26 มีนาคม 2026
479

คุณเคยเข้าใกล้โรคมะเร็งมากที่สุดแค่ไหน

เมื่อทราบข่าวการจากไปของคนรู้จัก

เมื่อคนใกล้ตัวล้มป่วย

เมื่อหมอแจ้งข่าวร้ายกับคุณ

เมื่อคุณต้องต่อสู้กับโรคร้ายด้วยตัวเอง

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้เขียนต้องแอดมิตในไอซียู 3 วัน ไม่ใช่ในฐานะผู้ป่วย แต่เป็นผู้เข้ารับการผ่าตัดเล็กเพื่อบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดให้ผู้ป่วยแปลกหน้าจากแดนไกล นอกจากบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ผู้เขียนคงเป็นคนเดียวในวอร์ดไอซียูที่ยังสุขภาพดี ส่วนเพื่อนร่วมห้องนั้น… ทุกคนล้วนไม่มีผมจากฤทธิ์คีโม

จุดนั้น ทำให้ผู้เขียนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตและความตาย

“หากฉันเป็นมะเร็ง จะเกิดอะไรตามมา”

ในบรรดาคำถามทั้งหมด คำถามที่ดังที่สุดในหัวคงหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตัวผู้เขียนซึ่งมีสิทธิ์ประกันสังคมอยู่แล้ว คงใช้สิทธิ์รักษาฟรี แต่ก็จินตนาการภาพตัวเองไม่ต่างจากฉากใน หลานม่า ที่ต้องวางรองเท้าเพื่อต่อแถวจองคิวในโรงพยาบาลตั้งแต่รุ่งสาง แต่หากปรารถนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านั้น ก็คงต้องดูแลตัวเอง

เมื่อมางาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย ผู้เขียนเห็นคนมากมายต่อแถวยาวรอเข้าโซน ‘Cancer City by Allianz Ayudhya’ ซึ่งทางผู้จัดแอบมากระซิบว่า บูทจำลองประสบการณ์เมื่อทราบข่าวว่าคุณเป็นมะเร็งนี้ต้องรอนานมาก ผู้เขียนไม่คิดว่าตัวเองมีความอดทนพอจึงข้ามไป แต่พอเดินกลับมาอีกครั้ง แถวที่ยาวอยู่แล้วกลับยาวกว่าเดิมนี้กระตุ้นต่อมความสนใจจนผู้เขียนยอมไปต่อแถวด้วย และหลังจากรอคิวนานถึง 40 นาที จึงได้เข้าชม

40 นาทีของการรอคอยนั้นคุ้มค่า และเวลาราวครึ่งชั่วโมงในบูทคุ้มค่ายิ่งกว่า เพราะมันทำให้ได้เห็นได้ยินทั้งเสียงสะท้อนของความกลัว กำลังใจ ความปรารถนาที่จะมีชีวิต และแน่นอนว่าได้เห็นข้อเท็จจริงด้านค่าใช้จ่ายด้วย 

ในห้องสุดท้าย มีคำถามว่า ‘หากไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตัวฉันจะ…’ และมีประตูให้เลือก 2 บาน คือ ‘รักษามะเร็งให้ถึงที่สุด’ หรือ ‘ยอมรับได้ถ้าต้องจากไปเมื่อถึงเวลา’ 

ไม่ว่าหนทางที่เลือกจะเป็นแบบใด เสียงสะท้อนเหล่านั้นและค่าใช้จ่ายที่ต้องเผชิญจะอยู่คู่ทุกทางเลือกอยู่ดี

เมื่อออกจากประสบการณ์จำลองมาแล้ว ที่เวทีเสวนากลางงานกำลังเริ่มคุยหัวข้อ ‘สิทธิ การรักษา ค่าใช้จ่าย ในโลกมะเร็งมีทางเลือกอะไรที่คนไทยควรรู้’ ผู้เขียนจึงนั่งฟังต่อสักหน่อย เพื่อดูว่าชนชั้นกลางทั่วไปอย่างผู้เขียน หากต้องการหายป่วยด้วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย จะมีหนทางไหนบ้าง

สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย

“ในแต่ละวัน มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่อยู่ที่ 386 คน และมีผู้ป่วยมะเร็งที่เสียชีวิตต่อวันประมาณ 236 คน” นพ.ธนกร เจริญธนดล แพทย์อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา ประจำโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อัปเดตสถานการณ์โรคมะเร็งในปัจจุบัน นั่นเท่ากับมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึงปีละ 140,000 คน 

คุณหมออธิบายต่อว่า แนวโน้มผู้ป่วยที่มากขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ร่างกายก็มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งมากขึ้น 

แต่ในขณะเดียวกันก็พบโรคมะเร็งในคนอายุน้อย (ไม่เกิน 50 ปี) มากขึ้น ส่วนมากเป็นกลุ่มโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งการแสดงออกของโรคในคนกลุ่มนี้มักรุนแรงกว่าที่พบในผู้สูงอายุ โรคมะเร็งในคนอายุน้อยนี้ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ และอีกส่วนคาดว่าเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตรวมถึงการบริโภคอาหาร

“ในคลินิกมะเร็งผู้ใหญ่ที่ผมดูแลมีคนไข้ที่บางทีอายุแค่ 19 ปี 20 ปี 30 ปี” คุณหมอธนกรเสริม

ในบรรดาโรคมะเร็ง คนไทยเป็นมะเร็งตับกันมากที่สุด ซึ่งตับเป็นอวัยวะสำคัญ เมื่อมีปัญหา ร่างกายจึงถดถอยอย่างรวดเร็ว แถมไม่ค่อยตอบสนองต่อเคมีบำบัดเท่าไร ทำให้การดำเนินโรครุนแรง อันดับรองลงมาคือมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้พบมากเป็นอันดับที่ 3

แต่ในขณะเดียวกัน การเป็นมะเร็งในสมัยนี้ก็มีโอกาสรอดมากกว่าเมื่อก่อน เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา วิทยาการทางการแพทย์เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ อย่างแรก มีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) อย่างที่ 2 แต่ก่อนมีเพียงยาคีโม หมอธนกรเปรียบว่าเหมือนทำสงครามกับมะเร็งโดยใช้ปืนใหญ่ เมื่อยิงไปแล้วอาจทำลายเซลล์มะเร็ง แต่เซลล์รอบข้างก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ปัจจุบันมียามุ่งเป้า เปรียบเหมือนการตัดกระแสไฟฟ้าของเซลล์มะเร็ง ผลข้างเคียงจึงค่อนข้างน้อย อย่างที่ 3 คือยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด เรียกว่ายาเสริมภูมิหรือยากระตุ้นภูมิ คุณหมออธิบายว่าปกติเซลล์มะเร็งจะทำให้เม็ดเลือดขาวอ่อนแอ แต่ยาเสริมภูมิจะทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้นเพื่อสู้กับเซลล์มะเร็ง

“ปัจจุบันที่เริ่มมีข้อมูลมากขึ้น เป็นกลุ่มยามุ่งเป้าผสมกับยาเคมีบำบัด ถ้าเปรียบเป็นสงคราม ก็เหมือนเป็นขีปนาวุธ ไม่ใช่แค่ระเบิดแล้ว และเป็นขีปนาวุธที่บังคับได้ว่าให้ไปลงจุดไหน ประสิทธิภาพก็จะสูงยิ่งขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง 

“แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นมะเร็งจะรับรักษาได้ทุกแบบ เราต้องเข้าถึงการแพทย์เฉพาะบุคคล ตรวจว่าให้ยาได้หรือเปล่า ร่างกายแข็งแรงเพียงพอมั้ย”

