2567 – 2562
เรากดเครื่องคิดเลขนับว่าโรงแรมดุสิตธานีใช้เวลาตั้งแต่ปิดปรับปรุงจนมาเปิดใหม่อีกครั้ง นับรวมกันก็ 5 ปีพอดี
เลข 5 ดูไม่มาก แต่นานพอจะทำให้รู้สึก 5 ปีที่ผ่านมา ทีมของ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผ่านอะไรมามากมาย ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หรือชี้ชัด ๆ ว่าคือวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567 เวลา 09.36 น. โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในโครงการ Dusit Central Park จะเปิดให้บริการอีกครั้ง

The Cloud ได้คุยกับทีมงานเบื้องหลังโรงแรมดุสิตธานีเป็นระยะ รับรู้ขั้นตอนการปรับปรุงที่น่าตื่นเต้นในทุกช่วงเวลา ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนโรงแรมเปิด เราได้โอกาสพิเศษในการฟังเบื้องหลังการปรับปรุงโรงแรมจากหนึ่งในทีมงานคนสำคัญ จอย-ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ Managing Director ของหน่วย Dusit Estate และ Group Creative Strategy

ใครที่ติดตามข่าวของดุสิตจะรู้ว่าเธอคือสะใภ้คนโตของ ชนินทธ์ โทณวณิก เจ้าของโรงแรมดุสิตธานี ผู้รับไม้ต่อจากคุณแม่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้ง จึงได้รับมอบหมายให้มาดูแลโรงแรมที่สำคัญที่สุดของครอบครัว (และสำคัญระดับแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ) ความกดดันย่อมไม่ธรรมดา ณัฐภาณุ์ไม่ได้ดูแลโครงการนี้เป็นงานแรก เธอพิสูจน์ฝีมือมาแล้วจากการทำคลอด ASAI โรงแรมไลฟ์สไตล์ที่ไปได้สวยจนเปิด 2 สาขาในกรุงเทพฯ

หน้าที่ของฝ่าย Creative Strategy ค่อนข้างกว้าง สำหรับงานนี้ ถ้านี่คือทีมฟุตบอล ณัฐภาณุ์เป็นเหมือนกองกลางคอยประสานงานระหว่างบริษัทสถาปนิก ทีมผู้บริหาร ศิลปิน และองค์กรคู่ค้าอีกไม่น้อย เพื่อสานฝันให้โรงแรมที่สำคัญที่สุดของครอบครัวกลับมาเปิดอีกครั้ง

นอกจากได้พูดคุย ณัฐภาณุ์และทีมงานของดุสิตอนุญาตให้ The Cloud เข้าไปชมการตกแต่งภายในโรงแรมก่อนเปิดจริง เราได้เห็นว่าแนวคิดของสถาปนิกที่เราเคยสัมภาษณ์ รวมถึงภาพที่เราเคยเห็นในไฟล์พรีเซนเทชันเมื่ออยู่ในบรรยากาศจริงแล้วเป็นอย่างไร มีความน่าสนใจอย่างไรในเชิงสถาปัตยกรรมและการออกแบบ
องค์ประกอบบางส่วนยังติดตั้งไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ดี แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและภูมิใจของทีมงานโรงแรมที่กำลังจะกลับมาเปิดอีกครั้งกันยายนนี้
เพดานล็อบบี้สีทอง
นี่คือส่วนที่ดีเบตมากที่สุดของโครงการ
ล็อบบี้เดิมของโรงแรมดุสิตเป็นสีขาว ล้อกับรูปทรงดอกบัว ณัฐภาณุ์คิดว่านี่คือส่วนที่มีความเป็นดุสิตมากที่สุด โจทย์ยากคือทำอย่างไรให้ล็อบบี้ใหม่ยังสะท้อนตัวตนของโรงแรมไม่ต่างจากเดิม
ดุสิตร่วมงานกับทีมนักออกแบบจาก บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด หรือ A49 และ OMA Asia Hong Kong Limited (สาขาของบริษัทสถาปนิกชั้นนำระดับโลก OMA หรือ Office for Metropolitan Architecture) ออกแบบเพดานให้เป็นระดับและทาสีทอง ซึ่งเป็นไอเดียที่กล้าหาญมาก “การดีเบตกับผู้ใหญ่ เริ่มที่เราจะทำเพดานเป็นสีขาวหรือสีทอง” ณัฐภาณุ์เล่า

