13 มกราคม 2025
867

ถ้าให้จัดอันดับเอเจนซี่ไทยที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้

Yell Advertising’ ได้ที่ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่คือเอเจนซี่ไทยอิสระที่กำลังสร้าง ‘Network’ ของตัวเอง เริ่มจากการไปเปิดสาขาในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ และเริ่มย่างเข้าไปในประเทศที่เจ้าของธุรกิจไทยสะพรึงกลัวที่สุด นั่นคือ ประเทศจีน 

แผนที่โลกโฆษณาจีนไม่เหมือนประเทศไหนในโลก ด้วยลักษณะประเทศที่กว้างใหญ่ มีความหลากหลายสูง งานโฆษณาจีนจึงมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ หนึ่งในคนที่รู้และเข้าใจเรื่องนี้คือ โอห์ม-ดิศรา อุดมเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง Yell Advertising และกำลังรุกคืบไปในดินแดนมังกร นำวิธีคิดโฆษณาแบบไทยไปใช้แก้ปัญหาให้ประเทศที่ใหญ่กว่าไทย 20 เท่า

มองถอดรหัสโฆษณาของจีน เราจะเห็นวิธีการมองโลกของคนจีน ซึ่งรวมถึงวิถีการทำธุรกิจของคนประเทศนี้ แม้เราจะเคยได้อ่านเรื่องนี้มาบ้าง แต่เรื่องที่โอห์มเล่า หลังจากทำโฆษณากับคนจีนมาพักใหญ่ หลายเรื่องเราไม่เคยได้ยินที่ไหน

สกัดออกมาให้อ่านง่าย กลายเป็น 5 เรื่องที่ทำให้โฆษณาจีนไม่เหมือนใคร และเรื่องที่ต้องรู้ ถ้าคุณอยากทำธุรกิจหรืออยากเข้าใจคนจีนมากขึ้น ผ่านบทความนี้

โฆษณาจีนต้องยิ่งใหญ่ 
ด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์

โอห์มเล่าว่า ทุกปีจะมีคนจีนรวบรวมหนังโฆษณาไทยเอาไปฉายในโรงหนัง เก็บเงินให้คนตีตั๋วเข้าไปดู 

คนจีนชอบโฆษณาไทย เพราะสนุก คนจีนคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะเติบโตมาแตกต่างกัน ระบอบการปกครองทำให้รัฐบาลควบคุมประชาชนได้เบ็ดเสร็จ จีนทำได้ดีเรื่องเศรษฐกิจ แต่ Mindset ของผู้คนก็ไม่ยืดหยุ่นเท่าคนไทย เพราะไม่ได้รับโอกาสให้ทำผิดพลาดเพื่อลองผิดลองถูกมากนัก

“โฆษณาจีนจะตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องความยิ่งใหญ่ ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเจอบริษัทจีนเข้ามา สิ่งที่เขานำเสนอจะเป็นลักษณะแสดงให้เห็นว่าเขาภูมิใจว่าเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ โชว์ตัวเลข แน่นอนว่ามีเรื่อง Emotional เข้ามาด้วย แต่ว่า Mindset ของเขาในการโชว์ คือให้เห็นว่าจีนคือความยิ่งใหญ่ ประเทศจีนไม่เคยสร้างอะไรเล็ก ๆ” โอห์มเล่า

ปีที่แล้วงานโฆษณาที่ดังที่สุดในจีนเป็นงานชื่อ Live Again ของ Kuaishou แอปพลิเคชันดูวิดีโอที่เด่นเรื่องการ Live ในประเทศจีนมีหลายเมืองที่อยู่ที่สูง ออกซิเจนน้อย คนขับรถบรรทุกส่งของมักเจอความเสี่ยงหายใจไม่ออกเวลาขับรถขึ้นเมืองเหล่านี้ ถึงขั้นเสียชีวิตระหว่างทาง

