27 เมษายน 2026
42

โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า หรือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI จนปราดเปรื่องเหนือมนุษย์ เกลียวคลื่นของความเปลี่ยนแปลงซัดสาดทุกคนโดยไม่สนว่าเป็นใคร และแน่นอนว่าอาชีพสถาปนิกก็ไม่อาจหนีพ้นความเปลี่ยนแปลง

‘งานสถาปนิก’ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะงานโชว์ดีไซน์สถาปนิกไทยและนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างล้ำสมัย แต่เมื่อปีนี้โลกเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 จึงขอใช้พื้นที่ชวนพูดคุยกันว่า สถาปนิกจะปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

“คนมีภาพจำงานสถาปนิกว่าเป็นงานโชว์นวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง แต่ครั้งนี้ผมอยากให้งานเป็นพื้นที่เสริมแนวคิดการออกแบบสถาปนิกให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับเรื่องใหม่ ๆ และแสดงบทบาทวิชาชีพสถาปนิกไทยให้คนรับรู้ชัดเจน” จาตุรนต์ว่า 

ก่อนเป็นแม่ทัพใหญ่ของการจัดงาน เดิมทีจาตุรนต์คือสถาปนิกผู้ก่อตั้งออฟฟิศ CREATIVE TERRITORIES ที่สั่งสมประสบการณ์การทำงานมายาวนานทั้งไทยและต่างประเทศ บันไดก้าวแรกที่พาเขาเข้าสู่การเป็นประธานจัดงานสถาปนิก’69 ในวันนี้ คือการช่วยออกแบบและจัดนิทรรศการ ASA ALL MEMBER : Collective Practices และ 90 ปี สมาคมสถาปนิกสยามฯ ในงานสถาปนิก’67 

“เวลาทำงานกับตัวเองไปนาน ๆ ผมรู้สึกเหมือนเป็นกบในกะลาที่ไม่ได้ทำอะไรให้สังคมเลย ก็เลยออกมาช่วยงานสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทำนิทรรศการในงานสถาปนิก’67” จาตุรนต์เล่า

ทั้ง 2 นิทรรศการทำให้เขาเห็นภาพรวมและพัฒนาการของวิชาชีพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนั่นทำให้เขาอยากสานต่อเรื่องราวจากนิทรรศการที่เคยทำ เพียงแต่เปลี่ยนจากการมองอดีตเป็นการมองอนาคตข้างหน้า และตั้งคำถามว่าจะรับมือกับมันอย่างไร 

เมื่อสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดคัดสรรผู้จัดงานสถาปนิกแบบ Open Call ขึ้นเป็นครั้งแรก จาตุรนต์จึงตัดสินใจเสนอตัวพร้อมส่งต่อไอเดียที่มีอยู่ในใจ 

“สมาคมสถาปนิกสยามฯ กำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษ ผมเลยอยากชวนมองถึงอนาคตข้างหน้า และสานต่อนิทรรศการที่เคยทำตอน พ.ศ. 2567” 

และงานสถาปนิก’69 ภายใต้การจัดของจาตุรนต์ จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิด สติมา ปัญญา พร้อม(ท์) 

‘สติมา ปัญญา พร้อม(ท์)’ ถือเป็นแนวคิดงานที่เท่เอาการ แต่ภายใต้ประโยคเท่ ๆ คือการชักชวนทุกคนให้กลับมาทบทวนตัวเอง เรียกสติให้มา เหลาปัญญาให้พร้อม แล้วเตรียมตัวเดินหน้าสู่ความไม่แน่นอนอย่างมั่นใจ

“ผมนิยามยุคนี้ว่าเป็น ‘ยุคปัญญาใหม่’ มี Disruption เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งโรคระบาด การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึง AI และมันก็กระทบวิชาชีพสถาปนิกด้วย” จาตุรนต์พูดถึงเบื้องหลังคอนเซปต์งาน 

“การจัดงานครั้งนี้จึงชวนทุกคนมาตั้งสติ อย่าเพิ่งตกใจ ชื่องานเลยมีคำว่า สติมา จากสำนวนไทย ‘สติมา ปัญญาเกิด’ แต่เราเปลี่ยนเป็นคำว่าพร้อม เพื่อชวนมารับมือเรื่องใหม่ด้วยกัน และคำว่าพร้อมก็ล้อกับ Prompt ที่ใช้ใส่ AI สื่อว่างานนี้ชวนตั้งคำถามว่าเราจะปรับตัวเข้าหามันได้อย่างไร แต่งานไม่ได้คุยแค่เรื่อง AI อย่างเดียว เพราะพูดทั้งภูมิปัญญาประดิษฐ์และภูมิปัญญามนุษย์ ชวนไปเข้าใจทั้ง 2 อย่าง”