เทรนด์โรงแรมในปัจจุบันมักให้การตกแต่งภายในเป็นพระเอก สร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าพัก อาคารสถาปัตยกรรมเป็นพระรอง แต่กับโรงแรมดุสิต สถาปนิกอยากให้สถาปัตยกรรมโดดเด่นขึ้นมา นั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้สีทอง เพดานนี้ยังออกแบบให้มองเห็นได้ตั้งแต่มองจากด้านนอกโรงแรม


สีทองที่ทีมใช้ในการออกแบบช่วงแรกคือ Champagne Gold ดึงเฉดลงมาเล็กน้อยไม่ให้เป็นทองอร่ามเหมือนวัด ยังมีความร่วมสมัยซ่อนอยู่

เฉพาะส่วนโรงแรมดุสิตธานี ใช้บริการบริษัทสถาปนิกและตกแต่งภายในเยอะมาก แต่ละบริษัทก็ดูแลต่างส่วนไป ได้แก่ A49, OMA Asia Hong Kong Limited ดูแลสถาปัตยกรรมของอาคาร ในขณะที่ P49 Deesign & Associates มาช่วยดูแลชั้นพิเศษที่เรียกว่า Heritage Floor และห้อง Library 1918 รวมประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานีเดิม
สำหรับส่วนตกแต่งภายในหรือ Interior ทั้งหมดของโรงแรม บริษัทที่รับหน้าที่นี้คือ André Fu Studio บริษัทออกแบบจากฮ่องกงที่เก่งมากเรื่องการออกแบบประสบการณ์ภายใน โดยเฉพาะโรงแรมที่เด่นเรื่องวัฒนธรรม (งานชิ้นเด่น ๆ ของบริษัทนี้คือโรงแรม The Upper House ฮ่องกง)



การให้บริษัทต่างชาติทำอินทีเรียร์ของโรงแรมที่ไทยจ๋าอย่างดุสิตนับว่าเสี่ยงเหมือนกัน แต่ณัฐภาณุ์ทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด ส่งเอกสารเกี่ยวกับโรงแรมดุสิตธานีกว่า 200 หน้าให้อ่านก่อนทำงาน André Fu มีส่วนในการออกแบบสีทองให้เป็นเฉดที่ถูกต้อง ร่วมสมัย ตรงใจอย่างที่ทุกคนอยากได้มากที่สุด
นอกจากการตกแต่งภายในอาคาร André Fu ยังทำงานลึกไปถึงส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีการออกแบบและสร้างใหม่ สมมติว่าจะทำเก้าอี้ บริษัทก็จะย้อนไปดูบันทึกเก้าอี้ที่ใช้ในโรงแรมดุสิตเดิมว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนมากจะเป็นแนวเฟอร์นิเจอร์ยุค 1960 – 1970 และนำภาพนี้มาสร้างเป็นงานชิ้นใหม่ให้คงความเป็นดุสิตมากที่สุด
“มันเป็นสิ่งสะท้อน Reflection มากกว่าที่จะออกแบบโรงแรมให้เหมือนเดิมเด๊ะ เราไม่ต้องการทำอะไรที่เหมือนเก่า ถ้าทำ มันคือการ Copy ซึ่งเราไม่ต้องการ เราต้องการที่จะ Move Forward ไปข้างหน้ามากกว่า”
ห้องพัก

นี่คือส่วนที่ คุณชนินทธ์ โทณวณิก เจ้าของดุสิตธานีใช้เวลาแก้แบบนานที่สุด
ไม่น่าแปลกใจ เพราะห้องพักคือเหตุผลที่คนเข้ามาพักที่โรงแรม โจทย์ของดุสิตคือการทำให้ห้องพักเข้ากับเทรนด์โรงแรมสมัยใหม่ ตอบโจทย์ผู้พัก โดยยังคงไม่ทิ้งตัวตนของดุสิตดั้งเดิม
ห้องพักเดิมมีขนาดราว 30 ตารางเมตร ห้องพักใหม่เริ่มที่ราว 50 ตารางเมตร จำนวนห้องพักจากเดิม 517 ห้อง ลดเหลือ 257 ห้อง

