เสียงเฮดังกระหึ่มในสนามเมื่อ มานูเอล ทอม เบียรห์ นักเตะทีมชาติไทยโหม่งลูกบอลเข้าประตูไปในนาทีที่ 90 พาช้างศึกไทยนำ 2 : 1 ในศึกตัดสินชะตาเอเชียนคัพ 2027 หรือ AFC Asian Cup 2027 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
การได้มานั่งเชียร์ทีมชาติติดขอบสนาม ได้เห็นการแข่งขันใกล้ ๆ ให้ความรู้สึกแตกต่างกับการเชียร์ผ่านหน้าจอ เป็นความพิเศษที่หลายคนยอมทุ่มเงินและเวลาเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในฐานะผู้ชม แต่สำหรับ หม่อง และ ทอฟฟี่ ต่อให้มีเวลาหรือเงินมากแค่ไหน พวกเขายังต้องคิดหนัก เพราะหม่องนั่งวีลแชร์ ส่วนทอฟฟี่ก็ต้องใช้ไม้เท้าขาวนำทางต่างสายตาที่มองไม่เห็น
ร่างกายพวกเขากลับกลายเป็นข้อจำกัด เพราะบางสถานที่หรือบางกิจกรรมก็ไม่ได้สร้างมาด้วยหลักคิดเพื่อทุกคน (Universal Design)

‘B-Quik’ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของฟุตบอลทีมชาติไทย เข้าใจดีถึงหัวใจที่รักกีฬา และอุปสรรคในการไปเชียร์ทีมโปรดติดขอบสนามของกลุ่มแฟนบอลผู้พิการ จึงเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การเชียร์ของคนกลุ่มนี้ อำนวยความสะดวกให้พวกเขาได้มาสานฝันข้างสนาม ได้รับรู้บรรยากาศการเชียร์กีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ได้อยู่เพียงหน้าจอ เพื่อให้ทุกหัวใจได้ไปต่อในสิ่งที่รักได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้แคมเปญ i am ABLE และ The Visible Match
ก่อนการแข่งขันนัดนี้จะเริ่มขึ้น ผู้เขียนมีโอกาสคุยกับ คุณบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล Chief Operating Officer บริษัท บี-ควิก จำกัด เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปของแคมเปญการเชียร์กีฬาอย่างเท่าเทียมนี้ และได้พูดคุยกับผู้ใช้บริการจริงอย่างหม่องและทอฟฟี่ที่ทำให้รู้ว่าแคมเปญนี้สำคัญเพียงไร

ข้อจำกัด
“ผมอยากดูการแข่งฟุตบอลสด ๆ มาตลอด แต่ติดขัดตรงที่ผมขึ้นบันไดไปนั่งบนอัฒจันทร์ไม่ได้ แล้วไม่รู้ว่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เราที่ต้องใช้วีลแชร์ไหม หรือต้องติดต่อใคร มันไม่ชัดเจน จริง ๆ ถ้ามีการสื่อสารชัดเจนว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับผู้ใช้วีลแชร์นะ ผมก็จะมาแน่นอน เพราะเชียร์ที่สนามยังไงก็สนุกกว่าเชียร์ทางทีวี”
เรื่องราวของหม่องคล้ายคลึงกับผู้ใช้วีลแชร์อีกหลายคน แม้พวกเขาจะเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง แต่ยังมีบางพื้นที่ที่เป็นข้อจำกัด เฉกเช่นที่สนามแข่งฟุตบอลแห่งนี้ที่อัฒจันทร์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้วีลแชร์ขึ้นไปได้ หรือพื้นที่ชั้นล่างริมสนามไม่ได้เปิดให้รถวีลแชร์เข้าถึง ทำให้เขาทำได้เพียงมาถึงบริเวณนอกสนาม แต่ไม่อาจเข้ามาเชียร์ได้ สุดท้ายแล้วหม่องก็ตัดใจยอมเชียร์กีฬาที่ชอบผ่านจอทีวีที่บ้านแทน

ฝั่งทอฟฟี่ที่ใช้ไม้เท้าขาวนำทางเดินขึ้นอัฒจันทร์ได้ไม่มีปัญหา แต่การเชียร์บอลโดยไม่มีเสียงบรรยายภาพ (Audio Description) ย่อมทำให้เขาพลาดรายละเอียดที่นักพากย์ทั่วไปรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเล่า เช่น สีหน้านักเตะ ตำแหน่งของบอลในสนาม ท่าทางเวลาส่งลูก ฯลฯ รายละเอียดเหล่านี้ส่งผลต่ออรรถรสในการดูบอลของผู้พิการทางการมองเห็น เพื่อให้จินตนาการได้ว่าการแข่งขันดำเนินไปอย่างไร ปกติทอฟฟี่จะฟังการถ่ายทอดการแข่งขันทางช่องวิทยุที่มักลงรายละเอียดมากกว่าการดูผ่านช่องทางอื่น ๆ
“คนมองไม่เห็นต้องการการพากย์ที่ละเอียด แต่เรารู้ว่าถ้ามากเกินไปคนตาดีบางคนก็อาจจะรำคาญ เราเลยไม่เคยมาเชียร์ที่ขอบสนามเลย หรือถ้าจะให้เปิดวิทยุฟังไปด้วยในสนาม มันก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะจะดีเลย์”

