อักษรตัวเดียวบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด
มองผิวเผินตัวอักษรอาจเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ ในการประกอบสร้างคำ แต่ลึกไปกว่านั้น ‘แบบอักษร’ หรือฟอนต์ยังสะท้อนถึงรสนิยม งานออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการหยิบยืมแลกเปลี่ยนกับอักษรในภาษาอื่น
ในช่วงที่อิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาบ้านเราเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากเทรนด์การออกแบบอาคารสถานที่หรืองานศิลปะจะมีหน้าตาเหมือนกับฝรั่ง ตัวอักษรไทยปรับแต่งเลียนแบบตามอย่างต่างชาติ ไปพร้อมกับสื่อการพิมพ์ที่มีบทบาทในสังคมมากขึ้น
ในงานสัปดาห์หนังสือพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 – 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ท่าวาสุกรี นอกจากการออกร้านจำหน่ายหนังสือและนิทรรศการพิเศษแล้ว ยังมีเสวนาน่าสนใจหลายโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับลายพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

หนึ่งในเสวนาคือการพูดคุยภายใต้หัวข้อ ‘อักษราภิรมย์ : รูปอักษรไทย สมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘’ โดย อาจารย์พจน์-ผศ.ธีรวัฒน์ พจน์วิบูลศิริ จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้บรรยายหลัก เสวนาครั้งนี้อาจารย์นำ 6 หัวข้อย่อยมาเล่าสู่กันฟัง ตั้งแต่ลายพระหัตถ์ในรัชกาลที่ 6 อักขรวิธีใหม่ งานดีไซน์ของสมเด็จครู ลายมือเจ้านายในสมัยนั้น ก่อนปิดท้ายด้วยหัวข้อใหญ่อย่างสิ่งพิมพ์และกราฟิก
เราขอสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่อาจารย์พจน์เล่าในงาน พร้อมนำทุกท่านย้อนเวลาไปสนุกสนานกับเรื่องราวการสร้างสรรค์ตัวอักษรในสมัยนั้นด้วยกัน

บริบทโลก-บริบทเรา
ก่อนจะไปหาคำตอบว่า ตัวอักษรในสมัยรัชกาลที่ 6 มีเรื่องอะไรซ่อนอยู่บ้าง ชวนย้อนดูบริบทของทั้งโลกที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ตัวอักษรในตอนนั้นสักนิด
ศตวรรษที่แล้ว จีนและรัสเซียเกิดการปฏิวัติล้มระบอบกษัตริย์ ฝั่งยุโรปมีทั้งการจัดงาน Exposition ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะปะทุในภายหลัง ถือเป็นห้วงยามที่กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดผ่านทั่วโลก

ฟากฝั่งศิลปะ กระแสอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ที่มีจุดเด่นคือการประดิษฐ์ลวดลายจากธรรมชาติ เช่น พรรณพฤกษา ดอกไม้ใบหญ้า มาวางโครงให้อ่อนช้อย ก็กำลังแบ่งบานตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
จากต้นทางในทวีปยุโรปค่อย ๆ แพร่กระจายไปสู่ต่างแดน ส่งผลต่อการออกแบบตกแต่งที่มีกลิ่นอายของศิลปะแนวนี้ นอกจากศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือเฟอร์นิเจอร์แล้ว ยังส่งผลถึงการออกแบบกราฟิกและสิ่งพิมพ์ รวมถึงฟอนต์ที่ใช้ด้วย ขณะนั้นถือเป็นยุคทองของสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้มีการประดิษฐ์แบบอักษรหรือฟอนต์ใหม่ ๆ เพื่อใช้กับสิ่งพิมพ์ชนิดต่าง ๆ ทั้งในการเผยแพร่ข่าวสารบ้านเมืองและการโฆษณา