ในทางธุรกิจ โรงแรมระดับ Luxury แข่งขันกันอย่างดุเดือด โรงแรมดุสิตต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมลงสนาม ขนาดห้องก็เป็นหนึ่งในอาวุธใหม่ที่ใช้แข่งขัน อีกส่วนที่จะทำให้ดุสิตแตกต่างจากโรงแรมอื่น คือการนำความเป็นไทยมาสร้างเป็นประสบการณ์ให้แขกเข้าพักประทับใจมากที่สุด
ทีมสถาปนิกตั้งใจออกแบบโรงแรมให้เป็น Single Corridor หรือระเบียงด้านเดียว ทำให้ห้องพักซึ่งเริ่มตั้งแต่ชั้น 8 – 37 หันหน้าไปทางสวนลุมพินีทุกห้อง ไม่มีห้องแบบ Park View (ห้องที่วิวเป็นสวนหรือภายในอาคารโรงแรม) แนวคิดนี้ส่งผลต่อการออกแบบสัดส่วนและขนาดของห้อง ณัฐภาณุ์เล่าว่า ไม่ว่าจะปรับขนาดอย่างไร แขกในห้องต้องยังรู้สึกสบายอยู่
เวลาออกแบบภายใน ทีมอินทีเรียร์มักจะได้คำ 1 คำหรือประโยค 1 ย่อหน้าเพื่อเอาไปตีความทำมาเป็นชิ้นงาน
คำที่ณัฐภาณุ์ใช้ในการบรีฟงานคือคำว่า ‘ดุสิต’ ซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับสวรรค์ชั้นหนึ่ง บางครั้งบรีฟที่ทีมใช้ก็กร่อนเป็นคำว่า Heaven ให้ทีมไปคิดว่าจะตีความสวรรค์ผ่านงานออกแบบอย่างไร


ตัวอย่างหนึ่งที่อยู่ในห้องพัก คือส่วน Headboard หรือผนังบริเวณหัวเตียง จุดนี้ทีมนำลวดลายจากภาพจิตรกรรมของโรงแรมดุสิตเดิมมาลดทอน เพิ่มองค์ประกอบที่เรียกว่า ‘เส้นสินเทา’ เข้าไปในภาพ
ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง เส้นสินเทาเป็นเหมือนพื้นที่ฉากหลัง ศิลปินหลายคนจะใช้เส้นสินเทาให้เป็นเส้นเขตที่แบ่งสวรรค์แต่ละชั้น รวมถึงแบ่งโลกกับสวรรค์ออกจากกัน ทีมออกแบบนำลายนี้มาจับกับคอนเซปต์ Heavenly Comfort ออกแบบให้ห้องมีความสบาย เหมือนอยู่ในสวรรค์
ตอนที่ติดภาพ Headboard ไปในห้อง ณัฐภาณุ์ยังเพิ่มความคราฟต์ด้วยการนำทีมปักเส้นด้ายสีทองเพิ่มรายละเอียดลงไปในภาพให้น่าสนใจขึ้น

อีกส่วนที่น่าสนใจคือบานประตูไม้ในห้อง ทีมนำ ‘ลายปะกน’ ซึ่งเป็นเทคนิคการขัดไม้ใช้ในบ้านเรือนไทยมาลดทอนให้อยู่ในห้องพัก (ห้องสวีตของโรงแรมดุสิตเดิมก็มีลายนี้เช่นกัน) นอกจากนี้ยังใช้ ‘ลายลูกฟัก’ มาออกแบบบานประตู รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ในห้อง เช่น ทำฐานของแท่นวางในห้องน้ำให้เว้า เพื่อจะวางถังขยะได้พอดี
เรื่องการใช้เส้นและลายยังถูกใช้แทบทุกส่วนของโรงแรม ตั้งแต่ในห้องพัก ในห้อง Grand Ballroom บนทางเดิน แม้แต่ผืนพรมบนชั้นห้องพัก เพราะการเล่าเรื่องความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องเล่าผ่านจิตรกรรมหรือประติมากรรมอย่างเดียว ส่วนเล็ก ๆ อย่างเส้นและลายก็มีส่วนทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นไทยได้
อีกองค์ประกอบที่ทีมดุสิตใช้เวลาถกเถียงนานมาก คือสีเขียวในห้อง
ณัฐภาณุ์เล่าว่า ในโรงแรมส่วนอื่น เราใช้สีที่มีค่ากลางหรือสีธรรมชาติได้ เช่น ห้อง Ballroom ที่ใช้ในงานแต่งงาน คู่บ่าวสาวตกแต่งด้วยสีอื่นกับห้องจัดงานได้ง่าย

