2 กันยายน 2025
3 K

Sustrends 2026 คืองานเสวนาที่พาเราไปสำรวจเทรนด์ความยั่งยืนในปี 2026 ซึ่งปีนี้มาในธีม ‘อาสาสมัคร’ เนื่องในโอกาสที่สหประชาชาติประกาศให้ปีหน้าเป็นปีแห่ง ‘อาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (International Year of Volunteers for Sustainable Development) 

“ในวันนี้ดิฉันจะไม่พูดว่าเราอยู่ห่างไกลจากเป้าหมาย SDGs แค่ไหน ยังขาดเงินทุนอีกเท่าไร หรืออะไรจะเกิดขึ้นหากการลงทุนยังไปผิดทิศผิดทาง แต่ดิฉันจะขอพูดถึงประเด็นที่ว่า เราจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง” นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวไว้ในช่วงเปิดงาน 

“ทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของทุกคนคือเวลาและเงิน ซึ่งการไปสู่เป้าหมาย SDGs 17 ข้อ ต้องอาศัยทั้ง 2 สิ่ง”

ทรัพยากรแรก คือ ‘เวลา’ ทุกคนสละสิ่งนี้ได้ผ่านงานอาสาสมัคร เธอกล่าวว่าปีที่ผ่านมามีผู้คนกว่า 14,600 คนร่วมเป็นอาสาในโครงการ UN Volunteers เพื่อทำงานด้านความยั่งยืนใน 69 ประเทศ 

ส่วนทรัพยากรด้าน ‘เงินทุน’ เธอเสนอแนวทางการจัดหาทุน 3 แนวทาง ได้แก่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินภาครัฐ เช่น ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) การปรับทิศทางการลงทุนของเอกชนให้สอดคล้องกับความยั่งยืน และการลงทุนในระดับท้องถิ่น

“ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญมาก เพราะในประเทศไทย 75% ของการลงทุนเพื่อความยั่งยืนมาจากภาคเอกชน ดังนั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ การตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุอะไร ระบบทำความเย็นอาคารเป็นอย่างไร หรือจะทำธุรกิจกับใครล้วนมีความสำคัญ”  

และสุดท้าย เธอเน้นย้ำว่าการจะบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในระดับโลกได้จำเป็นต้องมีการลงมือทำในระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและมีการลงทุนอย่างชาญฉลาด 

และต่อจากนี้ ขอเชิญทุกท่านมารับฟัง 45 เทรนด์ความยั่งยืน จาก 15 วิทยากร ใน 15 วงการ จากงาน Sustrends 2026 กันเลย 

Sustainability in the Shifting Global Trade Dynamics

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

“ความยั่งยืนสร้างแต้มต่อให้ประเทศไทยในเวทีการค้าโลกได้จริง ๆ” วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ยืนยันว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ผู้บริโภคโดยเฉพาะในตลาดคุณภาพสูงอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ยุโรป เขาต้องการและเรียกร้องสินค้าที่มีความยั่งยืน สินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นน้ำได้ สินค้าที่ไม่เอาเปรียบแรงงานและชุมชน ถ้าประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานมีความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้คือโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้สินค้าไทย” 

คุณวีระพงษ์เสนอการปฏิรูป 3 ประการที่จะทำให้ไทยไม่ตกขบวนในเวทีการค้าโลก

  1. Resilience – ความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง 

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราจะต้องปรับตัวให้เร็ว ปรับตัวให้ได้ รวมไปถึงการเจาะตลาดใหม่ที่เป็นตลาดคุณภาพสูงอย่างเช่นสหภาพยุโรป ความสามารถในการปรับตัวนี้ต้องไม่ใช่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้น แต่รวมถึง SME และเกษตรกรไทย โดยการทำให้เขาเข้าถึงความรู้ เงินทุน เครือข่าย และเทคโนโลยี” 

  1. Rebalance – ปรับสมดุลแนวคิด

นั่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ความยั่งยืนคือโอกาส ไม่ใช่ภาระ’ 

คุณวีระพงษ์ยกตัวอย่างข้อกำหนดของสหภาพยุโรปที่จะไม่นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศความเสี่ยงต่ำ ทำให้สินค้าจากไทยไม่ถูกตรวจสอบเข้มข้นเท่าสินค้าจากประเทศที่ประเมินว่าความเสี่ยงสูง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย

“ส่วนทางสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย มีนโยบายชัดเจนว่าสินค้านำเข้าต้องไม่มาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น แรงงานเด็กหรือแรงงานทาส คู่ค้าของเราในการเจรจามักยกข้อบกพร่องเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนขึ้นมาเจรจาทุกครั้ง หากประเทศไทยพิสูจน์ได้ว่าเราจริงจังกับประเด็นเหล่านี้ นอกจากสินค้าเราจะขายได้แล้ว มันส่งผลถึงภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกด้วย”

  1. Reimagine – จินตนาการบทบาทใหม่ของไทยบนเวทีโลก

ที่ผ่านมาไทยมักเป็นเพียงผู้ตามในกฎกติกาต่าง ๆ ของโลก แต่คุณวีระพงษ์ชวนมองว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรลุกขึ้นมาดำเนินการเชิงรุก เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมกำหนดกฎกติกาของโลก ผ่านการเจรจากับประเทศคู่ค้าให้พวกเขาเข้าใจถึงบริบทของไทย

Greener Bangkok

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร

“โจทย์ของกรุงเทพฯ สีเขียวทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เพราะตอนนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Digital Nomad ที่ทำงานได้ทั่วโลก เราก็อยากให้กรุงเทพฯ เป็นทางเลือกหนึ่งของเขา” 

แต่การที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นทางเลือกของเขาได้ ก็ต้องพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่เสียก่อน ซึ่งวันนี้ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร เล่าถึง 3 หลักการที่ กทม. ใช้เพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองสีเขียว’

  1. City of Trust – เมืองที่ประชาชนเชื่อมั่นในผู้บริหารเมือง 

เขายกตัวอย่างเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งการจะทำให้ประชาชนยอมคัดแยกขยะ ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่า เมื่อแยกแล้วรถขยะจะไม่เทรวม 

“เราเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดขยะรายใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ออฟฟิศ โดยชวนให้คัดแยกขยะเศษอาหาร แล้วเราจะจัดรถเฉพาะเข้าไปรับเพื่อนำมาหมักปุ๋ย หรือเชื่อมต่อพวกเขากับเครือข่ายเกษตรกรที่เรามี 400 กว่าราย โดยจะนำขยะอาหารไปเป็นอาหารสัตว์” 

เมื่อรายใหญ่สำเร็จก็ขยายผลสู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งวันนี้มีการเปิดให้ลงทะเบียนบ้านที่แยกขยะแล้ว โดยแรงจูงใจคือค่าธรรมเนียมการเก็บขยะที่น้อยกว่าบ้านที่ไม่แยก

“อีกตัวอย่างคือโจทย์ที่ท่านผู้ว่าฯ ให้ปลูกต้นไม้ล้านต้น เราปลูกไปแล้ว 2 ล้านต้น และทุกต้นถูกบันทึกในฐานข้อมูลที่เราย้อนไปดูรายละเอียดได้ นี่คือการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งถ้าคนเชื่อมั่นแล้ว เขาก็จะอยากมีส่วนร่วม” 

  1. City of Sharing – เมืองแห่งการแบ่งปัน

“กรุงเทพฯ มีทั้งกลุ่มคนที่มีของล้นเกินและกลุ่มคนที่มีไม่พอ เราจึงมีโครงการที่เป็นสะพานเชื่อมคน 2 กลุ่มนี้เข้าด้วยกัน” 

คุณพรพรหมยกตัวอย่างโครงการที่ชื่อว่า ‘ธนาคารอาหารกรุงเทพมหานคร (BKK Food Bank)’ เข้าไปคุยกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอาหารเหลือแต่ยังทานได้ หรือวัดที่มีของจากสังฆทานเกินความต้องการของพระสงฆ์ แล้วนำอาหารหรือของใช้สภาพดีเหล่านั้นไปส่งต่อให้ชุมชนและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งที่ผ่านมาบริจาคไปแล้วกว่า 4 ล้านมื้อ ลดขยะอาหารได้กว่า 1 ล้านกิโลกรัม 