คุณหมอธนกรกล่าวว่า ยาในปัจจุบันทำให้คนไข้โรคมะเร็งในระยะต้นมีโอกาสหายขาดและลดการกลับมาเป็นซ้ำ แต่หากเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะ 4 หรือระยะที่ผ่าตัดให้หายขาดไม่ได้แล้ว ยาจะช่วยควบคุมโรค ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานยิ่งขึ้น ถ้าร่างกายตอบสนองต่อยาได้ดีมาก การแสดงออกของโรคก็อาจแค่เป็นเหมือนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง

“แต่ถึงแม้ยาจะดี บางครั้งมะเร็งมันก็ฉลาดขึ้นเหมือนกัน มันก็พยายามพัฒนากลไกการดื้อยาขึ้นมาได้” 

นายแพทย์ธนกรเสริม พร้อมอธิบายต่อถึงสิ่งที่ตามมาพร้อมกับวิทยาการที่เพิ่มมากขึ้น คือค่าใช้จ่ายในการรักษา ยาคีโมอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่น แต่พอเป็นยามุ่งเป้า ราคาก็พุ่งเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนต่อเดือน 

และผู้ป่วยโรคมะเร็งยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งค่าผ่าตัด ค่าฉายแสง ค่าอาหารทางการแพทย์ ค่าเดินทางไปพบแพทย์ และหากร่างกายดื้อยาสูตรแรก ก็ต้องปรับมาเป็นสูตรที่ 2 ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

ค่าใช้จ่ายในโลกมะเร็ง

“เราเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาท แต่ปีนี้เราต้องจ่ายเงิน 114 บาท เพื่อกินก๋วยเตี๋ยวชามเท่าเดิม ถ้าปีต่อไปอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับนี้อีก ปีหน้าเราจะไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวในราคาเดิม” 

นพ.ธรธเนศ อายานะ คณะแพทย์ที่ปรึกษาและที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปรียบเทียบตัวอย่างให้เห็นผลจาก ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation)’ ที่สูงถึง 14% หรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยปกติกว่า 10 เท่า 

แต่ในขณะที่ต้นทุนทางการแพทย์พุ่งสูงขึ้น คนไทยจำนวนมากก็ยังมองว่าทำไมถึงต้องซื้อประกันสุขภาพ เพราะสิทธิประกันสังคม และ 30 บาทรักษาทุกโรคก็คุ้มครองอยู่แล้ว

“ประกันสุขภาพคือทางเลือกของชีวิต 95% ของคนที่มีประกัน เวลาเจ็บป่วยจะเลือกเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน มีเพียง 5% เท่านั้นที่ไปโรงพยาบาลของรัฐ”

คุณหมอธรธเนศอธิบายเสริมว่า ในกรณีของโรคมะเร็ง ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น ในสมัยก่อนต้องผ่าตัด ให้เคมีบำบัด หรืออาจฉายแสงเพิ่มด้วย ซึ่งทำให้มะเร็งหายได้ แต่ถ้าไม่หายก็ต้องไปบำบัดยาว ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือคุณภาพชีวิตที่แย่และค่าใช้จ่ายมหาศาล อย่างไรก็ตาม สมัยนี้มียามุ่งเป้าเป็นทางเลือก ซึ่งต้องเตรียมเงินไว้ในมือ 3 – 4 ล้านบาท

“ถึงจะมีสวัสดิการประกันสังคม 30 บาทรักษาทุกโรค หรือแม้แต่สวัสดิการข้าราชการ ก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่พัฒนาไปเร็วมาก และกองทุนมีภาระที่ต้องดูแลคนจำนวนมาก เวลาจะจ่ายเงินไปต้องมองว่าคุ้มค่ามั้ย ยาใหม่ ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในต่างประเทศ นั่นเป็นเพียงทางเลือกที่สบายขึ้น และเป็นเหตุผลที่คนต้องซื้อประกัน” หมอธรธเนศกล่าว

