ถ้ามีโอกาสขับรถผ่าน ‘โรงงานบ้านโพธิ์’ โรงงานของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งแรกที่เราเห็นจะไม่ใช่ตัวโรงงาน แต่คือหมู่ไม้ใหญ่เขียวครึ้มซึ่งล้อมรอบสถานที่นี้อยู่
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจ เพราะโรงงานแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 ‘โรงงานยั่งยืน (Sustainable Plant)’ ของโตโยต้าทั่วโลก
ที่สำคัญ พื้นที่สีเขียวกว้างหลายสิบไร่นี้ไม่ใช่พื้นที่ปลูกต้นไม้อะไรก็ได้แบบไม่วางแผน แต่เป็นผืนป่าที่ปลูกตามหลักการอย่างถูกต้อง เป็นระบบนิเวศสำหรับสิ่งมีชีวิตมากกว่า 500 สายพันธุ์ จนในที่สุดป่าในโรงงานแห่งแรกของประเทศไทยนี้ได้ต่อยอดกลายเป็น ‘ชีวพนาเวศ’ ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน (Toyota Biodiversity and Sustainability Learning Center) ที่มีเด็กแวะมาศึกษาธรรมชาติไม่ขาดสาย อุดมสมบูรณ์ระดับกลางคืนมีหิ่งห้อยส่องแสงวิบวับให้เห็น
มาทำความรู้จักชีวพนาเวศ หนึ่งในวิธีมุ่งสู่สังคมเป็นกลางทางคาร์บอนของโตโยต้ากัน

ธุรกิจรถยนต์ที่ต้องเติบโตพร้อมต้นไม้
โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ เป็นหนึ่งในโรงงานยั่งยืนของโตโยต้า ทำให้มีโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการผลิตรถยนต์ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Harmony with Nature’
ตั้งแต่ก่อตั้งโรงงาน ชาวโตโยต้าจึงต้องคิดเรื่องการปลูกต้นไม้ไปควบคู่กัน แม้พื้นดินรอบโรงงานจะแห้งแข็ง ไม่เอื้อต่อการงอกงามของต้นไม้เท่าไหร่นัก โดยไปศึกษาองค์ความรู้ด้านการปลูกป่าอย่างจริงจังที่ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อได้ไปศึกษาจากบริษัทแม่โดยตรงพร้อมมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ทีมงานก็ได้เรียนรู้วิธีปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าแบบโตโยต้าแท้ ๆ ที่ไม่ใช่การสร้างสวน ไม่ใช่การปลูกอะไรลงไปก็ได้ แต่ต้องปลูกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยป่ารูปแบบนี้เรียกว่า ‘Eco Forest (Ecological Forest)’ หรือป่านิเวศ ที่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์ให้กลายเป็นผืนป่าธรรมชาติ มีต้นไม้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้ของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกป่าชาวญี่ปุ่น ต้นไม้จึงมีอัตราการรอดตายสูง (มากกว่า 90%) ร่นระยะเวลาการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติให้เร็วขึ้น 10 เท่า และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าการปลูกป่าโดยทั่วไป


ตัวอย่างหลักในการสร้าง Eco Forest ก็เช่น ใช้พันธุ์ไม้ดั้งเดิม (Native Species) เพื่อให้มีความแข็งแรงและทนทาน ใช้กล้าไม้ที่เพาะจากเมล็ด และเว้นระยะห่างของการปลูก 3 – 4 ต้น ต่อตารางเมตร รวมถึงปลูกพันธุ์ไม้หลาย ๆ ชนิดปะปนกันโดยปลูกแบบสุ่ม (Random) ไม่เป็นแถวไม่เป็นแนวแบบธรรมชาติ เพื่อให้กล้าไม้แข่งกันเจริญเติบโตทีละน้อย
ผืนดินสีน้ำตาลแตกระแหงรอบโรงงานบ้านโพธิ์ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้แบบมีการวางแผน จนกลายเป็นผืนป่าที่มีต้นไม้งอกงามอยู่กว่า 100,000 ต้น
แต่โตโยต้าไม่หยุดแค่ตรงนั้น หลังจากได้ป่าล้อมโรงงาน ทีมงานเห็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวต่อได้
และนี่คือจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศรูปแบบถัดไปที่เรียกว่า Biotope หรือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต
จากบ้านของต้นไม้สู่บ้านของสรรพชีวิต
ชาวโตโยต้าตั้งใจสร้าง Biotope ที่ประกอบด้วยป่าหลากหลายชนิด เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นคอนเซปต์ ‘จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที’ เล่าถึงป่าธรรมชาติก่อให้เกิดฝนโดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำบนภูเขาสูง ผ่านพื้นที่กลางน้ำ และไหลลงสู่ทะเล