“พื้นที่ก็เป็นอีกสิ่งที่แบ่งปันได้ เช่น วัดที่มีพื้นที่เยอะ อาจขอแบ่งลานจอดรถส่วนหนึ่งเพื่อปลูกต้นไม้ให้เป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก หรือเราอาจขอให้เอกชนแบ่งพื้นที่ด้านหน้าให้ประชาชนทั่วไปมาใช้พักผ่อน โดยเขายังเป็นเจ้าของอยู่ รวมถึงพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ เช่น โรงเรียนในสังกัด กทม. ที่เดิมจะปิดประตูหลัง 4 โมง เราก็เริ่มทยอยเปิดให้ประชาชนรอบ ๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ เช่น เตะฟุตบอล วิ่งเล่น ออกกำลังกาย”

  1. City of Collaboration – เมืองที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน 

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่ง กทม. ไม่อาจแก้ได้โดยลำพัง

“เรามีเครือข่าย Work from Home ที่มีหลายร้อยบริษัทเข้าร่วม วันไหนค่าฝุ่นสูง เราจะขอความร่วมมือให้บริษัทเหล่านั้นแจ้งพนักงานให้ทำงานที่บ้านได้ ข้อดีคือประชาชนไม่ต้องออกมาเจอฝุ่นและลดมลพิษจากการเดินทาง”

ขณะเดียวกันก็มีการขอความร่วมมือประชาชนที่มีรถยนต์ให้เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง ซึ่งช่วยลดฝุ่นได้ถึง 50% ซึ่งทาง กทม. พยายามช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยประสานกับเอกชนเพื่อขอส่วนลดพิเศษ จนมีคนนำรถยนต์ไปเปลี่ยนไส้กรองเกือบ 3 แสนคัน

นอกจากนั้น ยังมีการทำงานประสานกับนักวิชาการเพื่อวิจัยแหล่งกำเนิดฝุ่น รวมถึงสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น กรมควบคุมมลพิษ

Unlocking Energy for All ปลดล็อกพลังงานเพื่อทุกคน

สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด

“วันนี้คงไม่มีใครตั้งคำถามแล้วว่าเราต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่สิ่งที่เรายังต้องตั้งคำถาม คือเราจะเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมกี่โมง” 

สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด ชี้ให้เห็นประเด็นที่เราควรจับตา รวมถึง 3 สิ่งที่เราต้อง ‘ปลดล็อก’ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ‘อย่างยุติธรรม’ เกิดขึ้นจริง

  1. Unlocking Mindset – ปลดล็อกทัศนคติ

“ทัศนคติแรกที่ต้องเปลี่ยนคือความเชื่อเดิม ๆ ที่บอกว่า พลังงานหมุนเวียนสร้างความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้” 

ตัวอย่างแรกที่บอกว่าความเชื่อเดิมนี้ไม่จริงอีกต่อไป คือรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ที่ระบุว่า หากโลกจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนมาผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ให้ได้อย่างน้อย 70% นั่นหมายถึงองค์การพลังงานระดับโลกนี้เชื่อมั่นว่า พลังงานลมและแสงอาทิตย์สร้างความมั่นคงได้

ตัวอย่างต่อมาคือการที่ประเทศต่าง ๆ เพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์ได้อย่างก้าวกระโดดภายใน 5 ปี เช่น เดนมาร์กเพิ่มจาก 20% ไปเป็น 51%, ลิทัวเนียเพิ่มจาก 14% เป็น 43%, ปาเลสไตน์เพิ่มจาก 2% เป็น 22%

“ถ้าประเทศที่อยู่ในช่วงสงครามที่โหดร้ายมาก ๆ อย่างปาเลสไตน์ยังทำได้ แล้วทำไมไทยจะทำไม่ได้” 

ทัศนคติที่ 2 ที่ต้องเปลี่ยน คือความคิดว่าประชาชนจัดการพลังงานเองไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือปากีสถาน ซึ่งประชาชนต้องเจอระบบไฟฟ้าที่ติด ๆ ดับ ๆ จนกระทั่งแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามา ผู้คนแห่ซื้อโซลาร์เซลล์ไปติดตั้ง ในชนบทบางแห่งมีการลงขันกันซื้อแล้วแบ่งกันใช้ 

“นี่คือการสร้างประชาธิปไตยพลังงานจากฐานราก โดยไม่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ เราอยู่ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนแข่งขันได้แล้ว ผลวิจัยล่าสุดของ BloombergNEF ที่เพิ่งมาทำเคสในไทยก็ยืนยันว่า พลังงานแสงอาทิตย์ประกบกับแบตเตอรี่แข่งขันกับฟอสซิลได้แล้วในแง่ต้นทุน และจะแข่งขันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”

  1. Unlocking Technology – ปลดล็อกเทคโนโลยี

“ไม่ใช่เทคโนโลยีทุกแบบที่จะช่วยสร้างประชาธิปไตยด้านพลังงาน เราจำเป็นต้องเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มการผลิตแบบกระจายศูนย์และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเรา”

ตัวอย่างคือการลงทุนในระบบ Smart Grid ไปจนถึงการสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและช่วงเวลาการใช้ไฟ (Demand Side Management) ซึ่งหลายประเทศก็ใช้กันแล้ว

  1. Unlocking Power – ปลดล็อกอำนาจ

“เราไม่มีทางทำสิ่งเหล่านี้ได้เลย ถ้ารัฐไทยและระบบพลังงานของเรายังรวมศูนย์และผูกขาดมโหฬาร ปกป้องกลุ่มผลประโยชน์เดิม ๆ ต่อให้เราปลดล็อกทัศนคติและเทคโนโลยีแล้ว แต่ถ้าไม่เรียกร้องการปลดล็อกอำนาจ ปลดล็อกสิ่งที่เรียกว่า Third Party Access (การเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาในระบบโครงข่ายไฟฟ้า) รวมถึง Net Metering (ระบบคำนวณการใช้ไฟฟ้าตามจริง โดยจะคำนวณระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตเองกับไฟฟ้าที่มาจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และอื่น ๆ ก็ไม่มีทางที่เราจะปลดแอกตัวเองได้”

จากมายาคติฝุ่นพิษสู่มาตรการจริง

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และผู้ที่ทำงานต่อสู้ฝุ่นพิษมาตลอด 6 ปี ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ เล่าถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการของการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษให้สำเร็จ 

  1. Legal Right to Clean Air – อากาศสะอาดคือสิทธิตามกฎหมาย

อีกไม่นานนี้ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับล่าสุด กำลังจะเข้าสู่สภาฯ วาระที่ 2 หลังจากที่คณะกรรมาธิการใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน หลอมรวมเนื้อหาของทั้ง 8 ร่างที่เสนอมา และกฎหมายนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ประกาศให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในอากาศสะอาดตามกฎหมาย

  1. Source-based Interventions – จัดการที่แหล่งกำเนิด

การจัดการฝุ่นจะเป็นจริงไม่ได้เลยหากไม่จัดการที่แหล่งกำเนิด ดร.บัณฑูร กล่าวว่าในร่างกฎหมายนี้ ระบุถึงการแก้ไขฝุ่นพิษจากทั้ง 6 แหล่งกำเนิด ได้แก่ ภาคป่าไม้ ภาคเกษตร ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคเมือง และภาคมลพิษข้ามแดน

“ปัญหาฝุ่นใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าภาครัฐฝ่ายเดียวจะแก้ได้ เราจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งเอกชน ประชาชน และนักวิชาการ และต้องทำงานบนสูตร 8 – 3 – 1 นั่นคือต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 8 เดือนก่อนฤดูฝุ่น ถ้าเราทำได้ดีก็จะลดความรุนแรงของฝุ่นในช่วง 3 เดือน และลดต้นทุนของการฟื้นฟูในช่วง 1 เดือน” 