นอกจากภารกิจเตรียมนักออกแบบให้พร้อมรับมืออนาคต งานนี้จาตุรนต์ตั้งใจพลิกภาพจำงานสถาปนิก จากงานแสดงสินค้าทางสถาปัตยกรรม ไปสู่งานที่ยกระดับวิชาชีพสถาปนิกไทย 

“คนรู้จักงานสถาปนิกว่าเป็น ASEAN’s Largest Building Technology Exposition แต่ผมมองว่าแทนที่จะโชว์โปรดักต์อย่างเดียว อยากให้งานนี้เสริมวิชาชีพให้แข็งแรงขึ้นด้วย เลยตั้งเป้าเป็น The Most Influential Architecture Exhibition in ASEAN ด้วยการนำบุคลากรระดับโลกมาให้ความรู้ เพื่อช่วยเปิดกว้างความคิดและเสริมความแข็งแรงให้สถาปนิกไทยและประเทศเพื่อนบ้าน” จาตุรนต์เล่า

“นอกจากนั้นก็ตอบ Pain Point ที่คนไม่เข้าใจว่าสถาปนิกทำอะไร ด้วยการใส่ภาพวิชาชีพให้ชัด ทำให้คนเห็นว่าพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือความเป็นอยู่คนในสังคมได้อย่างไร มีบทบาทหรือความสำคัญต่อประเทศและเศรษฐกิจอย่างไร” 

เป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้แปรเปลี่ยนเป็นโซนจัดแสดงและกิจกรรมไฮไลต์ในงานที่พาสถาปนิกและผู้เข้าชมงานเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกัน 

“กิจกรรมของงานสถาปนิกแบ่งส่วนหลักคือ The Foundation, Intelligence & Collaboration, Knowledge และ Theme Exhibition” จาตุรนต์ขยายความกิจกรรมภายในงาน

‘The Foundation’ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น นิทรรศการจากสถาบันการศึกษา เวิร์กช็อป หรือคลินิกเตรียมสถาปัตย์โดย CDAST (สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย) ที่ให้คำแนะนำนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง เรื่องการเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์และการเป็นสถาปนิกในอนาคต 

‘Intelligence & Collaboration’ เป็นการจัดกิจกรรมและนิทรรศการจากสมาคมวิชาชีพพันธมิตร เช่น สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย (TIDA) สมาคมภูมิสถาปนิกแห่งประเทศไทย (TALA) สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย (TUDA) 

‘Knowledge’ คือกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้สุดเข้มข้น มีทั้ง ASA International Forum งานสัมมนาระดับนานาชาติที่ชวนสถาปนิกผู้คร่ำหวอดมาแลกเปลี่ยนความคิดในประเด็น ‘WISDOM’ ภูมิปัญญามนุษย์ และ ‘INTELLIGENCE’ ภูมิปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงเวทีพูดคุย ASA INSPIRATION LAB

ส่วน ‘Theme Exhibition’ คือนิทรรศการหลักที่โชว์ศักยภาพสถาปนิกไทย ทำให้เห็นภาพว่าสถาปนิกไทยทำอะไร แบ่งออกเป็น ASA EMERGING 2026, ASA All Member 2026: Thailand Only โชว์ผลงานจากสตูดิโอสถาปัตยกรรมไทย และ Thai Intelligence การแสดงผลงานจากสถาปนิกไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนั้น ในปีนี้ยังมีการปัดฝุ่นรูปแบบนิทรรศการบางส่วน รวมถึงเพิ่มเติมกิจกรรมขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น ‘ASA All Member 2026: Thailand Only’ ที่ปรับรูปแบบจากเดิมที่สตูดิโอแสดงผลงานแยกกัน มาเป็นการจัดวางงานบนโต๊ะเดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพรวมวงการสถาปัตยกรรมไทยอย่างชัดเจน

