหิวคุณจะได้รับประทานอาหารบนโต๊ะกินข้าวที่ตั้งใกล้ไลน์อาหารและเครื่องดื่ม และถ้าหากคุณต้องการพักผ่อน คุณก็จะได้นั่งเก้าอี้ที่สบายเหมือนดูดวิญญาณในมุมพักผ่อนแบบเงียบ ๆ
คำว่า Luxury ในศาสตร์ของการตลาดทุกวันนี้กำลังมีความหมายที่เปลี่ยนไป
ไม่ได้แปลว่าต้องใช้สิ่งที่แพงที่สุด สวยที่สุด แต่คือการใส่ใจในระดับตารางนิ้วที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่สุด
คนที่ใช้บริการเลานจ์นี้ คือคนในระดับผู้บริหารที่ต้องเดินทางทำธุรกิจสำคัญ หรืออาจเป็นคนในครอบครัวที่กำลังพาสมาชิกไปพักผ่อน สิ่งที่ทุกคนคาดหวังเหมือนกันเมื่อก้าวมาในเลานจ์ คืออยากพักผ่อนในพื้นที่ของตัวเอง
ภายใต้ภาพลักษณ์เป็นสายการบินหรู แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ คือสร้างพื้นที่ส่วนตัวของผู้โดยสาร โดยที่ต้องให้ทุกคนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ได้รับการบริการเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในส่วนไหนของห้อง
เลานจ์ของเอมิเรตส์ทั้ง 2 สนามบิน สะท้อนว่าบริการแบบ Luxury มีความหมายแบบใด ความหรูหราแสดงออกผ่านความใส่ใจของพนักงาน การออกแบบพื้นที่และบริการที่ทั้งสะดวก สบาย และรู้ใจผู้โดยสารที่เดินทางไกลแบบสุด ๆ
คนมาเลานจ์อาจไม่ต้องคิดมากแบบเราก็ได้ มานั่งพักสบาย ๆ ก็พอ
แต่ถ้าอยากคิดให้ลึกขึ้น เลานจ์ในธุรกิจสนามบินก็มีเรื่องให้ศึกษาและต่อยอดกับธุรกิจบริการของบ้านเราไม่น้อยเช่นกัน


Emirates Lounge ที่ SAT‑1 เปิดให้ผู้โดยสาร First Class, Business Class, สมาชิก Emirates Skywards ระดับ Silver ขึ้นไป และผู้ที่ซื้อสิทธิ์เข้าใช้งานเพิ่ม ดูข้อมูลได้ที่ www.emirates.com/th/thai/experience/our-lounges