  1. Payment for Ecosystem Services (PES) – การจ่ายค่าตอบแทนบริการของระบบนิเวศ 

“บทเรียนที่เราได้เรียนรู้ตลอดการทำงานสู้ฝุ่น คือการไปไล่จับฮอตสปอตความร้อนหรือการเอาเครื่องบินไปไล่ดับไฟไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน และเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อลงโทษอย่างเดียวก็เอาไม่อยู่ เราจึงต้องการทั้งเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ นวัตกรรม การสื่อสารสาธารณะ และเครื่องมือทางสังคมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม” 

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่บรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับนี้ ก็คือ PES หรือ ‘การจ่ายค่าตอบแทนบริการของระบบนิเวศ’ หมายถึงการที่คนเมืองหรือภาคธุรกิจที่ไม่มีโอกาสดูแลป่าโดยตรง จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนชุมชนที่ทำหน้าที่ดูแลป่าหรือระบบนิเวศต่าง ๆ ได้ เช่น ชุมชนที่มีการจัดลาดตระเวนป้องกันไฟป่า ทำแนวกันไฟ มีอาสาคอยดับไฟป่า ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยให้ชุมชนเหล่านี้มีทุนและแรงจูงใจในการทำงานนี้มากขึ้น มีอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าและดับไฟป่าที่มีประสิทธิภาพขึ้น 

เมื่อชุมชนปกป้องผืนป่าไว้ได้ ระบบนิเวศป่าก็จะส่งมอบบริการคืนไปถึงคนเมือง ไม่ว่าจะน้ำสะอาด การดูดซับคาร์บอน ให้กำเนิดออกซิเจน แทนที่จะถูกเผาจนเป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5

รถยนต์ ขยะที่คนไม่กล้าทิ้ง

รศ.ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1 ใน 3 ของรถยนต์ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทยมีอายุเกิน 15 ปี

นี่คือข้อมูลจาก รศ.ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้มุมหนึ่งจะหมายถึงการใช้รถอย่างคุ้มค่า แต่ในอีกมุมหนึ่งสิ่งนี้ก็สร้างปัญหา เนื่องจากรถยนต์เก่าปล่อยมลพิษมากกว่าและมีความปลอดภัยต่ำกว่า อาจารย์เกรียงไกรจึงมาชวนมอง 3 ประเด็นเกี่ยวกับรถยนต์เก่าที่เป็นทั้งปัญหาและโอกาสในเวลาเดียวกัน 

  1. Automotive Waste – ขยะรถยนต์

รถยนต์เป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยกล้าทิ้ง เราจึงมักเห็นรถยนต์เก่าจำนวนมากถูกจอดทิ้งไว้เฉย ๆ ตามตรอกซอกซอยสาธารณะเป็นเวลานาน

“ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ รถยนต์เหล่านี้คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะมันคือทรัพยากรที่ควรนำกลับมาใช้ใหม่” 

ส่วนรถยนต์ที่ขายให้ธุรกิจจัดการซากรถก็ใช่ว่าจะไร้ปัญหา เพราะธุรกิจแบบนี้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีเครื่องมือจำกัด การดึงวัสดุมีค่ากลับมายังทำได้ไม่เต็มที่ และอาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม 

ในทางกลับกัน นี่คือช่องว่างแห่งโอกาส ถ้าประเทศไทยมีกระบวนการจัดการซากรถและรีไซเคิลที่ดีกว่านี้ ซากรถเก่าก็ถือเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล

  1. Urban Mining – โลหะมีค่าที่ซ่อนอยู่ในเมือง

“รถยนต์มีโลหะมีค่าที่ขายได้ประมาณ 70% คิดแบบถูก ๆ ก็คันละ 30,000 บาท เมื่อคูณรถยนต์ 6.5 ล้านคันที่กำลังจะหมดอายุเร็ว ๆ นี้ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท นี่คือการดึงทรัพยากรที่อยู่ในเมืองกลับมา หรือที่เรียกว่า Urban Mining (การทำเหมืองในเมือง)” 

เขายกตัวอย่างว่า ในยุโรปและญี่ปุ่นมีกฎหมายจัดการซากรถยนต์โดยเฉพาะ เรียกว่า End-of-Life Vehicle (ELV) โดยใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตมีหน้าที่เก็บกลับซากรถเพื่อรีไซเคิล จนถึงขั้นเหลือชิ้นส่วนที่จะไปถึงบ่อขยะแค่ 5% ส่วนเวียดนามและมาเลเซียก็กำลังผลักดันเรื่องนี้ 

“เราอาจจะต้องมาคิดว่า ประเทศไทยควรมีกฎหมายจัดการซากรถอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง” 

  1. Reclaim Economy – ระบบเศรษฐกิจที่ทรัพยากรไม่ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า

อีกประเด็นที่เขาชี้ว่าประเทศไทยควรทำ คือการเพิ่มการกำกับดูแลผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลให้เข้มข้นกว่านี้ เพื่อให้ได้มาตรฐานและป้องกันมลภาวะ 

“การส่งเสริมธุรกิจเกี่ยวกับการรีไซเคิลคือโอกาสใหม่ที่จะพาเราสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนที่กรีนขึ้น การจ้างงานที่ใช้ทักษะที่สูงขึ้น แล้วเราก็จะไม่ตกขบวนในการรีไซเคิลซากรถ เพื่อให้การผลิตรถยนต์เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง”

เสียงที่ไม่เคยถูกฟัง : บทเรียนจากสัตว์ป่า ทะเล และเมือง ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์ แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมายที่เสียงของพวกเขาไม่เคยถูกรับฟัง 

“เทรนด์อาจไม่ใช่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกฟังเสียงอะไร ผมอยากชวนทุกคนมาฟังเสียงเล็ก ๆ เหล่านี้ และนี่อาจเป็นยุทธศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตทุกชนิด หรือที่เรียกว่า Survival Together” 

ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เล่าถึง 3 เสียงที่มนุษย์ควรใส่ใจรับฟัง

  1. สัตว์ป่า : ภาพสะท้อนของความหวังและการถดถอย

ในวันที่เราเห็นข่าวการทำลายสิ่งแวดล้อมมากมายที่ชวนหดหู่ แต่ ดร.อลงกต ชวนมองมุมเล็ก ๆ ที่เปี่ยมความหวัง ไม่ว่าจะผืนป่าที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก หรือสัตว์หลายชนิดที่ผู้คนเห็นความสำคัญของพวกมันมากขึ้น 

“ผมเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักอนุรักษ์ แต่เป็นเด็กและเยาวชนที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงเล็ก ๆ แทนสัตว์ป่าที่ไม่มีปากมีเสียง พวกเขาสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาเกือบ 60 เรื่อง ส่งไปต่างประเทศ ได้รางวัลมากมายจาก International Film Festival แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีโอกาสประชาสัมพันธ์ในไทย”

  1. เสียงลึกจากทะเล : โลมา เต่า และมหาสมุทรที่รอคำตอบ

ท่ามกลางข่าวความสูญเสียของพะยูน โลมา และเต่าทะเลที่มีพลาสติกเต็มท้อง ดร.อลงกต ชวนให้เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงแทนพวกเขา เพื่อให้เรื่องราวของม้าน้ำ เต่ามะเฟือง โลมาอิรวดี และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ได้เป็นที่รับรู้ของผู้คน

“ผมเชื่อว่าถ้าเรามีเวทีให้คนหนุ่มคนสาวเหล่านี้ได้ออกมาขับเคลื่อน พลังจะเกิดขึ้นทันที”

  1. สัตว์ในเมือง : การปรับตัวท่ามกลางอิฐ ปูน และแสงไฟ

แม้หลายคนอาจไม่มีโอกาสเข้าป่าหรือดำน้ำลงไปสำรวจชีวิตใต้ทะเล แต่หากลองสังเกตรอบตัวในเมืองใหญ่ เราอาจได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของสัตว์ในเมืองมากมาย ทั้งกระรอก กระแต นกกระจอก นกกางเขนบ้าน หรือแมลงตัวน้อย ๆ ที่อยากให้เราแบ่งปันพื้นที่ให้เขาได้อาศัยเช่นกัน