Kuaishou ทำแคมเปญนำเสียงของคนขับรถบรรทุกที่เสียชีวิตเพราะขาดออกซิเจนมาผ่าน AI ทำเป็นเสียง แล้วเล่าชีวิตของคนขับรถที่ต้องเสี่ยงภัยผ่านการไลฟ์บน Kuaishou เพื่อโชว์ว่าแอปฯ นี้แข็งแรงไลฟ์ได้ทุกเมืองทั่วจีน จากนั้นก็นำออกซิเจนพกพาไปทิ้งไว้ตามร้านค้าที่คนขับรถต้องผ่าน สร้างสถานีพิเศษเพื่อให้ออกซิเจนกับคนขับรถบรรทุกฟรี เป็นเหมือนการส่งสัญญาณชีวิตให้ถึงทั่วประเทศ นี่คือวิธีคิดแบบจีน ยิ่งใหญ่ ครอบคลุม

วงการโฆษณาจีนยุคเริ่มต้นไม่ได้เป็นแบบนี้ ยุคแรกงานจีนมักมาจากคนฮ่องกง ซึ่งเมื่อก่อนถือเป็นเขตที่รับอิทธิพลตะวันตกมามากกว่า คนโฆษณาที่มีชื่อเสียงในจีนสมัยก่อนจะมาจากฮ่องกง แต่ปัจจุบันเหตุการณ์เปลี่ยนไป ด้วยอำนาจทางการเมืองทำให้ประเทศจีนภูมิใจในชาตินิยมมากขึ้น คนเริ่มไม่ซื้องานสไตล์ฮ่องกง อยากได้งานที่คิดจากคนในจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า

จีนคือทวีปมากกว่าประเทศ มีประชากร 1,417 ล้านคน การต้องสื่อสารในประเทศกว้างขนาดนี้ เปลี่ยนวิธีคิดคนทำงานมาก เช่น งานต้องเน้นลงสื่อแบบ Media First ทำยังไงก็ได้จำนวน Media Coverage สูงมากพอในเมืองที่มีกลุ่มเป้าหมาย

เวลาเอเจนซี่จัดงานแคมเปญในกรุงเทพฯ ก็มักจะหวังว่าคนจะเดินทางมาดู จีนคิดแบบนี้ไม่ได้ เขาต้องเอางานเข้าหาคน นั่นเป็นเหตุผลที่เอเจนซี่จีนมักเด่นในสาย Media Agency เพราะลูกค้าต้องการ และพร้อมทุ่มเงินซื้อสื่อแบบไม่อั้น (ถ้าตรงกลุ่มเป้าหมาย)

ทำไมจีนชอบทำธุรกิจในไทย
และเรื่องอะไรบ้างที่เขาไม่ชอบ

ในอดีตรายได้ของธุรกิจจีนมาจากการค้าขายในประเทศ แต่ช่วงหลังการเติบโตในประเทศไม่ได้เซ็กซี่เหมือนแต่ก่อน เกมของผู้ประกอบการจีนเปลี่ยนจากในประเทศเป็นการส่งออกมากขึ้น

ไทยเป็นจุดที่ดีที่สุดถ้าจะจีนจะบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะไทยอยู่ตรงกลาง มีประสบการณ์ เชื่อมต่อประเทศอื่นง่าย มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนร่วม 30 ล้านคนต่อปี เมื่อกฎหมายทำให้จีนส่งสินค้าเข้ามาขายผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในไทยได้ เกมจึงเปลี่ยนไปทันที

ปัจจัยบางอย่างก็เอื้ออำนวย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV โรงงานในไทยผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา ในภูมิภาคนี้ขับรถแบบนี้มากกว่าพวงมาลัยซ้าย การเข้ามาตั้งโรงงานรถ EV ในไทยจึงตอบโจทย์ ส่งออกรถไปถึงภูมิภาค Oceania ได้เลย

“คนไทยหลาย ๆ ครั้งอาจจะได้ยินว่าจีนชอบ Takeover ตัดคนไทยออกจาก Ecosystem ธุรกิจจีนกินรวบ มีทั้งจริงและไม่จริง 

“สำหรับจีน ถ้าเราทำแล้วห่วย ช้า แพง เขาไม่เอาเราไว้หรอก แต่ถ้าเราทำแล้วดีกว่าเขาหรือทำให้ Cost Efficiency ดีกว่าเขาได้ ทำไมเขาจะไม่ทำกับเรา คนจีนคิดเรื่อง Bottom Line คือที่ 1 เขาจะไม่เสียเวลาหา Top Line เขาจะดูว่าต้นทุนนี้คุ้มหรือเปล่า” โอห์มอธิบายวิธีมองคู่ค้าของบริษัทจีน