ก้าวข้ามเงื่อนไข
หลังเข้ามาสนับสนุนฟุตบอลทีมชาติไทยได้ 3 ปี สิ่งที่ B-Quik เห็นไม่ใช่แค่ความสำเร็จเท่านั้น พวกเขายังเห็นข้อจำกัดที่หลายคนต้องเผชิญในการเชียร์กีฬา กิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ ผู้พิการกลับเข้าถึงยาก ในฐานะแบรนด์ที่มีจุดยืนสนับสนุนให้ทุกคนได้ออกไปทำสิ่งที่รัก ก้าวข้ามทุกเงื่อนไข B-Quik จึงผลักดันแคมเปญที่จะเปลี่ยนการเชียร์ฟุตบอลแบบเดิม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนที่เป็นแฟนช้างศึก มีสิทธิ์ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขัน ได้เชียร์ไปด้วยกัน แต่ความเป็นจริงมีแฟนบอลที่เป็นผู้พิการหลายคนไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศในสนามเลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากมา แต่เพราะพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้สร้างมาสำหรับพวกเขา” คุณบุศรารัตน์กล่าว

แคมเปญ i am ABLE และ The Visible Match จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดนี้ โดยมี Plan B Eleven เป็นพันธมิตรสำคัญที่ร่วมกันผลักดันแคมเปญ ตั้งแต่การทำสารคดีสั้น i am ABLE Empowering Documentary เพื่อให้สังคมตระหนักปัญหานี้ ไปจนถึง The Visible Match เชิญชวนแฟนบอลผู้พิการมาเชียร์ทีมชาติไทยติดขอบสนามไปด้วยกัน โดย B-Quik ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การเดินทาง การเข้าสู่สนาม และระหว่างที่นั่งเชียร์
การแข่งขันรอบทีมชาติไทยกับทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ถือเป็นโอกาสแรกที่ B-Quik จะพาหม่อง ทอฟฟี่ และกลุ่มแฟนบอลผู้พิการรวม 11 คน มาเป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขัน พวกเขานัดพบที่ MRT สถานีพระราม 9 แล้วนั่งรถตู้มาที่สนามราชมังคลากีฬาสถานพร้อมกัน โดยมีทีมงาน B-Quik อำนวยความสะดวก เมื่อมาถึงสนาม มุมหนึ่งข้างสนามบอลจัดไว้เพื่อรองรับการเข้าชมกีฬาของผู้พิการ ไม่มีบันไดที่เป็นอุปสรรคต่อวีลแชร์ หากมีใครต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ต้องการไปเข้าห้องน้ำ B-Quik ก็จัดทีมงานดูแลอำนวยความสะดวกให้
และตลอดการแข่งขัน ผู้พิการทางสายตาจะได้ยินข้อมูลการพากย์ที่ละเอียดเป็นพิเศษผ่านทางหูฟังต่อเนื่องมากขึ้น ทันเวลามากขึ้นแบบวินาทีต่อวินาที เพื่อให้พวกเขาไม่พลาดทุกรายละเอียดในการแข่งขัน พร้อม Live Broadcast ผ่านทาง Facebook ของ B-Quik และกระจายไปยังสมาคมคนตาบอด รวมถึงกลุ่ม ‘คนตาบอดดูบอล’ ให้แฟนบอลผู้พิการทางสายตาได้ร่วมเชียร์ทีมชาติไทยไปพร้อมกับทุกคน ได้อรรถรสไม่ขาดตกสิ่งใดถึงจะมองไม่เห็น

“นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เข้ามาดูในสนามอย่างสบาย ได้รับข้อมูล มีการอำนวยความสะดวกให้ผ่านเข้าไปตรงที่จุดที่เรานั่งดูได้” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับหม่อง นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาเชียร์กีฬาในสนาม แต่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาพร้อมวีลแชร์แล้วไม่ต้องเจออุปสรรค ส่วนทอฟฟี่ นี่คือการมาเชียร์กีฬาในสนามครั้งแรกในชีวิต
“รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เราไม่เคยมาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้เลย สนามเป็นยังไง คนดูเป็นแบบไหน ด้านหน้ามีกิจกรรมอะไร พวกนี้มันแปลกใหม่สำหรับเรา เพราะมันเป็นสิ่งที่เราจินตนาการไม่ออกตอนที่ฟังเกมจากวิทยุ แค่อยู่ตรงนี้เราก็ตื่นเต้นแล้ว พอจะได้เข้าไปในสนามอีก มันคงสนุกและตื่นเต้นคูณ 2 คูณ 3” ทอฟฟี่กล่าวขณะที่รอเข้าชมการแข่งขัน
พนักงานเพื่อสังคม
ทำไมแบรนด์ศูนย์บริการรถยนต์ถึงลุกมาทำงานเพื่อผู้พิการ – ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนมี และคนที่ตอบได้ดีคงไม่ใช่ใคร คุณบุศรารัตน์เริ่มจากเล่าถึงโครงการเพื่อสังคมที่ B-Quik ดำเนินงานผ่านมูลนิธิ บี-ควิก เพื่อสังคม มาอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลในชุมชนห่างไกล การบริจาคอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และของใช้จำเป็นให้เด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม สนับสนุนคุณภาพชีวิตช้างไทย ในส่วนของผู้พิการ B-Quik ก็ร่วมมือกับ Artstory by Autistic Thai สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะแก่บุคคลออทิสติกเพื่อสร้างรายได้
หลังจากได้เข้ามาสนับสนุนทีมฟุตบอลไทย B-Quik ก็จัดโครงการ ‘ฟุตบอลคลินิก’ ให้เยาวชนได้ฝึกทักษะฟุตบอล และในปีนี้ขยายกิจกรรมเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลไทยไปสู่กลุ่มแฟนบอลผู้พิการ
“เราต้องการดูแลให้ครบทุกกลุ่มจริง ๆ ในออฟฟิศเราก็มีพนักงานที่เป็นผู้พิการที่เราอำนวยความสะดวกในการทำงาน ให้เขาทำในสิ่งที่ทำได้ ได้ใช้ศักยภาพให้เต็มที่ พอมาสนับสนุนด้านฟุตบอล เราเลยอยากทำให้ทุกคนเข้าถึงฟุตบอลได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน มันเป็นจุดยืนและความเชื่อของแบรนด์เลยที่อยากสนับสนุนคนให้ก้าวข้ามทุกเงื่อนไข แล้ว ‘ไปต่อ’ กับสิ่งที่รัก ให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น ได้ทำสิ่งที่ต้องการ โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น” คุณบุศรารัตน์กล่าว
ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าไอเดียที่อยากเข้าไปช่วยเหลือใครหรือหน่วยงานอะไรนั้น คงมาจากระดับผู้บริหารออกนโยบายมาให้ฝ่ายปฏิบัติทำตาม แต่ผู้บริหารระดับสูงอย่างคุณบุศรารัตน์กลับปฏิเสธ