‘ASA EMERGING 2026’ เป็นกิจกรรมใหม่ของปีนี้ โดยเป็นการเปิดรับสมัครสถาปนิกรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 40 ปีทั่วประเทศ มารับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมงาน ARCASIA หรือสภาสถาปนิกภูมิภาคเอเชีย จากเดิมที่ตัวแทนประเทศไทยเกิดจากการแต่งตั้ง ปีนี้ปรับเป็นการเปิดรับ Open Call เป็นครั้งแรก

และอีกหนึ่งกิจกรรมใหม่ของปีนี้คือ ‘ASA INSPIRATION LAB’ วงสนทนากว่า 11 เวทีที่เชิญสถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศมาพูดคุยในประเด็นหลากหลายตั้งแต่งานฝีมือมนุษย์ไปจนถึง AI 

หลายครั้งที่การจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต้องแลกมากับขยะกองพะเนินเมื่องานเสร็จสิ้น งานสถาปนิก’69 ครั้งนี้ จาตุรนต์จึงริเริ่มโครงการ ASA100 SUSTAINABLE GOAL ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์สู่การจัดงานอย่างยั่งยืนในอีก 8 ปีข้างหน้า เมื่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ ครบรอบ 1 ศตวรรษ 

“การจัดงานในต่างประเทศ หลายงานเขาถือเป็น Zero Waste ของที่ใช้จัดงานเอาไปใช้งานต่อหรือส่งคืนได้ เราอยากให้งานสถาปนิกเป็นแบบนี้บ้าง เพียงแต่ว่าถ้าอยู่ ๆ เอาคอนเซปต์นี้มาบังคับให้ทุกคนทำตาม แต่ละคนอาจงง ๆ ว่าต้องทำอย่างไร เราเลยเสนอแนวทางให้คนทำแบบค่อยเป็นค่อยไป” จาตุรนต์กล่าว

งานนี้จาตุรนต์เชิญ อาจารย์อรรจน์ เศรษฐบุตร และ อาจารย์อภิพรรณ บริสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน มาช่วยสร้างไกด์ไลน์ให้แบรนด์ที่ร่วมงานได้ออกแบบบูทอย่างยั่งยืน พร้อมมอบรางวัล ‘ASA Green Pavilions Awards’ ให้กับบูทที่ผ่านการประเมินเป็นแรงจูงใจ 

นอกจากข้อกำหนดแล้ว ความยั่งยืนยังสะท้อนออกมาผ่านพื้นที่ Theme Exhibition ที่ทีมจาตุรนต์เป็นผู้ออกแบบ Concept Design และ D-63 กับ NPPN รับไปพัฒนาการออกแบบก่อสร้างจริง ซึ่งใช้โครงแขวนจากเชือกเป็นพระเอกหลัก โดยงานดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจากงานทอผ้า สื่อถึงภูมิปัญญามนุษย์ โดยเมื่อจบงาน เชือกเหล่านี้เก็บกลับคืนหรือนำไปใช้งานต่อได้โดยไม่เกิดขยะ

“คอนเซปต์งาน Expo ที่ยั่งยืนอาจเป็นเรื่องใหม่ในไทย แต่เราอยากให้เริ่มทำแล้ว” จาตุรนต์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความยั่งยืน 

“งานสถาปนิก’69 จะไม่ได้ให้คำตอบชัด ๆ ว่าคุณต้องเป็นสถาปนิกแบบไหน เราโปรยเนื้อหาไว้ให้คุณมาเลือกสรรเอง” 

แม้จาตุรนต์จะไม่มีคำตอบชัดเจนในงานสถาปนิก’69 ว่าทุกคนต้องเดินเส้นทางไหน แต่เขาหวังว่าผู้เข้าชมจะได้ค้นพบคำตอบของตัวเองในงาน จากกิจกรรมจำนวนหลายร้อยที่เกิดขึ้นตลอดการจัดงาน 6 วัน 

เพราะในโลกที่หมุนเร็วเสียจนไม่ได้พัก การเข้าไปงานสถาปนิกเพื่อตั้งสติ แล้วเสริมปัญญาตัวเองด้วยการสำรวจตัวเองและโลก อาจเป็นการเตรียมพร้อม เพื่อก้าวย่างสู่อนาคตได้อย่างสง่างามและมั่นคงที่สุด 

งานสถาปนิก’69 จัดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ที่ IMPACT Challenger Hall 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่นี่

Writer

ปรัชญพล เลิศวิชา

มนุษย์ตัวเล็กที่สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม การออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด