“กินเค็มมาก ๆ ระวังเป็นโรคไต” – ประโยคที่เรามักได้ยิน (หรือเคยพูดเองด้วย) เวลาตักน้ำปลาพริกราดข้าวหรือเหยาะซอสปรุงรสลงบนไข่ดาว เราเลยท่องจำเสมอมาว่า กินเค็มเท่ากับเสี่ยงเป็นโรคไต ซึ่งเราเชื่อว่าคงมีอีกหลายคนที่เชื่อแบบเดียวกัน
“สาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นโรคไตอันดับต้น ๆ คือโรคเบาหวานและความดันสูง” คำอธิบายจาก แพทย์หญิงปิยะธิดา จึงสมาน รองประธานคณะอนุกรรมการล้างไตทางช่องท้อง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์ล้างไตทางช่องท้อง เคดีเคซี ช่วยเพิ่มความเข้าใจของเราต่อโรคนี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่กินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างอาจทำให้เราเข้าใกล้ ‘โรคไต’ โดยไม่รู้ตัว

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังรวมทุกระยะประมาณ 14 ล้านคน และแม้เราจะชินกับคำว่าโรคไต แต่ลึกลงไปโรคไตมีหลากหลายชนิด หลัก ๆ แบ่งได้ 2 ประเภท คือโรคไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) มีสาเหตุจากการที่ไตสูญเสียการทำงานแบบเฉียบพลัน และโรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) คือการทำงานของไตค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง ซึ่งโรคไตประเภทหลังน่าจะเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่รู้จักและสร้างภาพจำโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องรักษาด้วยวิธีอย่างการล้างไตทางช่องท้อง หรือฟอกเลือดตลอดชีวิตจนกว่าจะมีโอกาสเปลี่ยนไตใหม่ อาจทำให้คนรู้สึกกลัว และเลือกได้ก็คงไม่อยากเป็นโรคนี้
ในเมื่อเราเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นโรคใด แต่มีสิ่งที่เราทำได้แน่ ๆ คือการทำความเข้าใจโรคตั้งแต่สาเหตุการเกิดไปจนถึงแนวทางรักษา เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง หรือ ณ วันที่เราต้องเป็นโรคไตจริง ๆ ก็จะมีความรู้ที่ทำให้อยู่ร่วมกับโรคได้
ซึ่งหมอปิยะธิดาพร้อมแล้วที่จะเล่าให้ฟัง

สาเหตุของการเกิดโรคไต
ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่กรองน้ำและของเสียออกจากร่างกายเพื่อสร้างสมดุลและผลิตฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (Erythropoietin) กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าหากเจ้าอวัยวะคล้ายถั่วนี้เกิดความผิดปกติ ทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ ย่อมส่งผลกับเจ้าของร่างกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ไตมีความผิดปกติมีมากมาย
“เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าไตของเรากำลังเสื่อมหรือไม่” เป็นเหตุผลที่คุณหมอแนะนำให้เราหมั่นตรวจเช็กสุขภาพทุกปี ตรวจการทำงานอวัยวะต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ไตเท่านั้น เพื่อให้เรารู้ตัวเร็วที่สุดถ้ามีอวัยวะใดทำงานผิดปกติ หรือร่างกายกำลังมีปัญหา เรารักษาได้ทันเวลา
แต่ถ้าใครไม่อยากแค่รอตรวจสุขภาพประจำปีก็มีอีกแนวทางหนึ่งที่เรารับรู้ได้ว่าไตกำลังมีปัญหาหรือไม่ นั่นคือตรวจเช็กสัญญาณที่ร่างกายส่งมา (แต่คุณหมอก็ย้ำว่าบางสัญญาณอาจมาช้าไป หรือโรคไตบางประเภทไม่แสดงอาการ นอกจากเข้าขั้นวิกฤต)
สัญญาณแรก คือการเกิดโรคบางประเภทที่เชื่อมโยงกับการเกิดโรคไต อย่างที่เราเกริ่นในตอนแรกว่าสาเหตุการเกิดโรคไตของคนไทยอันดับแรกคือโรคเบาหวานและความดันสูง ถ้าใครที่ตรวจพบโรคเหล่านี้ จึงควรตรวจเช็กการทำงานของไตด้วยเลย
สัญญาณที่ 2 คืออายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายและอวัยวะจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ จึงไม่แปลกที่ผู้สูงอายุหลายคนจะเป็นโรคไต ส่วนสัญญาณอื่น ๆ เช่น เกิดนิ่ว กินยาบางประเภทอย่างยากลุ่ม NSAIDs หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มาถึงตรงนี้คุณหมอเน้นย้ำว่า การกินยาเยอะไม่ได้ทำให้ไตพังเสมอไป เพราะโรคไตสัมพันธ์กับการเกิดบางโรค ดังนั้น เราจำเป็นต้องกินยาเพื่อควบคุมโรค ลดการส่งผลกระทบต่อไต แต่การกินยาที่จะส่งผลอันตรายต่อไตคือไม่ได้กินยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี
วิวัฒนาการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
โรคไตวายเรื้อรังจะแบ่งได้ 5 ระยะ ช่วงระยะที่ 1 – 3 รักษาได้ด้วยการกินยาและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือ Lifestyle Modification อย่างการออกกำลังกาย กินอาหารที่เหมาะสม
“คนไข้บางคนอาจเสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่น ก่อนไปถึงขั้นรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต เช่น คนไข้ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไตของเขาจะเสื่อมลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราสามารถชะลอความเสื่อมของไตจนเขาเสียชีวิตเพราะสาเหตุอื่นแทน”
แต่เมื่อไรที่โรคไตวายเรื้อรังเดินทางมาถึงระยะที่ 4 แพทย์จะเริ่มมีการพูดคุยเพื่อให้คนไข้เตรียมใจเข้าสู่ระยะสุดท้าย คือค่าการทำงานของไตจะลดลงต่ำกว่า 15% และต้องรักษาเป็นวิธีบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) เป็นกระบวนการทำหน้าที่แทนไตที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายไม่ได้ มีด้วยกัน 2 วิธี คือการฟอกเลือดและการล้างไตทางช่องท้อง
“สิ่งที่มักเกิดขึ้นเวลาเราคุยกับคนไข้เรื่องนี้ คือคนไข้จะชอบหายตัวไป” หมอปิยะธิดาเกริ่น “ถ้าหมอบอกว่าใกล้ได้เวลาล้างไตแล้ว คราวนี้คนไข้หายไปเลย กลับมาอีกทีเป็นระยะสุดท้ายแล้ว ต้องล้างจริง ๆ ทำให้เรารู้สึกเสียดายตรงที่อาจชะลอเวลาได้นานกว่านี้ก่อนเข้าระยะสุดท้าย” เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่คนไข้หลายคนกลัว การตัดสินใจหนีจากการรักษาอาจง่ายกว่า
ในฐานะหมอที่ทำงานรักษาคนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และเป็นอนุกรรมการการล้างไตทางช่องท้อง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ทำให้หมอปิยะธิดาพยายามสื่อสารกับคนไข้ของตัวเองให้สังคมเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้องและรับมือได้อย่างเหมาะสม
แต่ค่ารักษาพยาบาลถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไข้บางคน ถึงขั้นตัดสินใจได้เลยว่าจะเลือกรักษาต่อหรือไม่ ทำให้นี่เป็นเรื่องที่คุณหมอพยายามสื่อสารสร้างความเข้าใจกับคนไข้ว่า ณ วันนี้คนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกคนในประเทศไทยได้รับสิทธิการรักษาฟรี
“ปัจจุบันสิทธิการรักษาพยาบาลของคนไทย ถ้าไม่นับการซื้อประกันสุขภาพมีประมาณ 3 สิทธิ สิทธิของคนเป็นข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิบัตรทองที่เราคุ้นเคย เลือกได้เลยว่าจะใช้วิธีบําบัดทดแทนไตด้วยวิธีใดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดหรือการล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติ”

การเดินทางร่วมกันของคนไข้และหมอ
“เมื่อคนไข้ต้องเข้าสู่การรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต ย่อมต้องส่งผลกับวิถีชีวิตของคนไข้และครอบครัวแน่นอน”
เมื่อชีวิตของคนไข้ถึงจุดเปลี่ยน และเขาอาจต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็เป็นหน้าที่ของหมอที่ทำการรักษาคนไข้จะต้องพูดคุยเพื่อให้คนไข้ตัดสินใจเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเอง
“วิธีฟอกเลือดคนไข้ต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาล ใช้เวลาครั้งละ 3 – 4 ชั่วโมง และต้องทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนวิธีการล้างไตทางช่องท้อง คนไข้เรียนรู้วิธีจากโรงพยาบาลและทำเองที่บ้านได้”

ในการต่อสู้กับโรค คนไข้ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ไม่ใช่แค่ในฐานะเจ้าของร่างกาย แต่เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมเดินทางต่อสู้ไปด้วยกันกับหมอ ในความรู้สึกของหมอปิยะธิดา วิธีล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis – CAPD) จึงมีความสำคัญมากกว่าเป็นวิธีรักษา แต่ทำให้คนไข้มีส่วนร่วมและมีอิสระมากขึ้น
“โดยทั่วไปการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง และทำวันละ 4 ครั้ง ทำให้คนไข้มีส่วนร่วมในแง่ที่เขาต้องทำสิ่งนี้เอง เขาอาจมีความตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญในการดูแลตัวเอง เช่น ถ้าเขากำจัดของเสียได้เท่านี้ ควรกินวันละเท่าไร แต่สุดท้ายเราก็ต้องให้คนไข้เลือกว่า วิถีชีวิตของเขาเหมาะกับการรักษาแบบไหน ถ้าเลือกวิธีล้างไตเขาอาจจะมีอิสระมากขึ้นในการกำหนดช่วงเวลาล้างไตเอง ต่างจากการฟอกเลือดที่หมอเป็นคนกำหนด”
หมอปิยะธิดาเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดอย่างหนึ่งในวงการสาธารณสุขบ้านเรา คือจำนวนบุคลากรมีไม่เพียงพอต่อจำนวนคนไข้ การรักษาในโรงพยาบาลจึงต้องใช้เวลารอคอยนาน กว่าจะรอคิวพบหมอ รอคิวรับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเสียเวลาเกือบทั้งวันในการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง
คงเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของมนุษย์ตรงที่เราพยายามหาวิธีที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและมีความสุขแม้ในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับโรคร้าย จึงเกิดนวัตกรรมมากมายเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายใช้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างเช่นการล้างไตทางช่องท้อง หรือ Peritoneal Dialysis ที่ต่อยอดเป็นการล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis – APD) วิธีการล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติจะช่วยลดระยะเวลาการล้างไตที่คนไข้ต้องทำต่อวันเหลือวันละ 1 ครั้ง และทำในช่วงเวลาที่นอนหลับได้ วิธีนี้จะดำเนินการล้างไตให้อัตโนมัติ เพิ่มเวลาให้คนไข้ได้ออกไปใช้ชีวิต

“ถ้าในมุมทั่วโลกนี่อาจไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่มันเพิ่งเข้ามาในไทยได้ไม่นาน ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ทำให้หมอและคนไข้มีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น ฝั่งคนไข้เองก็ดีใจอยู่แล้ว แค่เขาไม่ต้องมานั่งเปลี่ยนถุงน้ำยาล้างไตวันละ 4 ครั้ง หรือทำตอนนอนได้เลย คนไข้มีเวลาใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับการรอคอยรับการรักษาที่โรงพยาบาล” ความคิดเห็นของหมอปิยะธิดา
“เราไม่กังวลเลย จริง ๆ คนรอบข้างกังวลกว่าด้วยซ้ำ แต่พอวันหนึ่งที่เราไปเช็กค่าไตแล้วหมอบอกว่าค่าไตของเรา 12% แปลว่าถึงเวลาแล้ว ฟังจบแล้วรู้สึกตัวเย็นวาบเลย” ความรู้สึกของ ผศ.ดร.สายทิพย์ เหล่าทองมีสกุล หลังรู้ว่าตัวเองต้องเข้าสู่การรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต
อาจารย์สายทิพย์ตรวจพบว่าไตมีปัญหาเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังจากนั้นอาการโรคไตของอาจารย์ก็พัฒนาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายใน พ.ศ. 2567 แต่เธอบอกว่าตัวเองโชคดีที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลการรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไตมากพอจนเป็นการเตรียมใจไปด้วยในตัว
อาจารย์สายทิพย์ตัดสินใจเลือกวิธีล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติหรือ APD เพราะมองว่าวิธีนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของตัวเองไม่มาก อาจารย์สายทิพย์ยังคงทำงานเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังออกไปเที่ยวได้เหมือนเดิม
“คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักวิธี APD รู้กันแค่ว่าถ้าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ถ้าไม่ล้างไตทางช่องท้องก็ต้องฟอกเลือด ในฐานะที่เราเป็นคนไข้โรคนี้ เลยพยายามสื่อสารว่ายังมีวิธีรักษาแบบอื่น ๆ ไม่ใช่เพื่อชวนให้คนมารักษาแบบเดียวกัน แต่ให้เขารับรู้ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะกับวิธี APD สุดท้ายต้องพิจารณาความเหมาะสมว่าเขาควรเลือกวิธีรักษาแบบไหน”
ในมุมมองของอาจารย์สายทิพย์ การล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติหรือ APD เหมาะกับคนไข้ที่อยู่ตัวคนเดียว และอยากลดการพึ่งพาคนอื่น วิธีนี้คนไข้บริหารจัดการรักษาได้ด้วยตัวเอง และลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากคนอื่น เพราะทำแค่วันละ 1 ครั้ง

“เราเป็นคนชอบออกไปเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้าต้องเดินทางไปต่างประเทศเราจะเปลี่ยนไปใช้วิธี CAPD (เป็นการล้างไตทางหน้าท้องแบบต่อเนื่อง) เพื่อลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์จะเสียหายระหว่างเดินทาง แต่ถ้าอยู่ที่บ้านเราจะใช้วิธีล้างไตทางหน้าท้องอัตโนมัติหรือ APD เพราะเรามีงานสอนหนังสือ ซึ่งต้องใช้เวลาสอนหลายชั่วโมงต่อวัน ฉะนั้น เราก็จะใช้เวลาตอนกลางคืนล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติ เพื่อที่ตอนเช้าจะได้ออกไปใช้ชีวิต
“เราเริ่มล้างไตได้ประมาณปีครึ่ง และตัดสินใจไปเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วมากมาย ถึงขั้นขับรถขึ้นเขาด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังไม่เข้าใกล้ความตายแบบนี้ เราคงไม่ตัดสินใจทำเรื่องพวกนี้ อาจเพราะการล้างไตเป็นการซื้อเวลาให้เราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำหรืออยากทำแต่ไม่ได้ลงมือทำสักที”
ต้นทุนการเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาทำให้อาจารย์สายทิพย์รับมือกับอาการป่วยของตัวเองได้ แต่เธอก็มองเห็นว่ามีเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญโรคแล้วไม่รู้จะรับมือกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างไร หรือแม้กระทั่งญาติหรือคนรอบตัวคนไข้ที่รู้สึกทุกข์ จนสุดท้ายอารมณ์ลบเหล่านั้นกลับกลายเป็นอุปสรรคในการรักษาโรค
“การเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยามีส่วนช่วยในการรับมือกับโรค เช่น เราต้องสอนเด็กเรื่องการเตรียมตัวรับมือกับความตาย เราก็เอาความรู้ที่สอนมาใช้กับตัวเอง หรือทำให้เราไวต่อความรู้สึกและรับมือได้เร็ว เลือกที่จะโฟกัสอยู่กับปัจจุบันได้ ที่สำคัญ เราพยายามไม่เก็บความเครียดไว้กับตัว เพราะตัวเรารู้ดีว่าคนที่พร้อมจะรับฟังเรา พร้อมจะคุยกับเรา และคนที่จะช่วยเราได้ ความรู้พวกนี้ทำให้เราอยู่กับโรคได้ง่ายขึ้น
“เราแนะนำให้คนไปหาผู้เชี่ยวชาญถ้ารับมือกับความเครียดด้วยตัวเองไม่ได้ เช่น โทรหาสายด่วนสุขภาพจิตหรือไปพบจิตแพทย์ก็ได้ อย่างน้อยให้เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดเบื้องต้น หลังจากนั้นเขาก็จะจัดการมันได้ด้วยตัวเอง”
‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ เรายังเชื่อสำนวนนี้เสมอมา แต่ชีวิตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน สิ่งที่มนุษย์อย่างเราทำได้จึงเป็นการป้องกันและรับมือ ซึ่งการป้องกันโรคไตก็อย่างที่หมอปิยะธิดาแนะนำไปเบื้องต้น คือการดูแลสุขภาพให้ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค หมั่นตรวจเช็กร่างกายเสมอ อย่างน้อยก็คงพอทำให้เรารู้สถานะร่างกาย และรับรู้ปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะสายเกินไป
แต่ถ้าวันหนึ่งเราต้องเป็นโรคไตหรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะถึงจุดสิ้นสุด
เพราะความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของมนุษย์ คือเราพยายามเอาชนะปัญหาอุปสรรคเสมอมา

