20 มกราคม 2025
930

มีใครเคยเห็นแท่งปูนปริศนาที่หัวมุม เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ริมถนนเพลินจิตตัดกับถนนวิทยุบ้าง แล้วสงสัยไหมว่ามันคืออะไร

จริง ๆ แล้วแท่งปูนนี้คือ ‘หมุดนายเลิศ’ และมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี

ย้อนกลับไปในอดีต พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษฐบุตร ถือครองที่ดินถึง 60 ไร่ ระหว่างถนนเพลินจิตกับคลองแสนแสบ จึงทำหมุดที่ดินขึ้นมาเพื่อบอกหลักเขตให้ชัดเจน

โดยปกติแล้ว หมุดที่ดินในสมัยนั้นไม่ได้หน้าตาแบบนี้ แต่นายเลิศก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกแบบให้เหมือนปืนใหญ่ปักหัวลงบนดิน สื่อถึงการบำรุงรักษาที่ดินให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งวันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน กรุงเทพฯ ก็เหลือหมุดนายเลิศเพียงหมุดเดียวแล้ว

แต่ปัญหาคือหมุดนายเลิศชนกับมุมที่ดินของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ทำให้ประชาชนเดินผ่านไม่สะดวก ยิ่งกลุ่มผู้ใช้วีลแชร์ยิ่งประสบความลำบาก ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับกลุ่มเซ็นทรัลจึงเกิดขึ้น

ระหว่างทางเป็นยังไง และความร่วมมือในครั้งนี้บอกอะไรเราได้บ้าง คำถามเหล่านี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเป็นคนตอบ

และในวาระขึ้นปีใหม่นี้ เราจะถามท่านผู้ว่าฯ ถึงแผนปี 2025 ที่จะการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองเดินได้ และถามตรง ๆ ว่าทำไมทางเท้าของกรุงเทพฯ ยังไม่ดีถูกใจชาวเมืองเสียที

“เมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คือเมืองที่เดินได้ เพราะมันทำให้การเชื่อมโยงไปถึงระดับเส้นเลือดฝอย ที่เป็นหัวใจของการเชื่อมโยงเลย” อาจารย์ชัชชาติเกริ่นไปถึงพื้นฐานของเมือง ก่อนจะพาเข้าเรื่องหมุดนายเลิศ

“ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าที่ดี แต่ถ้าเดินไม่ได้ก็จะลำบาก บางทีบ้านกับออฟฟิศไม่ได้อยู่ริมสถานีรถไฟฟ้าหรอก แต่อยู่ลึกเข้าไปในซอย เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย ถ้าเส้นเลือดฝอยไม่ดี เส้นเลือดใหญ่ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน”

เขาเล่าถึง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายที่ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาและเดินได้หมื่นก้าวต่อวัน จนสุขภาพดีขึ้นผิดหูผิดตา และให้ความเห็นว่า ถ้าทางเท้าดีขึ้น คนก็คงออกมาเดินมาวิ่งกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับการพัฒนาด้านอื่นแล้ว การทำทางเท้าไม่ได้ใช้เงินทุนมากเลย 

กรุงเทพมหานครมีทางเท้ารวมแล้วประมาณ 6,000 กิโลเมตร ที่ผ่านมาโครงการเมืองเดินได้ก็ค่อย ๆ ปรับปรุงให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นในหลายแง่ 

จากเดิมที่ทางเท้ายุบง่ายเพราะไม่ได้เสริมเหล็กด้านล่าง ก็ปรับการก่อสร้างให้มีมาตรฐาน คำนึงถึงคนพิการให้มากขึ้น โดยปรับปรุงทางลาดให้เหมาะสม ปลูกต้นไม้เพื่อร่มเงา ทำ Covered Walkway ในบางจุด ปรับปรุงแสงสว่างริมถนน จากไฟไฮเพรสเชอร์โซเดียมรุ่นเก่าเปลี่ยนเป็นไฟแอลอีดีที่ให้แสงสว่างมากกว่าและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ซึ่งทำไปได้ 80,000 ดวง จากเป้าหมาย 200,000 ดวง

นอกจากนี้ยังมีการทำทางเดินริมคลอง ตรงไหนไม่สว่างก็ได้รับการติดไฟ รวมถึงมีโครงการการทำสกายวอล์กในบางจุด ซึ่งตรงนี้อาจารย์ชัชชาติมองว่าต้องทำเท่าที่จำเป็น เพราะใช้เงินลงทุนสูง และอาจทำให้ร้านค้าด้านล่างค้าขายไม่ได้จนส่งผลกับเศรษฐกิจ