กระแสอาร์ตนูโวมาถึงบ้านเราในช่วงรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 ทำให้หลายสิ่งในไทย รวมถึงการออกแบบอักษรที่เห็นผ่านสิ่งพิมพ์ในสยามตอนนั้นมีความเป็นอาร์ตนูโวตามไปด้วย
ตัวอักษรที่ไม่คุ้นตาจากลายพระหัตถ์ในรัชกาลที่ 6
หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤๅ
เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้น สกุลไทย
โคลง สยามานุสสติ บทนี้น่าจะเคยผ่านหู และตัวอักษรลายพระหัตถ์ที่ผ่านตากันมาบ้าง โคลงที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานแก่ทหารอาสาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นตัวอย่างลายพระหัตถ์ของของพระองค์ที่อาจารย์พจน์นำมาให้ดู
“จะเห็นว่าพระองค์ท่านเขียนหลายลายมือ เวลาเขียนเร็ว ๆ ไม้โทจะอยู่บนสระอา ไม่ได้อยู่ตรง ข ไข่ หรือใช้ ฃ ขวด ด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของการเขียนด้วยลายมือในสมัยนั้น”


หากสังเกตอักษรอื่น ๆ ก็มีความพิเศษที่หน้าตาไม่เหมือนปัจจุบัน เช่น ตัว ส เหมือนตัว S กลับข้าง และตัว ป มีหางเป็นทัณฑฆาต วิทยากรชวนคิดต่อว่า น่าจะเกิดจากการเขียนด้วยลายมือที่เร็วและตวัด และอีกเหตุหนึ่งที่น่าสนใจ คือยุคนั้นนิยมใช้ปากกาคอแร้งจุ่มหมึกในการเขียน ซึ่งวิธีเขียนต้องมีการหมุนข้อมือ ทำให้การลงน้ำหนักเส้นขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ส่งผลให้ลายมือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
การผสมแบบอักษรจากหลากที่มาใน ‘อักขรวิธีใหม่’
โปสเตอร์ของงานในวันนี้ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เห็นเป็นคำว่า อักษราภิรมย์ ตามชื่องานสักที
หากใครเคยไปออกกำลังกายที่สวนลุมพินี คงเคยเห็นป้ายที่ฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ซึ่งระหว่างบรรทัดของพระนามมีบรรทัดหนึ่งที่ตัวอักษรหน้าตาแปลก ๆ สระมาเรียงอยู่บรรทัดเดียวกับตัวอักษร แถมบางตัวก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ขอเฉลยเลยแล้วกัน คำนั้นอ่านว่า ‘วชิราวุธ’
สิ่งนี้เป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งคิดค้นอักษรและอักขรวิธีที่ใช้สำหรับสร้างคำใหม่ ด้วยการผสมผสานอย่างละนิดอย่างละหน่อยจากอักษรแบบอื่น ๆ ที่มีมาก่อน เช่น ตัวอักษรจากลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหง การเขียนแบบอักษรอริยกะที่คิดค้นโดยรัชกาลที่ 4 และอักษรขอมไทย
วิธีเขียนจะใช้การเรียงตัวอักษรแล้วตามด้วยสระ เหตุผลคือเพื่อให้อ่านเรียงแต่ละตัวบนบรรทัดเดียวกันได้ ทำให้การประสมคำง่ายขึ้น รวมถึงบางครั้งยังมีการดัดแปลงและเชื่อมตัวอักษรติดกัน
เราเจอวิธีการเขียนแบบนี้ตามหนังสือและพระราชนิพนธ์ของพระองค์อีกหลายชิ้น แต่ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโลโก้ของหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของเมืองจำลองดุสิตธานี
“พระองค์ท่านผสมผสานหลายอย่าง ทำให้เกิดอักขรวิธีใหม่ ถ้าในแง่ Typography และรูปตัวอักษร นับเป็นความสร้างสรรค์มาก ๆ” อาจารย์จากคณะมัณฑนศิลป์กล่าว

งานออกแบบแบบไทยร่วมสมัยฝีมือ ‘สมเด็จครู’
ในสมัยนั้นนักออกแบบแห่งยุคคงหนีไม่พ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ สมเด็จครู ดีไซเนอร์คนสำคัญที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา สมเด็จครูรับหน้าที่ออกแบบหลายอย่าง ตั้งแต่แสตมป์ดวงเล็ก ๆ ข้าวของเครื่องใช้ ปกหนังสือ ภาพประกอบ ตาลปัตรพัดยศ ไปจนถึงไซซ์ใหญ่อย่างอุโบสถและพระเมรุ