ระบบสนับสนุนการรักษานั้น นอกจากสวัสดิการของรัฐแล้ว หากไม่จ่ายเงินเอง ประกันสุขภาพก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเฉลี่ยความเสี่ยงกับคนอื่น แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ เบี้ยประกันในอนาคตก็จะแพงขึ้น จนคนที่อยากซื้อประกันสุขภาพเพื่อรักษาพยาบาลโดยทั่วไปมีกำลังจ่ายไม่พอ

“แต่ถ้าวางแผนว่าเรากลัวมะเร็ง ก็อาจซื้อเฉพาะเรื่องที่เรากลัว เรามีกำลังจ่ายแค่นี้ ถ้ามองเฉพาะสิ่งที่อาจเป็นค่าใช้จ่ายเยอะในอนาคต มันก็ทำได้” หมอธรธเนศเสริม

บทบาทของประกันสุขภาพเอกชนในระบบสาธารณสุขของไทย

เมื่อการเสวนาดำเนินมาถึงช่วงนี้ ทิน โชคกมลกิจ ผู้ดำเนินรายการก็ยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเขาในวัยกว่า 50 ปีซื้อประกันสุขภาพไว้เยอะมาก แม้ว่าเขาจะยังไม่ป่วยเป็นอะไร แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเป็นมะเร็งไปแล้วถึง 5 คน และเขาเองก็กลัว จึงต้องการกระจายความเสี่ยง จะได้ไม่ทิ้งภาระไว้กับคนข้างหลัง 

คุณทินจึงสอบถาม โทมัส วิลสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ถึงความสำคัญของประกันสุขภาพเอกชนในประเทศไทย และคำตอบของโทมัสก็สรุปได้ 3 ข้อ

ข้อแรก คือการกระจายความเสี่ยง การป่วยหนัก อย่างมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เหมือนการถูกลอตเตอรี่ที่ไม่มีใครอยากได้ แต่ถ้าเป็นขึ้นมาก็จะมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงมาก การกระจายความเสี่ยงนี้เหมือนกับกลุ่มคนมาทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยเหลือคนป่วยในกลุ่ม และบริษัทประกันเอกชนจะเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยง กระจายให้ทุกคนที่ป่วยเข้าถึงโอกาส 

สมมติว่ามีกลุ่มคนอยู่ 100 คน ก็อาจมีคนป่วยอยู่ 2 คน คงไม่โชคร้ายถึงขั้นป่วยทั้ง 100 คน แต่ตอนที่เริ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่ม ทุกคนต้องมีสุขภาพแข็งแรง สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพมาก่อนแล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่บริษัทประกันจะรับทำประกันให้

ข้อสอง อลิอันซ์ อยุธยา เข้าใจดีว่าการเดินทางเพื่อสู้กับโรคร้ายมันทั้งน่ากลัว สับสน หดหู่ และเดียวดาย ประหนึ่งมืดแปดด้าน บริษัทจึงมีการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยตลอด พ.ศ. 2568 ทางบริษัทจ่ายค่าสินไหมไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท ยังมีทีมแพทย์ พยาบาล ทีมผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนประกัน ร่วมเดินทางฝ่าโรคร้ายเคียงข้างผู้ประกันตนที่เจ็บป่วย

ข้อสาม บริษัทประกันเอกชนเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีการกระจายความเสี่ยงตั้งแต่ต้น 

โทมัสยังฝากสิ่งที่คนไทยควรเตรียมตัวเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายอีก 3 อย่าง

อย่างแรก คือการป้องกันตัว (Prevention) กินอาหารดี ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน และนายแพทย์ธรธเนศซึ่งเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์เสริมเรื่องการทานอาหารแบบ ‘Moderation’ ซึ่งทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพื่อความสุขได้ในปริมาณที่เหมาะสม อย่างมื้อนี้ทานหมูกรอบที่ชอบเพื่อความสุข มื้อต่อไปก็งด แล้วทานอาหารที่มีประโยชน์ชดเชย เพราะคุณหมอมองว่าการเข้มงวดกับตัวเองจนเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก

อย่างที่ 2 โทมัสกล่าวถึงการตรวจพบโรคร้ายตั้งแต่เนิ่น ๆ (Early Detection) ซึ่งทำได้จากการตรวจสุขภาพ หากเจอปัญหาเร็วก็เริ่มการรักษาได้เร็วขึ้น การดำเนินโรคที่ยังไม่รุนแรงทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่ารอจนโรคดำเนินไปถึงระยะที่รุนแรง โอกาสหายขาดก็มากกว่าด้วย

อย่างสุดท้าย ต้องวางแผนการเงิน เช่น ซื้อประกันสุขภาพ โทมัสแนะนำให้ซื้อตั้งแต่ช่วงที่สุขภาพยังแข็งแรง บริษัทประกันถึงจะดูแลได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว มีโอกาสบริษัทประกันจะไม่อนุมัติ ในกรณีนี้ หมอธรธเนศอธิบายเสริมไว้ว่า ตามหลักการกระจายความเสี่ยงของประกันสุขภาพนั้น การมีคนที่ไม่แข็งแรงแต่แรกมาร่วมกระจายความเสี่ยงในกลุ่ม ย่อมไม่เป็นธรรมกับคนสุขภาพดีที่เหลือซึ่งต้องมาร่วมแบกรับภาระเบี้ยประกันที่เกิดขึ้น

ระบบสาธารณสุขไทยกับการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

“หากเทียบกับประเทศอื่น ผมถือว่าระบบสาธารณสุขในประเทศเราไม่ได้แย่ ที่จริงมีมาตรฐานประมาณหนึ่งเลยทีเดียว”

นายแพทย์ธนกรเล่าถึงระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมีประสิทธิภาพพอสมควร เพียงแต่ปัจจุบันระบบการเบิกจ่ายยายังตามทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องดูที่จุดเริ่มต้นของโรคด้วย ปัจจุบันระบบสุขภาพของไทยครอบคลุมพอสมควร ตั้งแต่การคัดกรองและการป้องกัน เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีสำหรับป้องกันมะเร็งตับ หรือการตรวจอุจจาระเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการคัดกรองมะเร็งเต้านมในสตรีที่อายุเกิน 40 ปี เป็นต้น

“แล้วระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ มีโอกาสมั้ยที่จะได้รับการพัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยี”

ผู้ดำเนินรายการถามคำถามสำคัญ นายแพทย์ธรธเนศก็ยังยืนยันว่าสวัสดิการที่รัฐจัดให้ประชาชนนั้นไม่ได้แย่ คัดกรองและรักษาได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ด้วยภาระมากมายและงบประมาณที่จำกัด การจ่ายเงินเพิ่มเพื่อวิทยาการทางการแพทย์ที่ดีกว่าและพัฒนาไปเร็วนั้นก็คงยังทำไม่ได้ แต่หากใครที่อยากได้บริการที่ดีขึ้นหรือสบายกว่า สิทธิการรักษาพยาบาลจากภาครัฐไม่มีทางครอบคลุมได้ 100% ก็ต้องจ่ายเพิ่มเติมด้วยตัวเอง 

“สมมติว่าถ้าป่วยแล้วเสียชีวิตเลย โอเค ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าป่วยแล้วต้องรักษายาวนาน เราก็อยากได้สิ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ถ้ารักษาไม่ได้ อยากจากไปอย่างสบาย มีการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) พวกนี้คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจากกระเป๋าตัวเอง หรือจะไปเฉลี่ยกับคนอื่น อันนั้นก็เป็นทางเลือก” หมอธรธเนศอธิบาย

ระหว่างนี้ ทินร่วมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว 4 คนที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งว่าเป็นเส้นทางที่เดียวดายและสิ้นหวังมาก แต่เมื่อมาถึงผู้ป่วยมะเร็งรายที่ 5 ของบ้าน ด้วยความที่เข้าถึงวิทยาการทางการแพทย์ซึ่งก้าวหน้าไปไกลแล้ว สมาชิกรายนี้ซึ่งผมร่วงหมดแล้วยังมีกำลังใจที่ดี และยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้