วิธีทำธุรกิจกับคนจีน
เริ่มที่ความเชื่อ
คุยบน WeChat
จบที่การกินข้าว

“ลูกค้าจีนต้องการความน่าเชื่อถือสูง ประเทศนี้เขาจะซื้อคนที่เขาเชื่อ” โอห์มเล่าสิ่งที่เป็นคีย์เวิร์ดในการทำงานกับรัฐบาลจีน

คนจีนอยู่ในประเทศกว้างใหญ่ แต่ละเมืองห่างไกล แถมยังต้องจากบ้านเกิด 7 พันกว่าไมล์มาทำธุรกิจในต่างประเทศ เขาย่อมต้องตั้งคำถามว่าจะเชื่อถือคนไทยในการทำธุรกิจได้อย่างไร คนจีนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อคนไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าเชื่อเรา จะขายอะไรเขาก็ซื้อ 

หนึ่งในวิธีทำให้คนจีนเชื่อ คือการที่เจ้าของธุรกิจ (ภาษาจีนเรียกว่า Lao Ban เหลาป่าน) ลงมือทำด้วยตัวเอง มาทำงานที่ประเทศจีนด้วยตัวเอง ไม่ได้สั่งให้ลูกน้องทำ วิธีนี้ช่วยได้

สำหรับคนที่เพิ่งมาใหม่ บางครั้งก็จะถูกทดสอบ โอห์มเล่าว่าสมัยทำงานกับคนจีนใหม่ ๆ เคยถูกเรียกเข้าประชุม หลังจากครีเอทีฟขายงานเสร็จ เซ็นใบเสนอราคาเรียบร้อย “เขาบอกว่า ซีอีโอไปนั่งหล่อ ๆ อย่างเดียว ลูกค้าโอเคแล้ว”

ประชุมนั้น ลูกค้าเรียกเจ้าของโรงงาน Supplier ร่วม 40 คนจากทั่วประเทศเข้า และให้ทีมพรีเซนต์งานอีกรอบ เล่าเสร็จโอห์มได้ยินแต่เสียงด่า ทำนองว่าทำไมถึงไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่โรงงานต้องการ เพราะคนทำการตลาดไม่ได้เล่าให้ Stakeholders ฟังครบถ้วน

“ผมก็ยืนขึ้น บอกว่าผมเป็นคนไทย อยู่ไทยโคตรสบาย มาอยู่ที่นี่ชีวิตผมไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ผมมานั่งตรงนี้เพื่อให้แคมเปญของคุณสำเร็จไง เพราะฉะนั้น กูไม่กลับบ้าน จนกว่าแคมเปญคุณจะสำเร็จ พูดเสร็จ ผมได้ยินเสียงตบมือ สักพักอื้ออึง ไม่คอมเมนต์อะไรในสตอรีบอร์ดเลย ทุกคนบอกว่า Lao Ban มาเอง เชื่อเขา ๆ ถ่าย ๆๆ แค่นี้เอง 

“Credential มันก็น่าเชื่อถือทุกบริษัทแหละ แต่จริง ๆ คนจีนชอบหัวใจนักสู้ ไปแสดงให้เขาเห็นว่าเรามีแพสชันว่าเราจะทำให้ประสบความสำเร็จ อันนี้จุดสำคัญ” โอห์มเล่า

เรื่องหนึ่งที่หลายคนรู้ คือจีนจะใช้แอปพลิเคชันต่างจากประเทศฝั่งตะวันตก ส่วนหนึ่งคือคนจีนร้อยละ 90 ใช้แต่ภาษาจีน ก่อนดีลงานก็ควรรู้จักแอปฯ อย่าง Douyin, BiliBili, Kuaishou ไว้บ้าง หลายครั้งพวกเขาก็ทำงานผ่านแอปฯ กลุ่มนี้ “คนจีนไม่มีหรอกครับ เขียนอีเมลคุยกัน เขาคุยกันผ่าน WeChat คุณส่งอีเมลไป สัปดาห์หน้าอ่านหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” 

แม้จะเซ็นเอกสารเรียบร้อย แต่เวลาปิดดีลจริง ๆ คนจีนชอบทำผ่านการกินข้าวแบบที่เรียกว่า Social Dinner

“วิธีการจัดโต๊ะของคนจีน คนที่เป็น CEO หรือมีความสำคัญสูงสุดจะนั่งตรงข้ามกับประตู เพื่อให้เห็นคนเข้าออก จากนั้นเขาจะไล่ที่นั่งลำดับตามเข็มนาฬิกา

“เวลาเราไปขายงาน เขามักจะให้เรานั่งข้าง Decision Maker นั่นแหละ จะไม่มีทางกินข้าวอร่อยเด็ดขาด เพราะเขาจะถามและชวนเราคุยแบบทดสอบสติปัญญาตลอดเวลา ชอบถามเรื่องความคิด ทัศนคติ สิ่งที่เราจะเจอเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ถามกว้าง ๆ อยากรู้ว่าเราคิดยังไง เขาซื้อที่คนว่าหัวสมองไอ้นี่ ผ่านมั้ย ถ้าผ่าน ที่เหลือจะเกิดปัญหาอะไร เราแก้ให้ได้เองแหละ เขาอยากดูตรงนี้”

วิธีทำโฆษณาในจีน
และการเผชิญเซ็นเซอร์จีนที่ดุกว่าไทยหลายเท่า

340,000 คือจำนวนเอเจนซี่ในจีนที่จดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 2023 

จีนมีหลายเมือง คนทำโฆษณาต้องรู้ก่อนว่างานนี้จะปล่อยที่เมืองไหน แต่ละเมืองมีพฤติกรรมและวัฒนธรรมต่างกัน เหตุผลหนึ่งที่เอเจนซี่จีนเยอะมาก เพราะในเมืองก็จะมีเอเจนซี่ที่เก่ง Insight แยกเฉพาะในเมืองนั้น ๆ เป็นแบบนี้กันทั้งประเทศ 

Local Agency ในจีนแข็งแรงกว่า Network Agency จากต่างชาติ ลูกค้าจีนที่อยากทำงานในจีนจะเข้าเอเจนซี่จีน ส่วนแบรนด์นอกที่เข้ามาทำตลาดในจีนจะทำงานกับเอเจนซี่แบบที่ 2 แต่ก็มีแบรนด์ไทยที่อยากเข้าทำตลาดในจีนหรือแบรนด์จีนที่อยากทำโฆษณาแบบไทย ๆ นี่คือช่องว่างที่ Yell Shanghai เข้าไปทำ 

โอห์มเล่าว่าวิธีทำโฆษณาไม่ต่างจากไทยมากนัก แต่ก็มีเรื่องที่ควรรู้ เช่น แอปฯ ในจีนมีลักษณะเป็น Super App ตัวเดียวทำได้ทุกอย่าง แต่ต้องอยู่ภายใต้เครือข่ายแพลตฟอร์มเดียวกัน ถ้าคนโฆษณาจะเชื่อมโยงข้อมูลก็ต้องระวัง เพราะแต่ละแพลตฟอร์มพยายามบล็อกงานที่อยู่คนละเครือข่าย 

กองเซ็นเซอร์จีนยังขึ้นชื่อมาก เช่น ถ้าหนังถ่ายต่างประเทศ ตัวแสดงต้องใส่รายละเอียดที่อยู่ จะได้ตามตัวถูกเผื่อพูดอะไรไม่ดี ถ้าบริษัทอยู่ต่างประเทศ ต้องส่งคำแปลหนังให้บริษัทที่แปลภาษาจีนที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน แสตมป์ทุกหน้าว่าแปลอย่างถูกต้อง

จีนยังมี Sensitive Word ราว ๆ 600 คำ และยังมีมากกว่าเดิมขึ้นเรื่อย ๆ ลิขสิทธิ์เพลงเช็กดี ๆ ว่าใช้ในเมืองเป้าหมายได้มั้ย งานลงโซเชียลมีเดียยิ่งต้องเช็ก จีนมี AI ที่ตรวจได้แม้เป็นภาษาต่างชาติ แบนงานได้โดยไม่ต้องบอก

ด้วยความโหดนี้ทำให้คนทำงานต้องเผื่อเวลาเซ็นเซอร์อย่างต่ำ 3 เดือน ขั้นตอนที่ยุ่งยากของงานวิดีโอส่งผลให้แบรนด์หันไปทำงานแบบอื่น นั่นคืองานแบบ Experience & Activation