Food Economy สร้างความมั่นคงทางอาหาร คิดถึงคนปลูก-คนกินอย่างยั่งยืน

สุภา ใยเมือง กรรมการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

การสร้างความมั่นคงทางอาหารเป็นมากกว่าแค่วิธีผลิต แต่ต้องมองทั้งห่วงโซ่นับตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภค อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่ง สุภา ใยเมือง กรรมการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เล่าถึง 3 ประเด็นที่เราควรให้ความสำคัญ

  1. ระบบการผลิตบนฐานนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

“ภาคเกษตรเป็นภาคแรกที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะเราทำงานกับธรรมชาติ”

คุณสุภายกตัวอย่างกรณีที่ชาวนาราษีไศลเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อฝนผิดฤดู นาข้าวถูกน้ำท่วมก่อนเก็บเกี่ยวไม่นาน แต่เมื่อมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ลงไปช่วยสนับสนุนให้พวกเขามีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย ทำให้ปีต่อไปพวกเขาเลือกพันธุ์ข้าวที่จะปลูกให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและสภาพอากาศในปีนั้น เช่น ข้าวอายุสั้นที่เก็บเกี่ยวได้เร็วก่อนน้ำมา หรือข้าวพันธุ์ที่การออกดอกไม่ขึ้นกับฤดูกาล หรือข้าวที่ทนแล้ง 

“ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักประกันที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” 

  1. ห่วงโซ่อาหารบนฐานเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

หากเราอยากให้ผู้ผลิตปลูกพืชหลากหลาย ฝั่งผู้บริโภคเองก็ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วย เช่น ความเข้าใจที่ว่าพืชผักพื้นถิ่นบางชนิดมีเฉพาะบางฤดูกาล การรู้จักกินพืชผักที่หลากหลาย และความเข้าใจว่าจะบริโภคอย่างไรให้ยั่งยืน ซึ่งพลังของผู้บริโภคจะกำหนดระบบเศรษฐกิจที่กระจายสู่ชนบทและเป็นธรรมได้ 

  1. คุณภาพชีวิตของภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ในยุคที่เมืองและโรงงานกำลังขยายตัวสู่ชนบทมากขึ้นเรื่อย ๆ โจทย์สำคัญของวันนี้จึงเป็นคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยรักษาพื้นที่ผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของผู้คนในภาคเกษตรกรรม

การจะหาคำตอบของโจทย์นี้จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการกระจายโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

Adaptation Techniques for a Regenerative Future

กชกร วรอาคม ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ โปรเซส จำกัด

แม้จะอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่แท้จริงสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นมักยืนอยู่บนฐานของ ‘ความกลัว’ หรือ ‘ความหวังว่าจะไม่ผิดพลาด’ ด้วยแนวคิดที่ต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นเจตนาดีที่อยากป้องกันปัญหา แต่แท้จริงแล้ววิธีไหนกันที่จะส่งผลดีต่อสังคมได้อย่างแท้จริง 

ในฐานะภูมิสถาปนิก กชกร วรอาคม เล่าถึง 3 แนวคิดที่ใช้สร้างโลก เพื่อชวนเราตั้งคำถามต่อว่า แนวคิดแบบใดจะเหมาะสมที่สุด

  1. Fear-based World – สร้างโลกจากความกลัว

เพราะมนุษย์กลัวความผิดพลาด ยิ่งพลาดมากเท่าไรก็ยิ่งสร้างแผลลึกให้เราจดจำ มนุษย์จึงมักใช้อดีตมากำหนดปัจจุบัน สร้างโลกอย่างที่หวังว่าจะไม่พลาดซ้ำรอยเดิม 

เธอตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2554 ที่สร้างแผลกายและใจให้ทุกคน ทำให้หลังจากนั้นหลายหน่วยงานของรัฐมีการทุ่มงบประมาณปรับปรุงโครงสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมไปมหาศาล แม้จะผ่านมาเกินทศวรรษ ทว่าตัวเลขงบแต่ละปีก็ยังสูงอยู่

แม้การตื่นตัวจะเป็นเรื่องดี แต่นี่อาจเป็นสัญญาณว่ามนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่บนความกลัวจากอดีต จนพยายามทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป หรือสิ่งใหม่

  1. Hope-based World – สร้างโลกด้วยความหวังว่าจะไม่ผิดพลาด

ตรงกันข้ามกับความกลัว มนุษย์สร้างโลกด้วยความหวังเพื่อขจัดความกลัวในใจ ใช้ความคิดปัจจุบันกำหนดเส้นทางอนาคตอย่างสวยหรู ด้วยความหวังว่าอนาคตจะไม่ผิดพลาด ไม่ล้มเหลว

ฟังเผิน ๆ วิธีคิดนี้อาจสร้างโลกที่ดีต่อใจ แต่เมื่อมองโลกเพียงด้านเดียวก็ทำให้โลกที่สร้างไม่สมบูรณ์ แหว่งวิ่น ทั้งยังเป็นเพียงกดความกลัวลึก ๆ ไว้ในใจ แต่ไม่ได้เตรียมรับมือหากความกลัวที่ว่าเกิดขึ้นจริง ทำให้เมื่อผิดพลาดหรือล้มเหลว แรงกระทบที่เกิดกลับยิ่งรุนแรงจนสั่นคลอนใจและสังคมกว่าปกติ

  1. Nature-based World – สร้างโลกอย่างเข้าใจธรรมชาติ

ความกลัวที่มากเกินไปอาจทำให้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง และถ้าหวังมากไปก็ต้องเตรียมใจรับมือในวันที่ความหวังไม่เป็นจริง กชกรจึงแนะนำให้เรารู้จักกับโลกที่สร้างอย่างเข้าใจธรรมชาติ

ธรรมชาติในที่นี้ไม่ใช่ป่าหรือทะเล ทว่าหมายถึงการเข้าใจความเป็นไปของโลก สิ่งรอบตัว และเข้าใจความเป็นไปของมนุษย์อย่างที่เป็นจริง ไม่ว่าเราจะโกรธ กลัว สุข รัก หรือความแตกสลายจะผ่านเข้ามาเท่าไร ก็ไม่พยายามห้ามหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น แต่เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม

ถ้าเราสร้างโลกและสังคมด้วยแนวคิดนี้ มนุษย์จะมองโลกได้กว้างและรอบด้านกว่าเดิม พร้อมเตรียมรับมือได้มั่นคงขึ้นทั้งกายใจ

ก้าวต่อไปของไทยหลังมีสมรสเท่าเทียม

ศิริวรรณ พรอินทร์ เจ้าหน้าที่ประจำโปรแกรม Feminist Human Rights and Digital Rights Education มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน

กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้มาเกินครึ่งปี บรรยากาศการเฉลิมฉลองยังมีให้เห็น ทำให้ดูเหมือนว่านี่คือปลายทางการต่อสู้อันยาวนานที่คนชายขอบและผู้มีความหลากหลายทางเพศรอคอยมาตลอด 

แต่ ศิริวรรณ พรอินทร์ ในฐานะลูกที่มีผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และในฐานะที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเองด้วย ย้ำเตือนเราว่า มีมิติเชิงสิทธิและกฎหมายในสังคมไทยอีกมากที่ยังไม่เป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่ม และประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อใน 3 ประเด็นหลักหลังสมรสเท่าเทียมประกาศใช้

  1. สมรสเท่าเทียม ทุกครอบครัวเท่ากัน

แม้กฎหมายสมรสจะเท่าเทียมจะให้สิทธิคู่สมรสครอบคลุมขึ้นกว่าเดิม แต่กฎหมายนี้ไม่ได้ครอบคลุมสิทธิในการสร้างครอบครัวเท่าที่ควร เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังอิงนิยามความเป็น ‘พ่อ-แม่’ ตามระบบเพศ 2 ขั้ว (Gender Binary) คู่สมรสที่มีความหลากหลายทางเพศจึงยังไม่มีสิทธิในฐานะบุพการีของบุตรบุญธรรมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประเด็นนี้ผูกพันต่อไปถึงสิทธิในการรับมรดกในกรณีบุตรบุญธรรมเสียชีวิต และความยุ่งยากในการทำพินัยกรรมอีกด้วย