การทำประกันเมื่อเจ็บป่วย

เมื่อเสวนาดำเนินมาถึงช่วงถาม-ตอบ คำถามแรกจากผู้ร่วมงานคือค่าใช้จ่ายสำหรับโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 4 ซึ่งคุณหมอธนกรตอบว่า การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันเป็นแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่มะเร็งชนิดไหน สายพันธุ์อะไร มียาอะไรที่ตรงตามสายพันธุ์นั้น ยามุ่งเป้าบางรายการอาจอยู่ในสิทธิการรักษามากขึ้น แต่ยาเสริมภูมิอาจจะยังไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษาปัจจุบัน หากรักษาด้วยยาสูตรแรกแล้วไม่ได้ผล พอต้องมาลองยาสูตรใหม่ ค่ารักษาพยาบาลก็จะทบไปอีก คำถามนี้จึงตอบยาก

คำถามต่อมา คือหากเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ แต่ยังไม่เป็นมะเร็ง จะทำประกันโรคมะเร็งได้มั้ย โทมัสอธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาการทำประกันที่ต้องตรวจสุขภาพก่อนและมีความเป็นไปได้หลายทาง ทางแรกคือการรับทำประกันแบบมีเงื่อนไขว่าจะไม่ครอบคลุมบางโรค ทางต่อมาคือการรับทำประกันโดยมีค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น และทางสุดท้าย คือไม่รับทำประกันเลย 

“ในมุมของแพทย์ที่ดูเรื่องสุขภาพเพื่อรับทำประกัน เราไม่ได้มองสภาพของความเจ็บป่วยในปัจจุบัน เรามองโอกาสของความน่าจะเป็นในอนาคต โดยอาศัยสิ่งที่เป็นปัจจุบันและในอดีตมาประมวลผลว่า โดยสถิติ คนที่มีลักษณะนี้ในอนาคตจะมีโอกาสเจ็บป่วยหรือต้องใช้สวัสดิการมากกว่าคนอื่นหรือไม่”

นายแพทย์ธรธเนศอธิบายเสริมถึงเรื่องเบี้ยประกันที่อาจเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนรายอื่น เพราะคนที่ป่วยมาก่อนย่อมมีความเสี่ยงในการใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลมากกว่าคนอื่น

แต่หากใครผ่านการพิจารณาประกันแล้ว โทมัสก็ยืนยันในตอนท้ายว่า คุณจะสบายใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครองไปตลอด

ก่อนจบเสวนา หมอธนกรทิ้งท้ายถึงความจริงของโรคมะเร็งเอาไว้ว่า เราไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ แต่เราเสริมเกราะให้ตัวเองได้ โดยการตระหนักรู้ หมั่นตรวจคัดกรองเพื่อป้องกัน และเตรียมแนวทางเพื่อวางแผนการรักษาในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การเป็นมะเร็งไม่ได้หมายถึงเสียชีวิตเสมอไป

นายแพทย์ธรธเนศกล่าวเสริมถึงการวางแผนในอนาคตหากพอมีกำลังสำหรับผู้มางาน Death Fest ซึ่งส่วนมากน่าจะยอมรับเรื่องความตายอยู่แล้ว แต่การวางแผนการตายนั้น นอกจากไม่กระทบลูกหลาน ยังทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในวาระสุดท้าย ได้จากไปอย่างสงบ และไม่ทุกข์ทรมาน

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

กฤตภาส ตั้งงามจิตต์

ตอนกลางวันเป็นช่างภาพ ตอนกลางคืนเป็นนักตบลูกขนไก่ ส่วนกาแฟ... เพิ่งเริ่มคบกันแบบไม่ค่อยไว้ใจ