“ทั้งหมดเป็นความตั้งใจของน้อง ๆ ทีมงาน B-Quik ที่มีการคุยกัน ถกกัน ว่าเราควรตอบแทนสังคมในจุดไหนบ้าง เราเลยไม่ได้แค่สร้างโรงเรียน มอบอุปกรณ์การแพทย์ แต่เรามองไปถึงว่าทุกคนในสังคมควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน เราจึงควรดูแลระบบนิเวศรอบตัวทั้งหมด ไม่ว่าช้าง บุคคลออทิสติก หรือแฟนบอลผู้พิการ”
นโยบายเพื่อสังคมของ B-Quik จึงมาจากล่างสู่บน เมื่อคนทำงานส่งสัญญาณไปหาผู้บริหารที่พร้อมอนุมัติ และเปิดโอกาสให้ทีมงานได้ลงมือทำจริง พอพวกเขาเห็นผลลัพธ์ก็จะภูมิใจ และอยากทำเพื่อสังคมมากขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA องค์กร หลังจากนี้ ไม่ว่าทีมงานจะวางแผนอะไร ก็จะคำนึงถึงสังคมเป็นหลัก
“มูลนิธิ บี-ควิก เพื่อสังคม ก็ไม่ได้มาจากพี่ แต่มาจากคนในบริษัทที่เขาอยากตอบแทนสังคม แต่ก่อนเป็นแค่ชมรมด้วยซ้ำที่ออกไปปลูกป่า ไปซ่อมแซมอาคารเรียน เราเริ่มต้นมาจากตรงนั้น แล้วก็ค่อย ๆ ต่อยอดมา จนมีการก่อตั้งมูลนิธิ ส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทเราเติบโตด้วย เลยมีงบในการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น แต่หลัก ๆ ก็มาจากความตั้งใจของทีม เวลาที่เราต้องการทำโครงการอะไร ก็จะได้รับความร่วมมือจากทุกคนเยอะมาก มันเป็นสิ่งที่ริเริ่มมาจากพนักงานจริง ๆ”
ฝันที่เริ่มเป็นจริง
“การทำโปรเจกต์นี้ B-Quik และ Plan B Eleven มองตัวเองว่าเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้นะ เพราะการได้เห็นแฟนบอลผู้พิการเข้ามาในสนามแล้วเขามีความสุข ทีมงานทุกคนก็พลอยมีความสุขไปด้วย มันเป็นความภาคภูมิใจที่เราผลักดันโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ แล้วก็รู้สึกว่าต้องทำต่อไป ไม่ใช่แค่ CSR แต่เราอยากเปลี่ยนแปลงมาตรฐานที่สังคมไทยควรมี เพราะพี่เชื่อว่ากีฬาเป็นของทุกคน รวมไปถึงแฟนบอลผู้พิการทุก ๆ คนด้วย เราอยากให้เขาชมและเชียร์กีฬาได้ทุกชนิด ไม่ใช่แค่ฟุตบอล ได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม”
สิ่งที่คุณบุศรารัตน์ได้เห็นจากกลุ่มแฟนบอลผู้พิการ คือสิ่งที่เธอปรารถนาให้เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาอื่น ๆ ด้วย ซึ่งทาง B-Quik เองก็สนับสนุนกีฬาหลายอย่าง เช่น แข่งรถ มาราธอน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ และขยายไปสู่กีฬาอื่น ๆ ที่พวกเขาอยากไปเชียร์ติดขอบสนาม รวมถึงแฟนกีฬาผู้พิการกลุ่มอื่น ๆ ด้วย

“เราตั้งใจว่าแคมเปญนี้จะไม่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ B-Quik ตั้งใจที่จะสร้างให้เป็นแพลตฟอร์มที่จะมาช่วยยกระดับประสบการณ์การชมฟุตบอลให้กับแฟนบอลไทยทุก ๆ คน โดยมีกลุ่มแฟนบอลผู้พิการทางการมองเห็นและการเคลื่อนไหวเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็ขยายไปสู่แฟนบอลที่มีข้อจำกัดกลุ่มอื่น ๆ เพราะเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
คุณบุศรารัตน์เล่าถึงความฝันที่มาจากพนักงาน B-Quik และคงเป็นความฝันของแฟนกีฬาซึ่งมีข้อจำกัดทางร่างกายหลายคนเช่นกัน แต่ฝันของพวกเขาเหล่านั้นกำลังใกล้ความจริงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะวันนี้ B-Quik เริ่มต้นขยับเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมไปแล้ว
“ผมชอบฟุตบอล ถ่ายทอดสดแมตช์ต่างประเทศก็ดูทุกสัปดาห์ ชอบบาสเกตบอลด้วย เพราะผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเก่า เราก็อยากให้มีแนวทางที่ชัดเจนว่า ถ้าผู้พิการอยากจะเข้าสนาม จะมีกฎระเบียบข้อบังคับยังไง มีการอำนวยความสะดวกยังไง หากมีมาตรฐานเหมือนกันในทุกสนามที่ผู้พิการอยากเข้าไปดู ก็คิดว่าจะทำให้ผู้พิการกล้าออกมาเชียร์เกมในสนามมากขึ้น วันนี้ก็ขอบคุณ B-Quik ที่ให้โอกาสผู้พิการได้เข้ามาชมเกมนี้ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่กล้ามา”
หม่องกล่าวถึงความหวังของเขาที่จะได้นั่งวีลแชร์ไปเชียร์การแข่งขันฟุตบอลนัดอื่น หรือชมบาสเกตบอลริมขอบสนาม ความรู้สึกของทอฟฟี่ก็ไม่ต่างกัน
“ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเห็นแล้วว่า ถ้าออกแบบโดยคำนึงถึงผู้พิการ ผู้พิการก็เข้ามาดูกีฬาได้ แล้วมันก็ต้องทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ต้องมีหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่จัดกิจกรรมแบบนี้เรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้พิการมีโอกาสมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น และเมื่อสังคมเห็นสิ่งนี้มากขึ้น ก็จะเกิดแรงกระเพื่อม ให้คนอื่นอยากคิดเผื่อผู้พิการจนเป็นเรื่องปกติ”
ทอฟฟี่กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ B-Quik ช่วยนำทางเขาจูงไม้เท้าขาวเข้าสู่สนาม