แต่กับห้องพัก ทีมนักออกแบบอยากให้เล่นสีสัน ณัฐภาณุ์เล่าว่าทีมใช้ค่าสีเขียวจากเอกสาร ไทยโทน เป็นพื้นฐาน แล้วปรับตามความเหมาะสม
สีเขียวจริงในห้อง ลักษณะคล้ายสีของใบเตย เราจะเห็นสีเขียวตั้งแต่เดินออกมาจากลิฟต์ สีเขียวในห้องพักจริง ๆ ก็ดูสวยกว่าภาพในไฟล์พรีเซนเทชันมาก

เหตุผลหนึ่งที่ทีมอยากใช้สีเขียว เพราะอยากสะท้อนความเป็นพื้นที่สีเขียวของสวนลุมพินีที่เป็นวิวของทุกห้อง

สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ A49 เล่าว่าในส่วน Seating Box (ที่นั่งและหน้าต่างยื่นออกไปจากอาคาร) ทีมใช้กระจกชิ้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ห้องจะใส่ได้ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้เห็นวิวสวนแบบไร้รอยต่อ ในห้องซ้ายสุดและขวาสุดของชั้น จะเป็นห้องแบบ Corner เพิ่มกระจกเป็น 2 ชิ้น แต่ได้เห็นวิวสวนและกรุงเทพฯ ที่มีมิติยิ่งขึ้น
ทีมดุสิตยังเตรียมห้องแบบสวีตให้มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น เช่น ห้อง Duplex Suite มีห้องรับรองและห้องนั่งเล่นที่เล่นระดับ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าน 2 ชั้น ห้องแบบ Terrace Suite มีส่วนกลางแจ้ง จัดปาร์ตี้ย่อม ๆ ในห้องได้

เสาเบญจรงค์
ในวันที่ทีมงานดุสิตให้เราเข้าไปเยี่ยมชม ‘เสาเบญจรงค์’ ถูกวางตั้งบริเวณล็อบบี้เรียบร้อย
ผศ.ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พาทีมมาดูแลเสาเอก 2 ต้นจากห้องอาหารเบญจรงค์ของโรงแรมดุสิตธานีเดิม เสาถูกจัดวางให้เป็นเหมือนงานศิลปะใกล้ลิฟต์ มองเห็นได้จากทุกมุม วิธีดูแลเสาจะเริ่มจากการใช้น้ำยาชนิดพิเศษทำความสะอาดเสา ทีมงานสาธิตให้เราดูหนึ่งส่วน เมื่อลงน้ำยาแล้วนำผ้าซับออก ลายจิตรกรรมของ ท่านกูฏ (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) บนเสาเอกก็เผยสีสันสะดุดตาให้เห็นอีกครั้ง
เรื่องน่าสนใจเล็ก ๆ ของการดูแลเสา คือ อาจารย์น้ำค้าง ประยูรชาญ ผู้หญิงในภาพที่กำลังดูแลทำความสะอาดเสา โดยเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์งานจิตรกรรมไทยกว่า 20 ปี และยังเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ ลูกสาวท่านกูฏ ซึ่งได้มีโอกาสเห็นเสาต้นนี้สมัยเปิดโรงแรมดุสิตธานีครั้งแรก วันนี้ได้มีโอกาสกลับมาดูแลงานของพ่อครูอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ คือจะทำการอนุรักษ์สีบางส่วนตามหลักของวิชาการด้านการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับประสบการณ์การซ่อมแซมภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายพื้นที่ให้ถูกต้อง เพื่อรักษาลวดลายให้อยู่คู่โรงแรมต่อไป
เรื่องที่ทีมสถาปนิกถกกับคณะโบราณคดีมากที่สุด คือตำแหน่งในการวางเสา 2 ต้น แต่ละต้นมีน้ำหนักร่วม 5 ตัน โรงแรมต้องคิดตำแหน่งการวางที่รองรับน้ำหนักได้ และควรอยู่ในจุดที่โดดเด่น จนมาอยู่ในตำแหน่งที่เราเห็น