นอกจากนี้ ศิริวรรณยังชี้ว่า มีความลักลั่นของสิทธิการเข้าถึงเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ เพราะแม้ไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เช่น การอุ้มบุญ ทว่ากฎหมายดังกล่าวอนุญาตเฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มคู่สมรสและครอบครัวผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องผลักดันข้อกฎหมายกันต่อไป

  1. Comprehensive Sexuality Education

การริดรอนสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นความรุนแรงที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่เว้นแม้ในระบบการศึกษา อาจเพราะด้วยภาพจำและบรรทัดฐานในอดีตทำให้เด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญการกลั่นแกล้ง (Bully) จากคนรอบข้าง

หนึ่งในแนวทางแก้ไขที่ศิริวรรณเสนอไว้ คือสนับสนุนให้มีการสอนองค์ความรู้เรื่องเพศศึกษาอย่างรอบด้าน ผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการป้องกันและยุติการกลั่นแกล้งที่จริงจังและเห็นผลจริงควบคู่กันไปด้วย

  1. สิทธิ LGBTIQ ที่ยังไม่ถูกยอมรับ

นอกเหนืิอจากประเด็นการสร้างครอบครัวแล้ว ยังมีสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกมากที่กฎหมายยังไม่รับรอง เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้าให้สอดคล้องกับเพศสภาพ สวัสดิการฮอร์โมนและบริการทางสุขภาพของคนข้ามเพศ สวัสดิการส่งเสริมให้ผ้าอนามัยและถุงยางอนามัยเพื่อสุขภาวะที่ดีและป้องการโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงการมีพื้นที่ปลอดภัยที่ให้คำปรึกษาแก่ชุมชนคนที่มีความหลากหลายทางเพศฟรี ทั้งในสถานศึกษาและที่ทำงาน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องผลักดันและสร้างความเข้าใจในวงกว้างกันต่อไป

“สิทธิของคนที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของทั้งชุมชน LGBTIQ ภาคประชาสังคม อาสาสมัคร หน่วยงานรัฐ และประชาชน” ศิริวรรณในฐานะเยาวชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ย้ำเตือนเราถึงความสำคัญของการร่วมใจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง 

“ทุกการลงมือทำ ทุกการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน คือแรงขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน”

Disruption to Break Corruption

รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การทุจริตของภาครัฐเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะไม่ใช่แค่ประเทศต้องสูญเสียเงินที่จะใช้เพื่อพัฒนาประเทศได้ แต่มีคนได้รับผลกระทบทั้งทางกฎหมายและความปลอดภัยในชีวิต แม้ว่าจะพยายามแก้ไขปราบปรามมาตลอด แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการทุจริตยังคงเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป จนฟังดูกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รักชนก ศรีนอก เสนอแนวทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีการที่เธอมองว่าเรียบง่าย แต่ตรงไปตรงมาและเกิดความเปลี่ยนแปลง

  1. รัฐโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล

มีหลายกรณีที่ฝ่ายนิติบัญญัติหยุดยั้งหรือชะลอการใช้งบประมาณที่ไม่ปกติได้ รักชนกยกตัวอย่างการจัดทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม หรืองบประมาณปรับปรุงอาคารรัฐสภาที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อเปิดเผยข้อมูลของโครงการเหล่านี้ ประชาชนเข้าไปตรวจสอบและแจ้งจุดที่น่าสงสัยได้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ และท้ายที่สุดจะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณกับเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ไม่ใช่ข้อมูลภาครัฐทุกเรื่องที่จะเปิดเผยให้ตรวจสอบได้ มิหนำซ้ำขั้นตอนการขอข้อมูลยังยุ่งยาก มีข้อจำกัด มีช่องโหว่ให้ภาครัฐเตะถ่วงจนล่าช้า จึงนำมาซึ่งข้อเสนอ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ด้วยการให้ข้อมูลภาครัฐต้องเปิดเผย แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก คือข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกรมบัญชีกลาง ข้อมูลการถือหุ้นองค์กรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและข้าราชการที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. และรายชื่อข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชนเป็นไปโดยสะดวก ช่วยป้องกันการทุจริตตั้งแต่ยังไม่เกิด ลดความสูญเสียต่อประเทศได้

“ข้อมูลที่อยู่กับรัฐคือข้อมูลสาธารณะ ดังนั้น ต้องเปิดทั้งหมดโดยไม่ต้องร้องขอ เปิดเป็นปกติ ปกปิดเป็นข้อยกเว้น แก้จาก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการเดิม ซึ่งจะเปิดเมื่อมีคนมาขอ แต่ประชาชนทั่วไปจะไปรู้ได้ยังไงว่าต้องขออะไร แล้วบางทีขอไปก็ถูกปฏิเสธด้วย”

  1. รัฐบาลดิจิทัล ลดการใช้ดุลยพินิจ

นอกจากการโยกย้ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใส วิธีทุจริตซึ่งเป็นที่รู้กันดีคือการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน สาเหตุมาจากกฎหมายที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐมีสิทธิใช้ดุลยพินิจพิจารณาปฏิเสธคำร้องหรือการดำเนินธุรกรรมได้ เมื่อธุรกรรมไม่คืบหน้า ประชาชนซึ่งไม่มีอำนาจก็ทำได้เพียงต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะ

ทางแก้ที่น่าสนใจคือ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐมีระบบบริการประชาชนที่สะดวก เข้าถึงง่าย มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าต้องการเอกสาร หรือคุณสมบัติใดบ้างเพื่ออนุมัติธุรกรรม เช่น ใบอนุญาตสิ่งปลูกสร้าง หากเอกสารครบถ้วน ภาครัฐจะต้องอนุมัติธุรกรรมดังกล่าวเท่านั้น 

นอกจากนี้ ต้องใช้เทคโนโลยีในการระงับข้อพิพาท เช่น ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมกรณีข้อพิพาทที่ดินของประชาชน ซึ่งวิธีการนี้ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน ลดโอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์ และอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการแก่ประชาชน

  1. ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง

วิธีทุจริตอีกแบบซึ่งใช้อย่างกว้างขวาง คือการประมูลราคาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้ได้ผู้ประกอบการที่ทำแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันไว้ ไม่มีการเปรียบเทียบราคาโดยตรง จึงมักจัดซื้อด้วยมูลค่าที่สูงกว่าราคาตลาดทั้งที่ซื้อจำนวนมาก เป็นการสูญงบประมาณอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อเสนอของรักชนกคือการมีช่องทางกลางที่ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการเข้ามาเสนอราคาได้อย่างอิสระ เกิดการแข่งขันราคาอย่างชอบธรรม ไม่ปกปิด ไม่เปิดช่องให้เจาะจงผู้ค้ารายใด โดยมีกรณีศึกษาจากประเทศเกาหลีใต้ที่หลังสร้างแพลตฟอร์มประมูลราคากลาง ซึ่งช่วยลดการจัดซื้อครุภัณฑ์ซ้ำซ้อนได้มหาศาล ลดการใช้งบประมาณประเทศได้หลายพันล้านต่อปี

“จริงอยู่ว่าทุกเทรนด์ที่พูดไปฟังดูน่าสนใจ และดูเรียบง่ายจนเหมือนใครก็คิดได้ แต่ทั้งหมดที่พูดมานี้จะเกิดไม่ได้เลย หากขาด ‘ฝ่ายการเมือง’ ที่มีเจตจำนงจะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขในสิ่งผิด ไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองที่จะชนกับระบบราชการและคนที่เสียผลประโยชน์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งเมืองหลวงเขต 28 กล่าวทิ้งท้าย 

“ถ้าฝ่ายการเมือง ทั้งรัฐบาลระดับชาติและรัฐบาลท้องถิ่น ขี้ขลาดหรือได้รับประโยชน์จากระบบ มันไม่มีวันเปลี่ยน แต่ข่าวดีคือเรามีการเลือกตั้งใหม่ทุกสนามทุก 4 ปี ถ้าของเดิมไม่ดี ประชาชนก็เลือกของใหม่ได้”