ในส่วนนี้ของพื้นที่สีเขียว มีการปลูกป่าให้เป็นไบโอโทปหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ไบโอโทปสังคมพืชป่าดิบ ไบโอโทปสังคมพืชป่าเบญจพรรณ และไบโอโทปสังคมพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งป่าแต่ละพื้นที่ก็มีต้นไม้โดดเด่นแตกต่างกัน เช่น ทิวต้นสนบริเวณป่าดิบเขา และหมู่ต้นโกงกางริมน้ำ

ความหลากหลายเหล่านี้เองที่เป็นบ้านให้สัตว์หลากหลายชนิด พระเอกของที่นี่คือนกกระจาบทอง (Asian Golden Weaver) ที่เคยอยู่ตามท้องนาในฉะเชิงเทรา แต่ปัจจุบันพื้นที่ทำนาลดลง ทำให้นกชนิดนี้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยชาวโตโยต้าปล่อยต้นไม้ให้เติบโตและมีการปลูกข้าวเพิ่มเติม ทำให้ Biotope ของบ้านโพธิ์กลายเป็นบ้านของนกชนิดนี้
ไม่หมดเท่านั้น บ้านหลังนี้ยังเป็นที่อยู่ของหิ่งห้อยซึ่งเคยเปล่งแสงระยิบระยับริมแม่น้ำบางปะกงที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงาน ชาวโตโยต้าจึงตั้งใจเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยวางแผนจะนำกลับไปปล่อยสู่ริมแม่น้ำสายนั้นในอนาคต ถ้ามีใครได้เข้ามาในป่าของโตโยต้าตอนกลางคืน ก็จะได้เห็นหิ่งห้อยตัวจิ๋ววิบวับอยู่ตามที่ต่าง ๆ
เมื่อผืนป่า Biotope อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ชาวโตโยต้าก็มองว่าอยากให้ป่าแห่งนี้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากป่านิเวศ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ ผืนป่ารอบโรงงานโตโยต้าจึงได้ก้าวสู่ขั้นถัดไป

จากผืนป่าในองค์กร สู่แหล่งเรียนรู้ของทุกคน
ในที่สุด โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ก็กลายเป็น ‘ชีวพนาเวศ’ แหล่งเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่เปิดประตูต้อนรับผู้คนโดยเฉพาะเด็ก ๆ ให้เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
จริงอยู่ว่าถ้าอยากรู้จักธรรมชาติก็เดินเข้าป่าได้ แต่ความพิเศษของที่นี่คือการเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนใกล้กรุงเทพฯ ที่มีความพร้อมทั้งสถานที่และอุปกรณ์ อีกทั้งมีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ร่วมจัดทำกับกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้สอดคล้องกับพื้นที่
พูดอีกอย่างคือเด็ก ๆ ที่มาชีวพนาเวศเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาแบบบูรณาการได้ทันที ผ่านกิจกรรมสนุก ๆ ตั้งแต่เดินศึกษาธรรมชาติ ดูนก จนถึงชมหิ่งห้อย
พื้นดินสีน้ำตาลรอบโรงงานรถยนต์ในวันแรกเริ่ม ได้กลายมาเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อโลกและสิ่งมีชีวิตมากมาย เป็นการก้าวสู่สังคมเป็นกลางทางคาร์บอนของธุรกิจใหญ่อย่างโตโยต้าที่สวยงามและน่าเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้
ในวันที่ความยั่งยืนกลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกและเป็นภารกิจที่ทุกธุรกิจต้องทำ

เรียนรู้เรื่อง ‘ชีวพนาเวศ’ เพิ่มเติมได้ที่นี่