ณัฐภาณุ์ภูมิใจกับการวางเสาเบญจรงค์สำเร็จมาก เพราะต้องใช้ทีมงานจำนวนมาก จากองค์กรที่แตกต่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่สะท้อนประวัติศาสตร์ยาวนานของโรงแรม และถูกทำให้ร่วมสมัยในยุคปัจจุบันอีกด้วย
งานศิลปะจาก 30 ศิลปิน
ไม่ไกลกันจากเสาเบญจรงค์ มีกำแพงสีขาวกำลังรองานศิลปะมาติดตั้งวันนี้เช่นเดียวกัน
งานที่ว่าเป็นภาพวาดแนว Contemporary Neural โดย สกล มาลี ศิลปินชาวอีสานที่ได้รับโอกาสมาแสดงผลงานในโรงแรมดุสิตโฉมใหม่ด้วย งานของเขาวาดบนกำแพงแคนวาส 3 ชิ้นแล้วนำมาประกอบกันที่โรงแรม ลายเส้นของสกลเล่าเรื่องความเป็นดุสิตธานีในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ติดบริเวณประตูด้านหน้า เด่นชนิดที่ยังไม่เดินเข้ามาในโรงแรมก็มองเห็น


หนึ่งในวิธีเล่าเรื่องความเป็นดุสิตให้คนรู้สึก คือเล่าผ่านงานของศิลปินร่วมสมัยซึ่งมีจำนวนร่วม 30 ชีวิต งานและวัยของศิลปินก็มีความหลากหลาย มีทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ เช่น โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ และ เหมียว-ธาริดา นิมมานวุฒิพงษ์ จาก projecttSTUDIO ทำฉากหลังตกแต่งล็อบบี้ และลวดลายกราฟิกภายใน, โด่ง-พงษธัช อ่วยกลาง จาก Dong Sculpture ทำงานประติมากรรมชิ้นเด่น, แอน-กาชามาศ กีรติภูมิธรรม เปเรส หรือ Kachama ศิลปินผ้าทอจากเชียงใหม่ ทำงานศิลปะบนผ้าและไม้ไผ่, นพนันท์ ทันนารี ศิลปินนักวาดต้นไม้ บันทึกภาพต้นไม้ในโรงแรมดุสิตเดิม นำมาติดตั้งที่ห้อง Grand Ballroom ในโรงแรมใหม่ด้วย
การทำงานร่วมกับศิลปินหลายชีวิต ทำให้เราได้เห็นความเป็นโรงแรมดุสิตถูกตีความในมุมมองต่าง ๆ เป็นการนำประวัติศาสตร์มาเล่าให้คนปัจจุบันตื่นเต้นและรู้สึกร่วมตาม
ยอดเสาสีทอง
“ตอนนั้นผู้ใหญ่พูดกับจอยตลอดเลยว่า ทำอย่างไรที่จะเอายอดเสาหรือ Spire มาใช้กับโรงแรมใหม่ ทำเป็นอาร์ตเวิร์กหรืออะไรในโรงแรมมั้ย เขาต้องการเอาเสาอันเก่าไปใส่ตรงนั้นเลย” ณัฐภาณุ์เล่าบรีฟจากผู้บริหาร เกี่ยวกับเสาที่เป็นหนึ่งในตัวแทนของโรงแรมดุสิตธานีเดิม