ลวดลายที่ปรากฏบนตาลปัตรฝีมือสมเด็จครูเป็นงานที่ไม่เคยมีมาก่อนในสยาม ใช้การผสมผสานงานออกแบบหลายประเภทเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ตัวอักษรแบบ Monogram ที่เป็นงานคราฟต์หน้าตาแปลกใหม่ล้ำยุคในตอนนั้น จนอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ Typography ในประเทศไทย
หรือการออกแบบรูปสายฟ้าบนตาลปัตรที่ดูเป็นภาพกราฟิกร่วมสมัย ต่างไปจากลายไทยที่นิยม รวมถึงนมพัดด้านล่างที่จารึกตัวอักษรบอกโอกาสในการทำตาลปัตรนั้นขึ้นมา ซึ่งสมเด็จครูก็ออกแบบให้ลวดลายและฟอนต์ไม่เหมือนกันเลยสักชิ้น หากสังเกตผลงานของสมเด็จครูให้ดี จะเห็นว่ามีเอกลักษณ์ที่ผสมผสานทั้งความคลาสสิกและร่วมสมัย แม้จะข้ามเวลามาจนวันนี้ แต่กลับดูไม่เชยหรือโบราณ
“ฟอนต์ที่สมเด็จครูออกแบบ มีเสน่ห์และแปลก ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเก๋ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ๆ” อาจารย์พจน์ว่า

ขณะเดียวกัน ยังมีตัวอักษรลายมือของกรมพระยานริศฯ ที่พบกันอยู่บ่อย ๆ ในงานออกแบบของพระองค์ เรียกอย่างลำลองว่า ‘ตัวริบบิ้น’ หรือฟอนต์นริศ ถือเป็นต้นแบบของฟอนต์ตัวริบบิ้นในสมัยต่อมาอีกมากมายในประเทศไทย ซึ่งอัจฉริยภาพด้านการออกแบบของสมเด็จครูเห็นได้จากการออกแบบตราประจำพระองค์ ที่นำพระนามเดิมคือ ‘จิตรเจริญ’ และ ‘นริศ’ มาออกแบบเป็นตรา ‘น ในดวงใจ’ ที่ใช้การตวัดเพียง 4 ครั้งเป็นตัว น อยู่ในรูปหัวใจ หน้าตามินิมอล


รวมถึงการออกแบบโดยใช้เอฟเฟกต์ 3D ด้วยเทคนิค Perspective บนหน้าปกหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน ที่ขอย้ำอีกครั้งว่า งานนี้ออกแบบมาตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่แล้ว
เส้นสายลายมือเจ้านายสยาม
นอกจากลายมือของรัชกาลที่ 6 และสมเด็จครู งานเสวนาอักษราภิรมย์ในครั้งนี้ยังหยิบลายมือของเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ที่อยู่ร่วมสมัยกันมาชวนดูกันด้วย ข้อสังเกตจากวิทยากรหลังจากรวบรวมเอกสารร่วมสมัยหลายฉบับ พบว่าเอกสารราชการที่เขียนโดยกรมอาลักษณ์ไม่ต่างจากลายมือเจ้านายหลายพระองค์ในสมัยรัชกาลที่ 5 – 7 มากนัก แม้แต่ละลายมือจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พอสังเกตเห็นได้บ้างก็ตาม
อาจารย์สันนิษฐานว่า อาจเป็นไปได้ที่เมื่อก่อนการเรียนหนังสือในรั้วในวังมีวิธีการสอนเขียนเหมือนกัน จนทำให้ลายมือออกมาคล้ายกัน ขณะที่หมึกที่ใช้เขียนก็มีคุณภาพมาก ทำให้สีบนกระดาษยังคงคมชัดยังอยู่จนวันนี้

อย่างไรก็ดี ลายมือต่าง ๆ ที่พบยังไม่ใช่การประดิษฐ์อักษรแบบอาร์ตนูโว กระทั่งอาจารย์ไปพบข้อมูลจากนิทรรศการ เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม ที่จัดขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปีที่แล้ว คือลายมือบนแบบแปลนพระที่นั่งพิมานจักรี ในพระราชวังพญาไท
ลายมือดังกล่าวเขียนแบบอาร์ตนูโวแท้ ๆ ทั้งรูปอักษร การขมวด และตัดเส้น ซึ่งอาจารย์เชื่อว่า สถาปนิกที่เขียนคงเป็นชาวต่างชาติที่เข้าใจความเป็นอาร์ตนูโวมาก เรียกได้ว่าเป็นหลักฐานลายมือที่มีกลิ่นอายแบบงานสไตล์อาร์ตนูโวในสังคมสยาม