“โครงการขยายพื้นที่ทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี มีผลมาจากการที่กรุงเทพมหานครมีการปรับทางเท้าของเพลินจิต แล้วไปเจอว่าหัวมุมระหว่างถนนวิทยุกับเพลินจิตมีหมุดอันใหญ่อยู่ ทำให้เบียดทั้งที่เอกชนและที่สาธารณะ ไม่พอต่อการสัญจรของประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว ผู้ใช้วีลแชร์ ซึ่งอาจจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการ”

ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมุดนายเลิศยังไม่ผ่านคุณสมบัติที่จะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุได้ แต่ก็ถือเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์

“พอลองไปคุยกับกลุ่มเซ็นทรัล ทางกลุ่มเซ็นทรัล นำโดย บริษัท เตียงจิราธิวัฒน์ จำกัด ให้ความร่วมมือดีมาก สุดท้ายก็ได้แบ่งปันพื้นที่ 1.2 เมตรของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้กับทางกรุงเทพมหานคร” อาจารย์ชัชชาติเล่า “ดูเหมือนเป็นพื้นที่เล็ก ๆ นะ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องใหญ่ เราไม่ค่อยเห็นการแบ่งปันแบบนี้หรอก งานครั้งนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือ บางที่ทางเท้าเราแคบแค่ 60 เซนติเมตร ถ้าเอกชนแบ่งมา 40 เซนติเมตร เราก็ได้มา 1 เมตรแล้ว”

กลุ่มเซ็นทรัลตั้งใจจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค โดยสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและสะดวกสบายของผู้คน

ว่าแล้วอาจารย์ชัชชาติและเหล่าคณะทำงานซึ่งเป็นคนพิการก็พาพวกเราเดินออกจากเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ไปดูทางเท้าตรงบริเวณหมุดนายเลิศ เมื่อคณะทำงานลองบังคับวีลแชร์ก็ราบรื่นเป็นอย่างดี หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามหลัก Universal Design ครั้งนี้ ความแคบของทางเท้าก็ทำให้การสัญจรเป็นไปโดยไม่สะดวก ไม่เว้นแม้แต่คนเดินถนนวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรงที่สุด

“ถึงพื้นที่ตรงนี้จะมีมูลค่าสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีมูลค่ามากกว่านั้น มันแสดงถึงจิตวิญญาณของการแบ่งปัน และเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเมืองเลย ต้องขอบคุณมาก ๆ”

เมื่อต้องมีความร่วมมือจากทั้งรัฐและเอกชน ในแง่การดำเนินงานมันยากไหม – เราถาม

“พอมาเป็นผู้ว่าฯ ผมก็คิดว่าปัญหาของกรุงเทพมหานครคือความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” อาจารย์ชัชชาติเอ่ย

“เดิมทีเราไม่ไว้ใจเอกชน เอกชนก็ไม่ไว้ใจเรา บางทีก็เลยไม่ราบรื่น แต่เมื่อมีความไว้วางใจว่าเราต่างมาด้วยเจตนาดีแล้ว งานก็ง่ายขึ้น ดีขึ้น เช่น พอกลุ่มเซ็นทรัลเห็นเราเอาจริงเอาจังเรื่องสวนสาธารณะ เขาก็ไปทำห้องน้ำสวนลุมพินีให้เราเลย”

จากนั้นท่านผู้ว่าฯ ก็เล่าถึงการทาสีกำแพงที่คลองผดุงกรุงเกษม ย่านโบ๊เบ๊ ในวาระ Winter Festival เมื่อปีก่อน ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลได้สนับสนุนงานทาสีใหม่ให้กับอาคาร-ตึกแถวดั้งเดิมละแวกนั้นให้มีสีสันสดใส ทำให้บรรยากาศกรุงเทพฯ สวยงามมีชีวิตชีวา โดยมีผู้บริหารจากกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าไปร่วมทาสีกำแพงด้วย

“ถ้าเราสร้างความไว้วางใจให้เข้มแข็งขึ้นได้ ผมว่าเราจะพัฒนาได้เร็วขึ้น และพอได้ทำงานร่วมกัน ทุกคนก็จะรู้สึกว่าได้ร่วมเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแลด้วย”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทางเท้าของกรุงเทพฯ ยังมีปัญหา อยากบอกอะไรกับผู้คนบ้าง

“เราต้องใช้เวลาในการจัดการ เพราะทางเท้าไม่ใช่แค่ทางเท้า แต่ข้างใต้มีทั้งท่อประปา สายสื่อสาร สายไฟฟ้า ปัญหาคือแต่ละหน่วยงานได้งบประมาณมาไม่พร้อมกัน การไฟฟ้าได้งบปีนี้ จะขอขุดปีหน้า แต่การประปาได้งบประมาณปีนู้น ก็ต้องขุด-รื้อ อยู่อย่างนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทำให้ความร่วมมือเข้มแข็งขึ้น