เมื่ออยากให้สถาปัตยกรรมภายนอกโดดเด่นไม่แพ้ภายใน การเก็บยอดเสาของโรงแรมดุสิตเดิมไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
คอนเซปต์ของโครงการ Dusit Central Park คือทอง-เงิน-นาค ตึกสำนักงานจะเป็นตึกเงิน อาคารที่อยู่อาศัยจะเป็นตึกนาค ส่วนตึกที่เป็นส่วนโรงแรมดุสิตธานีจะเป็นตึกทอง
ด้วยแนวคิดนี้ ทีมสถาปนิกจึงคิดนำยอดเสาเดิมที่เป็นสีทองอยู่แล้วมาติดไว้ด้านบนเหมือนเดิม
ปัญหาคือยอดเสาเดิมขนาดเล็ก แต่ตัวตึกขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ขนาดของเสาได้สัดส่วนเท่าตึก เคล็ดลับที่ณัฐภาณุ์เสนอคือให้สร้างยอดเสาใหม่มาครอบยอดเดิม แนวคิดเหมือนการสร้างเจดีย์ใหม่ครอบยอดเจดีย์เดิมที่วัดหลายแห่งในประเทศไทยสร้าง
ส่วนตัวอาคารโรงแรมก็ใช้สีทองเฉดพิเศษ คล้ายกับเพดานล็อบบี้ เมื่อรวมกับยอดเสามองจากด้านนอกเราจะเห็นตึกโรงแรมทั้งหมดเป็นสีทอง โดดเด่นสมเป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ
น้ำตก 9 ชั้น
อีกหนึ่งจุดเด่นของโรงแรมดุสิตคือพื้นที่น้ำตก ถ้าใครเคยไปโรงแรมดุสิตสาขาอื่นจะพบว่ามีการใส่องค์ประกอบของน้ำตกเข้าไปในพื้นที่จนเป็นเอกลักษณ์ของดุสิต
สำหรับโรงแรมดุสิตใหม่ ดึงคอนเซปต์จากโรงแรมเดิมมาทั้งหมด ขั้นบันไดของน้ำตกมี 9 ชั้นเท่าของเดิม ทีมสถาปนิกอยากให้แขกที่เดินเข้ามารู้สึกถึงความเป็นดุสิตทันทีที่เห็น พื้นที่น้ำตกแห่งใหม่จะอยู่ใกล้กับทางลาดขึ้นสำหรับรถยนต์มาจอดหน้าล็อบบี้โรงแรม น้ำตกจะเป็นส่วนที่มองเห็นจากล็อบบี้เหมือนโรงแรมเดิม
สิ่งที่สำคัญมากของน้ำตกคือต้นไม้ ช่วงที่ปิดโรงแรม ทีมงานขนต้นไม้เดิมไปดูแลที่หัวหิน และเพิ่งนำกลับมาปลูกใหม่อีกครั้งไม่นาน โดยเฉพาะต้นลีลาวดีซึ่งท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้ง เป็นคนปลูกเองกับมือ วันนี้นำมาปลูกใหม่ รอเวลาที่น้ำตกจะกลับมาอีกครั้ง
Rooftop Bar
พื้นที่ด้านบนชั้น 39 ของโรงแรม มีองค์ประกอบที่น่าสนใจไม่แพ้ด้านล่างเลย

ส่วนแรกคือ Sky Lobby Check-in บริการเพื่อความเป็นส่วนตัวสำหรับสมาชิกโรงแรม ต่อมาเป็น 1970 Bar บาร์พิเศษที่ดุสิตคอลแล็บร่วมกับ Vesper บาร์ไทยที่ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดของเอเชีย ความตั้งใจของณัฐภาณุ์คือทำให้เป็นคลับเฮาส์ส่วนตัว สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ ที่ดุสิตไม่เคยทำมาก่อน

ส่วนสุดท้ายคือ Rooftop Bar ดุสิตร่วมคอลแล็บอีกครั้งกับ Tropic City บาร์ไทยบรรยากาศเขตร้อนที่ได้รางวัลมามากมาย จุดนี้จะเป็นบาร์ชั้นสูงสุดที่มองเห็นสวนลุมพินีแทบทั้งหมด
ข้อมูลการตกแต่งภายในของโรงแรมดุสิตธานีใหม่ สนุกตรงที่ได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของทีมสถาปนิก ทีมนักออกแบบ และผู้บริหาร ในการนำองค์ประกอบดั้งเดิม มาปรับ ปรุง เปลี่ยน แปลง ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ผ่านวิธีการเล่าและสร้างที่หลากหลาย รวมศาสตร์การทำงานที่แตกต่างมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
องค์ประกอบทุกส่วนมีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากทำให้แขกของโรงแรมดุสิต สุข สบาย ราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์