จักรวาลแห่งการจัดการของบริจาค

สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา

ตลอดช่วงที่ผ่านมา สังคมเริ่มตั้งคำถามกับการบริจาคมากขึ้น หลายคนมองว่าการบริจาคเป็นเพียงการอุดรอยรั่วที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ยิ่งเมื่อสิ่งที่บริจาคไปดูเหมือนจะไม่สร้างประโยชน์ได้จริง ทำให้มีหลายคนถึงขั้นหมดศรัทธากับคำว่า ‘บริจาค’

ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวข้องกับของบริจาค สมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เคยเรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติกลับมามีศรัทธาอีกครั้ง แต่กระนั้นมูลนิธิกระจกเงาก็ไม่เคยขาดผู้บริจาค บางวันมีรถบรรทุกนับร้อยคันที่ขนของบริจาคมาส่งที่มูลนิธิ หรือการมีอาสาสมัครหลายสิบชีวิตที่พร้อมบริจาค ‘เวลา’ และ ‘แรงกาย’ ช่วยทำงาน เป็นสิ่งที่สมบัติเห็นมาตลอดคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงให้สังคมนี้น่าอยู่ขึ้น มูลนิธิกระจกเงาจึงพยายามทำให้ความตั้งใจเหล่านั้นงอกเงยอย่างที่หวังไว้

คำถามต่อมาคือแล้วมูลนิธิกระจกเงาทำได้อย่างไร สมบัติจึงเล่า 3 ปัจจัยที่ทำให้เขาเปลี่ยนการบริจาคให้เป็นพลังแห่งการมีส่วนร่วมของประชาชนจนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง จะเรียกว่าเป็นเทรนด์ในจัดการของบริจาคก็ว่าได้

  1. ระบบจับคู่ของบริจาคกับคนที่ต้องการ

เริ่มจากเปลี่ยนความคิดว่าการบริจาคไม่ใช่การทำทาน แต่เพราะความต้องการต่อของชิ้นนั้นเปลี่ยนไป มูลนิธิกระจกเงาจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลาง นำของจากมือคนที่ต้องการน้อยลง หรือไม่ต้องการแล้ว ไปจับคู่กับคนที่ต้องการสิ่งดังกล่าวมากกว่า

เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือความพยายามในการจับคู่คนกับของให้ได้มากที่สุด เขายกตัวอย่างโครงการโกดังเครื่องเขียนและร้านหนังสือกระจกเงาที่เปิดรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนสภาพดีและส่งต่อให้คนที่ต้องการ โดยเข้ามาเลือกได้เองที่โกดัง สมบัติเปรียบโครงการนี้ว่าเหมือนการเข้าร้านขายอุปกรณ์การเรียน

หรือการบริจาคในรูปแบบ ‘แต้มสะสมคะแนน’ จากการใช้บริการในร้านสะดวกซื้อ โดยที่มูลนิธิกระจกเงาประกาศเบอร์โทรศัพท์ให้คนที่ต้องการช่วยสะสมแต้มคะแนน เพื่อให้มูลนิธินำแต้มเหล่านี้ไปแลกซื้อสิ่งของต่อได้อีกทอดหนึ่ง สมบัติบอกว่า วิธีการแบบนี้ทำให้ผู้บริจาคและผู้รับไม่รู้สึกอึดอัดใจ ทั้งยังทำให้การบริจาคเป็นเรื่องเข้าถึงง่ายกว่าเดิม

  1. สร้างอาชีพผ่านของบริจาค

อย่างที่ว่าไป การบริจาคคือการจับคู่ความต้องการกับคน มูลนิธิกระจกเงายกระดับขั้นตอนนี้ขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากของบริจาคหลายชิ้นอยู่ในสภาพกึ่งชำรุด ทรุดโทรมจากการใช้งาน หรือต้องคัดแยกก่อน แทนที่จะปล่อยผ่านหรือส่งมอบไปทั้งสภาพนั้น พวกเขาเลือกสร้างโครงการจ้างวานข้า และให้ช่างที่เป็นคนสูงวัย คนไร้บ้าน กลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงผู้ป่วยจิตเวชบางส่วน มาทำหน้าที่ในกระบวนการซ่อมแซม คัดแยก ประกอบชิ้นส่วนสิ่งของตามความถนัดหรือตามที่แต่ละบุคคลทำได้ 

นี่ไม่ใช่การจ้างงานเพื่อการกุศล แต่เป็นการจ้างงานเพราะความสามารถ เป็นวิธีคืนความหวังและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้พวกเขาทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้

  1. Upcycle ต่อยอดของบริจาคไม่ให้เหลือทิ้ง

ของบริจาคทุกชิ้นที่มูลนิธิกระจกเงารับมาจะได้รับการซ่อมแซมจนใช้งานได้ แต่ถ้าชิ้นไหนซ่อมไม่ได้จริง ๆ จะเปลี่ยนไปใช้วิธีแยกส่วน นำวัสดุมาแปรสภาพสิ่งของ หรือที่เรียกว่า Upcycle แทน เพื่อไม่ให้ต้องมีทรัพยากรที่สูญเปล่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสูทที่สมบัติสวมขึ้นเวทีในวันนี้ ก็เป็นผลงานฝีมือของการ Upcycle เช่นกัน

ที่ต้องทำทั้งหมดนี้ เพราะสมบัติและมูลนิธิกระจกเงาเชื่อในพลังของการมีส่วนร่วม เช่นเดียวกับประโยคปิดที่เขาว่าไว้บนเวที Sustrends 2026 

 “การบริจาคคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในส่วนที่แต่ละคนทำได้ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องทรัพย์สินหรือสิ่งของ แต่ ‘เวลา’ ของทุกคน ก็มีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง”

Jobs and Growth

ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย

ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ขีดความสามารถการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกสู้กลุ่มประเทศรายได้สูงยาก ผนวกกับสัดส่วนแรงงานภาคเกษตรกรรม ความเป็นเมือง ไปจนถึงสัดส่วนภาคบริการก็สูงเกินไปจนดึงศักยภาพแรงงงานได้ยากเช่นกัน

เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า นอกจาก ‘ปริมาณงาน’ และ ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจ’ มีอีกหนึ่งปัจจัยที่สังคมมองข้าม นั่นคือ ‘ผลิตภาพ (Productivity)’ ซึ่งเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมแนะนำช่องทางว่า การจะก้าวไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจขีดจำกัดของประเทศ และหาวิธีแข่งขันในสนามที่ไม่เสียเปรียบ

  1. Four Transitions for Higher Productivity

การที่ประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวไปเป็นประเทศพัฒนาแล้วและรายได้สูง ขวัญพัฒน์อธิบายว่า เกิดจากการเปลี่ยนผ่าน 4 มิติหลัก 

1.1 ลดสัดส่วนแรงงานภาคเกษตรกรรม ผันไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า 

ปัจจุบันไทยมีแรงกลุ่มนี้อยู่ราว 30% แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่หากเทียบกับกลุ่มชาติรายได้สูงอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีเพียง 10% หรือมหาอำนาจอย่างจีนมีราว 20% ในขณะที่สัดส่วนแรงงานเกษตรกลุ่มประเทศยุโรปนั้นยิ่งต่ำลงไปอีก ยิ่งสะท้อนความต่างของภาคแรงงานในไทยได้ชัดเจน

1.2 การขยายสัดส่วนความเป็นเมือง 

เพราะเป็นแหล่งรวมงานที่มีผลิตภาพสูง ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนความเป็นเมืองของไทยยังไม่มาก (ประมาณ 52%) ส่วนมากเป็นเมืองโตเดี่ยวอย่างกรุงเทพฯ ทำให้งานรายได้สูงแทบทั้งหมดกระจุกตัวในเมือง 

1.3 เปลี่ยนผ่านจากงานทักษะต่ำสู่กลุ่มทักษะสูง 

แม้ไทยจะมีสัดส่วนแรงงานภาคบริการประมาณ 52% ซึ่งไม่ถือว่าน้อย แต่ส่วนมากเป็นงานบริการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ อีกทั้งบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากเลือกทำงานแถบภูมิลำเนา หลายครั้งจึงได้งานที่ไม่ตรงกับทักษะและศักยภาพที่ควรจะเป็น

1.4 ขยายขนาดธุรกิจและผู้ประกอบการ 

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจส่วนมากในไทยเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนงานในบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า ทำให้เกิดความต่างเรื่องทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิจัย ผลักดัน ทำให้สร้างมูลค่าไล่ตามบริษัทของประเทศพัฒนาแล้วได้ยาก 

ซึ่งการที่ไทยจะพัฒนาทั้ง 4 มิติจนเข้าใกล้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วนั้น ต้องใช้เวลาในหลักทศวรรษ ยังไม่นับความล่าช้าเพราะวิกฤตการณ์ในประเทศมาแทรกอีกด้วย

2. Fifth Transition : AI

ปัจจุบัน กลุ่มเศรษฐกิจโลกกำลังตื่นตัวเพราะมีช่องทางพัฒนามิติที่ 5 เกิดขึ้นมา คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจเป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

สาเหตุเพราะ AI เป็นนวัตกรรมใหม่ ภาคเศรษฐกิจทุกชาติยังอยู่ระหว่างปรับตัว แม้แต่กลุ่มประเทศรายได้สูงที่มีศักยภาพก็ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มากนัก หากไทยใช้โอกาสนี้นำปัญญาประดิษฐ์มามีส่วนร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม อาจเป็นจุดเปลี่ยนในการแข่งขันบนตลาดแรงงานโลกได้จริง

3. Augmentation : Human Amplified

แม้จะฟังดูเป็นโอกาสดี แต่ขวัญพัฒน์เตือนสติเราด้วยคำถามสำคัญว่า “สิ่งที่ประเทศไทยควรพิจารณาคือจะนำ AI มาเสริมพลังของประชาชนและเพิ่มผลิตผลของธุรกิจ โดยไม่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจและแรงงานเดิมได้อย่างไร”

คำตอบที่เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกเสนอไม่ใช่การนำ AI มาทดแทนแรงงานอย่างที่ตลาดในประเทศกังวล แต่ควรใช้เพื่อเสริมศักยภาพให้แรงงาน กล่าวคือใช้ AI พัฒนาจุดด้อยที่มีอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเสริมประสิทธิภาพเศรษฐกิจ ทำให้ผลิตภาพที่ได้จากธุรกิจและแรงงานซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องดึงแรงงานออกจากภาคเกษตรกรรม ไม่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการขยายขนาดธุรกิจ และไม่ต้องเร่งรีบขยายความเป็นเมืองเกินจำเป็น ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติได้

Spirituality is the Medicine to Cure the World

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ในห้วงเวลาที่ประชากรเกือบ 20% หรือ 13 ล้านคน ต้องเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจและโรคจิตเวช นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยกระดับการดูแลจิตใจของประชาชนด้วย ‘สุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Wellbeing)’ จะเป็นหนทางการดูแลใจที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงจากข้างใน

  1. Psychic Debris

มนุษย์แต่ละคนมีความมั่นคงทางอารมณ์ไม่เท่ากัน ทำให้การรับมือกับความเครียดบางคนอาจทำได้ดีกว่า แต่บางคนก็ทำไม่ได้เลย จนกลายเป็นการด่ำดิ่งไปกับปัญหา

นพ.พงศ์เทพ มองว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการที่มนุษย์พยายามแสวงหา ‘ความมั่นคง’ ให้ตัวเองอยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างปัจจัย 4 ความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไปจนถึงการได้ยอมรับจากสังคม เมื่อชีวิตสั่นคลอน ขาดความมั่นคง จิตใจก็สั่นคลอนตามไปด้วย นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรืออัตวินิบาตกรรม

“ความรู้สึกหงุดหงิดแต่ละครั้ง ไม่ได้เกิดจากจิตสำนึก แต่เกิดจากจิตใต้สำนึก ใจทุกคนพยายามสร้างขยะอยู่ตลอด แต่บางคนมีระบบบำบัดของเสียที่ดี ในขณะที่บางคนสะสมไว้มากจนสุดท้ายจิตใจรับไม่ไหว การสร้างภูมิต้านทานทางจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

  1. Spiritual Health, Inner Healing

วิธีสร้างสุขภาวะทางปัญญาต้องเริ่มต้นจากการฉีดวัคซีนให้จิตใจตั้งแต่วัยเด็ก สร้างความมั่นคงจากภายใน ทำให้ทุกคนตระหนักว่าชีวิตไม่ต้องสมบูรณ์แบบ เราต่างบกพร่องและแหว่งวิ่นได้ ขณะเดียวกันก็รับรู้ว่าตัวตนที่ไม่สมบูรณ์แบบนั้นมีคุณค่า ทั้งต่อคนรอบตัว ต่อสังคม และต่อโลก

“คนที่เติบโตโดยมีวัคซีนดังกล่าว จะไม่ให้ค่ากับการถูกโจมตีจากคนอื่น เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีคุณค่าเพียงพอ” เมื่อเกิดความมั่นคงจากข้างใน ก็มองหาความมั่นคงภายนอกลดลง ไม่ต้องแสวงหาการยอมรับตลอดเวลา พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

3. Spiritual Sustainability

หลังจากตัวตนและจิตใจมั่นคง บุคคลนั้นก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนทางปัญญาให้กับโลก ผ่านการช่วยเหลือ ร่วมสร้างสังคมที่ดี มั่นคง และเยียวยาใจกับคนอื่น ๆ โดยไม่ต้องรอรับความช่วยเหลืออยู่ฝ่ายเดียว

“การมองออกจากตัวตน จากภายใน ไปช่วยคนอื่นและช่วยโลกนั้นคือยาใจที่ดีที่สุด”

Future of Sustainable Health Care

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในทัศนคติของ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ มองว่าระบบสาธารณสุขไทยกำลังอยู่กลาง Perfect Storm หรือวิกฤตรอบด้าน ประชาชนเผชิญความไม่แน่นอนในการดูแลสุขภาพ เริ่มมีคนหนุ่มสาวเสียชีวิตจากโรคร้าย อัตราการใช้จ่ายไปกับบริการสุขภาพก็สูงขึ้นจากเดิม 11% ในขณะที่ GDP ประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 2%

จะทำอย่างไร เราถึงจะร่วมกันข้ามผ่านพายุนี้ไปได้ เขายก 3 แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหา

  1. Self Care

การดูแลสุขภาพหรือรักษาโรคเป็นการทำงานร่วมกันของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน แต่ ณ วันนี้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า การดูแลสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอ จึงต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้ด้วยการเริ่มจากทำให้ประชาชนได้รู้แนวทางดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เช่น วิธีออกกำลังกาย ดูแลโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีการที่ลงทุนน้อยแต่ประสิทธิภาพดี ไม่ต้องรอให้เกิดโรค ทำให้ป่วยน้อยลง เพราะการรักษาโดยแพทย์จะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมในการดูแลตัวเองด้วย

“สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังข่าวปลอมตามช่องทางออนไลน์ เช่น TikTok เพราะข้อมูลปลอมจะจูงใจเราด้วยการให้ทำสิ่งที่คิดว่าง่าย แต่ได้ผลลัพธ์ดี ซึ่งเป็นอันตราย ทั้งยังไม่สร้างประโยชน์ให้กระบวนการดูแลตนเอง”

  1. Personalised Value-based Care

ในขณะที่ฝั่งประชาชนดูแลตัวเอง บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องพัฒนาส่วนของตัวเองเช่นกัน ควรนำวิธีรักษาแบบ Personalised Value-based Care มาใช้ คือเน้นการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่ข้อมูลแบบเหมารวม และจะทำให้ได้ใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลอย่างคุ้มค่า สอดรับความต้องการผู้ป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษากับแต่ละคน