“นอกจากนั้นยังมีเรื่องพฤติกรรมของคน คำว่า Social Contract คือเราไม่ได้อยู่กันด้วยกฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย ตอนนี้บางคนชอบขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาบนทางเท้า ทางเท้าเลยพังลงมา เราต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกให้คนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะ”

ในฐานะคนกรุง เราถามอาจารย์ชัชชาติด้วยความสงสัยอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมมองการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยหรือเรื่องสายไฟที่ยุ่งเหยิง

สำหรับเรื่องหาบเร่แผงลอย อาจารย์มองว่ามีความจำเป็นในเชิงเศรษฐกิจ เพียงแต่การขายบนที่สาธารณะอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนสัญจรได้ จึงต้องหาจุดที่อยู่ร่วมกันได้ คือการหาพื้นที่อย่างเป็นกิจจะลักษณะให้เหล่าแม่ค้าได้เข้าไปขาย เช่น ซอยหลังสวน ใกล้เซ็นทรัลชิดลม ซึ่งมีรถเข็นเต็มไปหมด ก็ได้ขยับไปขายกันในพื้นที่เอกชนเรียบร้อยแล้ว

ส่วนสายไฟ (ที่จริงแล้วคือสายสื่อสาร) ที่เปรียบเสมือนปัญหาโลกแตก จริง ๆ แล้ว กรุงเทพมหานครไม่มีสิทธิ์ตัด เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทางกรุงเทพมหานครจึงมีแผนหารือแล้วค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละขั้น

“สายที่เห็นอยู่ที่จริงแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ใช้งาน แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าคือสายไหนบ้าง เราต้องไปตรวจกัน”

ทุกวันนี้ความร่วมมือของกรุงเทพมหานครและ กสทช. เกิดขึ้นแล้ว หลายเส้นจึงค่อย ๆ บางลง ส่วนการนำสายลงดินนั้นเหมาะจะทำในกรณีที่พื้นที่นั้นมีท่ออยู่แล้ว เพราะดำเนินการได้ช้ากว่าการจัดระเบียบมาก

หวังว่าการจัดการสายสื่อสารจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและได้รับการส่งช่วงต่อหากฤดูกาลผลัดเปลี่ยนคณะทำงานมาถึง

หากสำเร็จลุล่วง บรรยากาศท้องถนนคงดูสบายตากว่าที่เคย

เป้าหมายของกรุงเทพมหานครในปี 2025 คืออะไร

“โอ้โห มีประมาณ 200 เป้าหมายเลย” ผู้ว่าฯ ตอบอย่างร่าเริง ก่อนจะยกตัวอย่างให้เราฟัง เช่น ทุกเขตปลูกต้นไม้ 1,000 ต้น สิ้นปีจะมีต้นไม้ 50,000 ต้น ทุกเขตทำถนนสวย 3 กิโลเมตร สิ้นปีจะมีถนนสวย 150 กิโลเมตร

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายจิปาถะที่คณะทำงานตั้งใจไว้ เช่น การสร้างลานกีฬา ดูแลห้องน้ำสาธารณะ ปรับปรุงบ้านหนังสือ ปรับปรุงโรงเรียน-ศูนย์เด็กเล็ก แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จัดการฝุ่นและขยะด้วยวิธีต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ที่เราสนใจเป็นพิเศษ คือแก้ไขจุดเสี่ยงอาชญากรรม 279 จุด เพราะในฐานะผู้หญิง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่อาจดุ่ม ๆ เดินคนเดียวในเมืองได้อย่างสบายใจ

“งานผู้ว่าฯ เป็นงานหลายหน้า ไม่มีโปรเจกต์ไหนสำคัญที่สุด เพราะทุกโปรเจกต์สำคัญหมด แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการเร่งงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”

ก่อนจบการสัมภาษณ์ เราถามท่านผู้ว่าฯ เป็นข้อสุดท้าย กรุงเทพฯ ในอุดมคติส่วนตัวของอาจารย์ หน้าตาเป็นแบบไหน

“กรุงเทพฯ ต้องฉลาด แต่ไม่ต้องฉลาดที่สุด” เขาตอบทันที “ไม่ใช่ Smart City แต่เป็น Smart Enough City คือเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีเหมาะสมเพื่อมาเพิ่มประสิทธิภาพของเมือง ปัจจุบันกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความสนุกตื่นเต้น แต่ประสิทธิภาพต่ำ นักท่องเที่ยวจึงมาเยือนเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่กลับเป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 98 ของโลก นี่คือโจทย์ที่เราต้องสร้างให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน

“ผมว่าหัวใจของเมืองในอนาคตคือการดึงดูดคนเก่งได้ ถ้าเมืองเราไม่น่าอยู่ คนเดินไม่ได้ มีแต่รถติด ฝุ่นพิษ พื้นที่สีเขียวไม่มี สุดท้ายคนเก่งก็หนีหมด เราต้องพยายามทำให้เมืองเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์