‘อาร์ตนูโวสไตล์ไทย’ ในสื่อสิ่งพิมพ์และป้าย
อย่างที่กล่าวไปแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงเวลาที่สื่อสิ่งพิมพ์และงานออกแบบในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความเฟื่องฟูนั้นเห็นได้ชัดจากดีไซน์บนหน้ากระดาษ หนังสือหลายเล่มปรากฏตราประจำพระองค์ของเจ้านายพระองค์ต่าง ๆ หน่วยงานราชการและเอกชนในขณะนั้น เช่น วรรณคดีสโมสร โบราณคดีสโมสร และปูนซีเมนต์ไทย รวมถึงสำนักพิมพ์อย่างโสภณพิพัฒนากร ทั้งหมดมีจุดร่วมกันคือการออกแบบโลโก้แบบไทยสไตล์
ส่วนการพิมพ์เนื้อหาในสมัยนั้นยังใช้เทคนิคการเรียงพิมพ์ มีฟอนต์ที่ใช้กันบ่อย ๆ คือบรัดเลย์โค้ง บรัดเลย์เหลี่ยม จากโรงพิมพ์ของ หมอบรัดเลย์ และชุดตัวพิมพ์ฝรั่งเศสของโรงพิมพ์อัสสัมชัญ แต่พอพลิกมาดูที่หน้าปก จะพบการออกแบบ Lettering ตัวอักษรหัวคอลัมน์ในหนังสือ เช่น นิราศนครวัด ดุสิตธานี ดุสิตสมิต และหนังสือพิมพ์ กรุงเทพเดลิเมล์ รวมถึงตัวอักษรในสื่อโฆษณาจากหนังสือพิมพ์ยุคเก่า มีลักษณะที่ดูเก๋เตะตา ใช้คาแรกเตอร์ของฟอนต์แบบอาร์ตนูโวที่มีรูปทรงโค้งมนอ่อนช้อย เส้นอักษรมีการเล่นน้ำหนักหนา-บางไม่เท่ากัน มีการจัดวางที่ไม่สม่ำเสมอ หรือตัวอักษรแต่ละตัวมีการเหลื่อมกัน และมีการประดิษฐ์ตัวอักษรพิเศษ

การนำศิลปะแบบอาร์ตนูโวเข้ามาผสมกับการออกแบบอักษรไทย อาจารย์พจน์เรียกว่าเป็น ‘อาร์ตนูโวสไตล์ไทย’
ไม่เพียงแค่ในสิ่งพิมพ์ อาร์ตนูโวสไตล์ไทยยังนำไปออกแบบตัวอักษรบนป้ายชื่อต่าง ๆ ทั้งในพระราชวังอย่างป้ายตำหนักในพระราชวังสนามจันทร์ และพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน รวมถึงตามท้องถนนอย่างป้ายร้านรวง อาคาร สะพาน และวัดวาอาราม ที่ผ่านมาอาจารย์พจน์ตามเก็บข้อมูลป้ายสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนพบความหลากหลายของงานสร้างสรรค์ฟอนต์แบบอาร์ตนูโวสไตล์ไทยที่มีทั้งเอกลักษณ์และความสวยงามแตกต่าง
ในงานวันนั้น อาจารย์นำคลังภาพที่รวบรวมมากางให้พวกเราดู โดยไล่เรียงแต่ละปีตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 (ขาดแต่เพียงปีแรกของรัชกาล) น่าเสียดายว่า ด้วยความสวยงามทำให้ป้ายเหล่านี้พร้อมจะสูญหาย หรือไม่ก็ถูกซ่อมแซมระบายสีทับจนหน้าตาผิดจากเดิมได้ทุกเมื่อ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการทำลายหลักฐานของแฟชั่นในยุคสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปด้วย
อักษรประดิษฐ์แบบอาร์ตนูโวสไตล์ไทยอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด บางครั้งอยู่บนป้ายร้านค้าที่เคยเข้า บนสะพานที่เคยข้าม ในวัดที่เคยไป
ฟังบรรยายจบแล้วชีพจรลงเท้า ชักรู้สึกอยากออกไปตามหาฟอนต์แบบอาร์ตนูโวสไตล์ไทยบ้าง