สิ่งสำคัญที่หมอฉันชายเน้นย้ำ คือประชาชนไม่ควรเสียเงินกับการรักษาที่ลงทุนมากแต่คุณค่าที่ได้ยังไม่ชัดเจน และคลุมเครือ เช่น เวชศาสตร์ชะลอวัยบางประเภทที่เป็นกระแสในช่วงนี้

“หากผู้ป่วยสนใจในกระบวนการที่คลุมเครือนี้ สุดท้ายกระแสจะแพร่จากโรงพยาบาลเอกชนมาสู่โรงพยาบาลของรัฐ ผู้ป่วยร้องขอบริการซึ่งไม่จำเป็น ทำให้ไม่เกิดความยั่งยืน ดังนั้น จึงควรเน้นใช้จ่ายกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นสำคัญ”

  1. AI Integrated Healthcare

คนให้ความร่วมมือ ผู้รักษาก็ทำหน้าที่สุดกำลัง แต่หลายครั้งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญภาระหนักเกินความจำเป็น โดยหลายส่วนเป็นงานซ้ำซ้อนจนตัดกำลังการดูแลผู้ป่วย การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีส่วนช่วย

AI คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ว่า หากเป็นเมื่อ 2 ปีก่อนอาจไม่มีใครเชื่อใจ แต่ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์พัฒนาต่อเนื่องแม้จะไม่ถึงกับทดแทนหมอ แต่ก็ช่วยงานได้ ทั้งคัดกรองการอ่านค่า-ผลสแกนต่าง ๆ เบื้องต้น แล้วให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจสอบซ้ำ ช่วยลดภาระซ้ำซ้อน ให้บุคลากรทางการแพทย์ทำแต่งานที่มีคุณค่า ใกล้ชิดผู้ป่วยมากกว่าเดิม

Responsible and Impactful Volunteering

หัทยา วงษ์แสงไพบูลย์ Technical Lead, Volunteering for Development, VSO International

ปี 2022 มีประชากรทั่วโลกที่ออกไปทำงานอาสาอย่างน้อย 1 ครั้ง สูงถึง 860 ล้านคน คิดเป็นกลุ่มประชากรใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก แสดงถึงพลังของคนตัวเล็กที่รวมกันจนเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง

ในโอกาสที่ Sustrends 2026 ว่าด้วยเรื่องงานอาสา อีกทั้งองค์การสหประชาชาติยังกำหนดให้ปี 2026 เป็นปีจิตอาสานานาชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หัทยา วงษ์แสงไพบูลย์ จึงพาไปดูว่าทิศทางงานอาสาที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปเป็นอย่างไรกันแน่

  1. Valuing Volunteering

อาสาสมัครเป็นงานที่ไม่ได้ค่าตอบแทน ผู้เข้าร่วมเพียงต้องการช่วยเหลือและส่งต่อความเปลี่ยนแปลง หลายครั้งคุณค่าที่ได้รับคือความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอาสาสมัครกับชุมชน โดยมีความต้องการช่วยเหลือเป็นแรงบันดาลใจ 

กระนั้นงานเล็ก ๆ นี้กลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีหลายปัญหารอการแก้ไข เพราะเป็นดั่งสะพานเชื่อมชุมชนเข้ากับหน่วยงานของรัฐ ให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างราบรื่น

“มีการประเมินคร่าว ๆ ว่า พลังของอาสาสมัครคิดเป็น GDP ราว 2.4% ของโลก หรือเป็นเงินมูลค่า 560 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น อย่าคิดว่าเราเป็นเพียงอาสาสมัครที่ทำงานจุดเล็ก ๆ ในสังคม แต่เมื่อพลังของอาสาสมัครมารวมกัน นั้นยิ่งใหญ่มาก”

  1. The International Year for Volunteers for Sustainable Development

งานอาสาแทบจะไร้พลังถ้าไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไป ปี 2026 ซึ่งเป็นปีอาสาสมัครสากลแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน (The International Year of Volunteers for Sustainable Development) จึงเป็นโอกาสดีที่จะสร้างความตระหนักรู้เรื่องงานอาสาสมัครมากกว่าเดิม 

เพราะหลายครั้งข้อมูลเบื้องลึกที่ภาครัฐต้องการใช้หาได้จากเหล่าอาสาสมัครซึ่งใกล้ชิดกับต้นตอของปัญหามากกว่าเจ้าหน้าที่ เราจึงยิ่งควรสนับสนุนให้เกิดการร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เอกชน สังคม และประชาชน 

  1. ศูนย์อาสาสมัครแห่งชาติ

สำหรับผู้สนใจงานอาสาในประเทศไทย ศูนย์อาสาสมัครแห่งชาติก็เป็นช่องทางเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะทำงานอาสาเองแล้ว ศูนย์อาสาฯ ยังผลักดันเชิงนโยบายโครงสร้าง ให้อาสาสมัครเป็นนโยบายของชาติ ต้องมีระบบและมาตรการจัดการ และยังมีองค์กรต้นแบบที่สื่อสารกับภาคประชาชนอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของงานอาสาของประเทศ ให้เกิดการยอมรับและสนับสนุนการทำงาน ในฐานะบทบาทที่มีคุณค่า มีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้จริง 

ดั่งวาทะอมตะของ Margaret Mead นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันที่หัทยาหยิบมาใช้แทนประโยคปิด อย่าได้สงสัยพลังของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มุ่งมั่น หวังจะเปลี่ยนโลก เพราะความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโลกล้วนเกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กนี้ทั้งสิ้น 

นอกจาก 45 เทรนด์ความยั่งยืนบนเวทีแล้ว ด้านล่างเวที Sustrends 2026 ยังมีบูทจากองค์กรต่าง ๆ ที่มารับสมัครอาสา ซึ่งมีให้เลือกแทบทุกแนวตามความสนใจ หากใครพลาดงานนี้ เราขอนำเสนอตัวอย่างบางส่วนที่คุณนำไปค้นข้อมูลต่อได้  

หากใครชอบคุยกับผู้คน ขอแนะนำอาสาข้างเตียงของเครือข่ายพุทธิกา อาสาเยี่ยมผู้ป่วยมะเร็งของ I SEE U Contemplative Care อาสาเพื่อนรับฟังของธนาคารจิตอาสา

หากใครเป็นสายเดินป่า เราขอชวนรู้จักโครงการอาสาเดินป่าศึกษาธรรมชาติรุ่นทดลองของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งจะพาไปเดินที่ป่าอมก๋อย หรือหากใครเป็นสายดำน้ำก็มีอาสาปาปารัสซีฉลามเสือดาวเพื่องานวิจัย StAR Project Thailand โดย WildAid Thailand

หากใครชอบเที่ยว คุณควรมาเป็นอาสาสำรวจเมืองกับ we!park หรือส่งข้อมูลสถานที่ที่เป็นมิตรต่อผู้พิการในโครงการ ‘เมืองใจดี’ ของ MAYDAY! 

หากใครรักเด็ก ขอชวนให้สมัครเป็นครูอาสาของ Saturday School หรืออาสาพาเล่นของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก หรืออาสาสอนว่ายน้ำให้เด็กหูหนวกของ ครูพายุ-ณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม

หากใครชอบงานเย็บปักถักร้อยก็มีอาสาเย็บผ้าอนามัยจากผ้าฝ้ายที่ซักได้ขององค์กร “I” Learning Center เพื่อส่งไปให้ผู้หญิงที่ขาดแคลน

หากใครสายกีฬา มีกิจกรรมของ Allympic ที่ชวนทั้งคนพิการและไม่พิการมาเล่นกีฬาด้วยกันทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน หรือหากน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาอยากเริ่มต้นทำโครงการใหม่ขึ้นมาเอง ทุน Sustrends 2026 in Action ในปีนี้ก็เปิดรับสมัครจนถึง 19 กันยายน พ.ศ. 2568 

มาช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้นไปด้วยกันนะ 

Writers

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

สิรภพ พรอำนวยผล

นักอ่านมือสมัครเล่น ทาสแมวมืออาชีพ โตขึ้นอยากเป็นบรรณาธิการ พร้อมความฝันว่าสักวันจะเปิดร้านหนังสือที่เชียงใหม่

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน