นิวยอร์กมี Central Park ลอนดอนมี Hyde Park
แล้วทำไมกรุงเทพฯ จะภูมิใจกับ ‘สวนลุมพินี’ ไม่ได้
4 กันยายน พ.ศ. 2568 โครงการ Central Park จะเผยโฉมตัวจริงด้วยการเปิดบริการเต็มรูปแบบ หลังจากทีเซอร์โครงการนี้มาร่วม 3 ปี ศูนย์การค้าแห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มดุสิตธานี ใช้พื้นที่ส่วนขยายจากโรงแรม พัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับประเทศ
Central Park ไม่ใช่ศูนย์การค้าธรรมดา มันแตกต่างจากโครงการทั่วไป 2 ข้อใหญ่

หนึ่ง เซ็นทรัลพัฒนาอยากให้ศูนย์ฯ เชื่อมโยงกับสวนลุมพินีซึ่งอยู่ตรงข้ามพอดี โดยร่วมกับกรุงเทพมหานคร ทำกิจกรรมที่ดึงคนในสวนกับคนในโครงการเชื่อมกันแบบ Seamless ใน Central Park ก็ลงทุนสร้างพื้นที่สีเขียว Roof Park 7 ไร่ เพื่อรวมพลังกับสวนเป็นปอดขนาดใหญ่ของเมือง

สอง แทนที่จะเปิดศูนย์การค้าท่าปกติ ทำบิลบอร์ดโฆษณาชวนคนให้มาซื้อของ เซ็นทรัลทำสิ่งที่เรียกว่า ‘Conversation Chair’ ชวนคนเมืองมาคุยกัน
ที่มาคืออะไร ทำไปทำไม เราชวนมาอ่านวิธีการโปรโมตโครงการใหม่ที่จะกลายเป็น Next Destination ของกรุงเทพฯ ในอนาคต
Engage Community
สมัยก่อน เมืองจะถูกมองว่ายิ่งใหญ่จากการมีตึกหรือสิ่งก่อสร้างที่หรูหรา อลังการ
ยุคนี้ ความหรูหราที่แท้จริงของเมืองและการใช้ชีวิต คือการได้อยู่ใกล้พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะไม่ใช่นโยบายในอุดมคติ แต่เป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง คนเมืองใช้เวลาช่วงวันหยุดออกจากบ้านเพื่อมาใช้สวนในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ลองสังเกตโครงการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ดี ๆ เราจะเห็นคุณสมบัติ ‘อยู่ใกล้สวน’ เป็นหนึ่งในจุดขายของโครงการมากขึ้น

Central Park และสวนลุมพินีอยู่ในระดับเดินสบาย เซ็นทรัลพัฒนาจึงตั้งใจจะ Engage กับชุมชน เข้าไปจัดกิจกรรมในสวน
เซ็นทรัลตั้งใจว่า Central Park จะทำตัวเป็นเหมือนส่วนขยาย Extension ของสวนลุมพินี ไม่ได้มองสวนเป็นแค่ Attraction ที่ต้องทำแบบนี้ เพราะแนวคิดพัฒนาโครงการคือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนเมือง และเป็นเหตุผลที่ Central Park ต้องลงทุนกับพื้นที่สวนขนาดใหญ่ด้วย


การสร้างสวนอาจฟังดู Cliché แต่หากมองในเชิงธุรกิจ การอุทิศพื้นที่ขนาดใหญ่ให้กับสวน แทนที่จะเป็นร้านค้าสร้างรายได้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งถ้ามองในมุมว่า Central Park สร้างในทำเลทองของกรุงเทพฯ คือแยกศาลาแดง จุดตัดระหว่างถนนพระราม 4 และถนนสีลม เป็นจุดเชื่อมคนจาก 2 พื้นที่ Traffic มหาศาล นี่เป็นการตัดสินใจที่ ‘ใจ’ มาก
ในวันเปิดตัวโครงการช่วงต้นเดือนสิงหาคม Central Park จัดกิจกรรมเล็ก ๆ ด้วยการแจกต้นไม้ 2,000 ต้นให้คนในสวนฟรี สอดคล้องกับนโยบายปลูกต้นไม้ที่เซ็นทรัลเคยร่วมกับกรุงเทพมหานครมานาน นอกจากนี้ยังทำกิจกรรมบำบัด Sound Healing ในสวน เป็นการบอกทุกคนกลาย ๆ ว่า Central Park จะ Contribute กับสวนใจกลางเมืองแห่งนี้อย่างไร

Conversation Chair
อีกหนึ่งโครงสร้างที่เป็นไฮไลต์ช่วงเปิดตัว คือสิ่งที่เรียกว่า Conversation Chair
นี่คือสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนาคิดร่วมกับเอเจนซี่ SOUR Bangkok แทนที่จะทำบิลบอร์ดโปรโมตการเปิดศูนย์การค้าใหม่ พวกเขาทำ Conversation Chair ในสวนลุมพินี ฝั่งประตูอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ใกล้แยกศาลาแดง
บิลบอร์ดนี้ไม่ได้มีเนื้อหาแบบ Print Ad ทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างเหล็กสี่เหลี่ยมโปร่ง เห็นต้นไม้ด้านหลังเป็นเหมือนบิลบอร์ด ตรงกลางมีเก้าอี้นั่ง 2 ตัวหันหน้าเข้าหากัน ไม่ได้เป็นเก้าอี้ตัวเดียวและหันออกเหมือนสวนทั่วไป

โต๊ะตรงกลางมองไปจะเห็นเนื้อหาเป็นเกม มีคำถามชวนให้คนนั่งเริ่มบทสนทนาที่เกี่ยวกับชีวิตเมือง ความเท่าเทียม ความยั่งยืน สุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่โดดเด่นในสังคมยุคนี้
เซ็นทรัลพัฒนาอยากสื่อสารวัตถุประสงค์ของโครงการว่าไม่ได้สร้างแค่ตึก แต่เน้นกิจกรรมที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ
ในช่วงแรก การสื่อสารจึงเน้นการทำกิจกรรมร่วมกันกับคนในย่านนี้ Conversation Chair เป็นอีกหนึ่งงานที่อยากสื่อสารว่า หากคนเมืองหันหน้าคุยกันมากขึ้น จะทำให้เกิดบทสนทนาที่ดีขึ้น นั่นคือที่มาของการออกแบบเก้าอี้ให้คนนั่งหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเอื้อให้เกิดการพูดคุยกัน โดยเรียกเก้าอี้นี้ว่า Conversation Chair ล้อกับคำว่า Share ที่หมายถึงการแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ร่วมกัน

จริงอยู่ คนเดินสวนบางคนอาจมองสิ่งนี้เป็นแค่จุดถ่ายรูป แต่เป้าหมายของงานนี้คือการสร้าง Symbolic ชวนคนหันหน้าเข้าหากัน เหมือน Central Park ที่อยากมาเชื่อมโยงกับคนกรุงเทพฯ และสวนลุมพินี
บิลบอร์ดนี้ยังมีลักษณะไม่แปลกแยกจากสิ่งก่อสร้างในสวน มีคำว่า Central Park ตัวเล็ก ไม่กระโตกกระตาก เซ็นทรัลตั้งใจมอบโครงสร้างบิลบอร์ดนี้ให้กรุงเทพมหานครใช้ต่อ และจะมีการสร้างบิลบอร์ดเพิ่มในโครงการจริงต่อไป
ชวนให้คนหยุดมอง เพื่อกระตุ้นบทสนทนาใหม่ ๆ เป็นการโหมโรงบอกว่าโครงการ Central Park กำลังจะมาแบบมี Taste
Center of Life
Central Park ไม่ได้มองพื้นที่ของตัวเองในมุมธุรกิจมิติเดียว
พวกเขามองว่ามันจะเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตคนเมือง (Center of Life) รองรับความหลากหลาย (Diversity) และยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้น ด้วยพลังของพื้นที่สีเขียวของ 2 โครงการใหญ่ใจกลางเมือง
เทรนด์ของการพัฒนาเมืองวันนี้ ยึดเรื่องต้นไม้ สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียวเป็นแกนกลางสำคัญ น่าสนใจว่าหากเรามีพื้นที่แบบนี้มากขึ้น เมืองจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี
เมื่อเมืองเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ถ้าเมืองยกระดับ คนก็จะยกระดับเช่นกัน