งานแบบนิทรรศการศิลปะ Immersive ทำคาเฟ่หุ้มสวนสาธารณะ จีนเก่งเรื่องนี้มากและอลังการมากขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์กล้าทุ่มเงินไปกับการสร้างประสบการณ์แบบนี้ ที่สำคัญก็ตอบโจทย์คนจีนที่มีพฤติกรรมรักงานศิลปะ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ถี่เป็นเรื่องปกติ

งานอีก 2 แบบที่เห็นในจีนเหมือนกันแต่น้อยกว่าคือ Outdoor หรืองานบิลบอร์ดโฆษณา และงาน Print Ad งานค่อนข้างธรรมดาเพราะมีกฎมากมายควบคุม งานบิลบอร์ดส่วนมากทำเพื่อชูสถานะของแบรนด์มากกว่า

ประเทศจีนยังใช้ Data เพื่อใช้ทำโปรโมชันและเปลี่ยนเป็นการซื้อขายเยอะมาก ถ้าอธิบายในศาสตร์โฆษณาก็คือแข่งกันในช่วง Consideration และ Conversion เยอะมาก เพราะคนจีนใช้มือถือเยอะ สมมติว่าจะซื้อกาแฟ คนไทยจะเดินไปที่ร้าน สั่งที่เคาน์เตอร์ คนจีนจะเปิดแอปฯ สั่งล่วงหน้าก่อนแล้วค่อยไปเอาที่ร้าน 

ช่วงที่เปิดแอปฯ เป็นโอกาสทองที่แบรนด์จะเสนอโปรโมชันหรือสร้าง Experience ใหม่ ๆ โดยใช้ Data มหาศาลมาคำนวณ

การใช้ IP หรือลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ต่าง ๆ ก็เหมาะกับวิธีนี้เช่นกัน ตัวอย่างชัด ๆ คือ ‘Butterbear’ ที่เพิ่งขายลิขสิทธิ์ให้ใช้ในประเทศจีน โอห์มเล่าว่าแบรนด์ใช้น้องเนยคุ้มมาก นำคาแรกเตอร์มาอ้อนผู้ใช้ให้เกิดการซื้อแทบทุก Journey เพราะด้วยพฤติกรรมด้านบนที่เล่าไปนั่นเอง

วิธีของแบรนด์ไทยที่เข้าไปในจีน
และแบรนด์จีนที่เข้ามาตีตลาดไทย

ปีที่แล้ว Yell Advertising ทำแคมเปญให้บริษัทหนึ่งชื่อว่า Zheng Da

ถ้าแปลเป็นไทยร้องอ๋อแน่นอน Zheng Da (เจิ้งต้า) หรือ Chia Tai คำหลังอ่านเป็นไทยว่า เจียไต๋ ซึ่งก็คือบริษัท CP ของไทยที่ส่งออกสินค้าเข้าไปในประเทศจีน

หนึ่งในสินค้าที่เจิ้งต้าอยากขาย คือกุ้งแช่แข็งจากไทย คู่แข่งในตลาดจีนคือกุ้งจากอเมริกาใต้แถบชิลี แม้คุณภาพกุ้งไทยจะดีกว่า แต่กุ้งชิลีราคาถูกมาก 

โอห์มและทีมค้นข้อมูลจนพบว่าคนจีนซื้อกุ้งเฉพาะในวาระพิเศษ ไม่ได้กินบ่อย และนิยมซื้อในตลาดสด ถ้าจะทำแคมเปญชูเรื่องคุณภาพหรือฟังก์ชันตามแบบโฆษณาจีน โชว์ความยิ่งใหญ่ของโรงงานกุ้งคงไม่เวิร์กในเคสนี้ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนซื้อกุ้งอยากรู้ 

Yell Advertising ทำแคมเปญชื่อว่า Sawasdee Xia ขายกุ้งในเชิง Emotion ทำหนังโฆษณาเล่าเรื่องครอบครัวที่กินกุ้งในวาระพิเศษ ชูประเด็นว่ากุ้งจากไทยทำให้ครอบครัวมีวันพิเศษ จากนั้นก็ต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้าง Activation มีงานเทศกาลเล็ก ๆ แต่ทำเยอะเพื่อให้คนรู้จัก นอกจากนั้นยังทำกางเกงกุ้ง ล้อกับกางเกงช้างที่กำลังดัง สร้างคาแรกเตอร์มาทำเป็นสติกเกอร์ ฯลฯ

งานนี้ผสมวิธีแบบโฆษณาไทยและจีนเข้าด้วยกัน งานของจีนมักชอบใช้ Copy ที่เล่นคำมาต่อกันแบบนี้ (คำว่า Xia แปลว่า กุ้ง) วิธีการแตกงานออกมาก็เป็นแนวทางที่เอเจนซี่ไทยถนัดมาก

อีกงานที่ Yell Advertising รับทำเหมือนกัน คือนำแบรนด์จีนเข้าไปโฆษณาในไทย ตัวอย่างที่สนุกดีคือ iQIYI แอปฯ ดูหนังสตรีมมิงที่เด่นเรื่องซีรีส์จีน

ตัวแอปฯ ดีอยู่แล้ว ปัญหาคือคนไทยอ่านชื่อแอปฯ ไม่ออก (อ่านว่า อ้ายฉีอี้) ถ้าอ่านไม่ออกคงไม่อยากโหลดแอปฯ มาใช้ สิ่งที่โอห์มทำอย่างเดียว คือจ้าง Three Man Down มาร้องเพลง นางสาวไทย ของ ส้ม อมรา แปลงเนื้อเพลงให้เกี่ยวกับการอยู่บ้านดูซีรีส์ และมีคำว่า อ้ายฉีอี้ อยู่ในเพลง เพื่อให้คนรู้ว่าชื่อแอปฯ อ่านว่าอะไร ใช้พลังของ Media ซึ่งแบรนด์จีนยินดีทุ่มเงินอยู่แล้ว ปล่อยงานนี้เดือนแรก ยอดดาวน์โหลดแซง Netflix ทันที

แล้วงานแบรนด์จีนที่จะโฆษณาในจีนล่ะ ทำงานกันยังไง โอห์มออกตัวว่าเขาเพิ่งได้ทำงานแบบนี้ไม่นานนัก แต่สิ่งที่สังเกตได้คือใช้ AI ช่วยทำเยอะมาก เพราะต้องทำงานปริมาณมหาศาล ในเวลาสั้นมาก เช่น ทำวิดีโอสั้นแนวตั้งภายใน 4 นาที 

สาเหตุที่ทำแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะวิดีโอที่ลง Douyin เป็นแบบมาเร็วไปเร็ว เวลาทีม Yell Advertising เขียนบรีฟ ก็จะมีจุดให้ลูกค้าส่ง Material มาได้สะดวก เช่น ภาพนิ่งสินค้าหรืองานโฆษณาเก่า ๆ ที่เคยทำ จากนั้นก็โยนให้ AI หลายตัวช่วยผสมงานและ Generate ออกมาเป็นงานชิ้นใหม่อย่างรวดเร็ว แล้วให้ครีเอทีฟที่เป็นมนุษย์ช่วยคุมคุณภาพในช่วงสุดท้าย

ในจีนมีเทศกาลความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน มีการให้รางวัลงานใหญ่ 2 เทศกาลใหญ่ในจีนเป็นงานจากสมาคมโฆษณาประเทศจีน เน้นงานโฆษณาจาก Local Agency และงาน Shanghai International Advertising Festival ซึ่งเป็นเหมือนเมืองหลวงโฆษณาจีน มีออฟฟิศของเอเจนซี่ดัง ๆ กระจุกตัวอยู่ที่นี่

จีนก็เป็นเหมือนอีกหลายประเทศที่เกิดความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความคิดที่มีต่อจีนจึงไม่หยุดนิ่ง อะไรที่คิดว่าใช่ก็ไม่จริงแท้เสมอไป

แบรนด์จีนปัจจุบันอยากโกอินเตอร์ ใส่ใจ Branding อยากเสริมสร้าง International Mindset ให้สินค้าตัวเอง อาจจะกลับหัวกลับหางจากงานในบ้านเราที่เน้นขายของระยะสั้นมากกว่าสร้างแบรนด์ระยะยาว

ที่เล่ามานี้คือโอกาสที่รอคนโฆษณาไทยอยู่ แต่เรื่องแรกที่ควรทำ คือทำให้คนที่อยู่ห่างจากเรา 7 พันไมล์เชื่อก่อน 

ก็อย่างที่โอห์มบอก แค่เชื่อ ก็สำเร็จไปเกินครึ่งแล้ว

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก