ตามประสาคนที่ชอบซอฟต์พาวเวอร์จากอังกฤษ รักหมีแพดดิงตันสุดหัวใจ และฟัง Spice Girls เป็นประจำ วันนี้เราจึงใจเต้นตึกตักเป็นพิเศษ เมื่อได้โดดมาหลังเวทีงาน ‘170th Anniversary of Thai-UK Relations’ คอนเสิร์ตฉลองความสัมพันธ์ 170 ปีของไทยและสหราชอาณาจักร
ถึงวันนี้จะไม่มีหมีแพดดิงตันหรือเพลงของวง Spice Girls (แหงล่ะสิ) แต่การได้เห็นนักดนตรีเครื่องสายมืออาชีพกำลังซุ่มซ้อมอย่างเข้มข้นก็ชวนเคลิบเคลิ้มไม่เบา ยิ่งได้เห็นคนอังกฤษเล่นเพลงคลาสสิกของไทย และคนไทยไปร่วมเล่นเพลงจากฝั่งอังกฤษด้วยกันก็ยิ่งแปลกหู ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสอดประสานกันที่ลงตัว ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่อยู่มา 170 ปี
ความน่าตื่นตายังไม่หมดเท่านั้น เพราะบนเวทียังมีการฉายวิชวลประกอบในธีมดอกไม้ ที่ รศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ อาจารย์และสถาปนิกผู้รักดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ หยิบเอาแรงบันดาลใจจากดอกไม้พื้นถิ่นของทั้ง 2 ประเทศมาสร้างเป็น Visual Projection Mapping สวยสะกด เผลอแป๊บเดียวก็หมดเซสชันฟังดนตรี
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นด้วยแนวคิดแบบไหน และคอนเสิร์ตครั้งนี้เล่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศได้อย่างไร ให้ เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บริติช เคานซิล ประเทศไทย ผู้เป็นแม่งานคอนเสิร์ตครั้งนี้เล่าให้ฟัง



ความสัมพันธ์ 170 ปี
เพราะรู้มาตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าปีนี้เป็นปีที่ 170 ที่ไทยและสหราชอาณาจักรจับมือเป็นเพื่อนกัน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และบริติช เคานซิล จึงตั้งใจจะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์นี้มาตั้งแต่ต้นปี ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ 2 หน่วยงานจับมือร่วมกันทำ
นอกจาก บริติช เคานซิล จะเชี่ยวชาญเรื่องการสอนภาษาอังกฤษ พวกเขายังทำงานฝั่งศิลปวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วย อย่างในโอกาสนี้ บริติช เคานซิล กำลังจะมีโปรเจกต์พันธมิตรด้านดนตรีระหว่างจังหวัดศรีสะเกษและเมืองสร้างสรรค์ในอังกฤษ พาบุคลากรที่รักเสียงเพลงจาก 2 ฝั่งโลกมาเจอกัน พวกเขายังมีการจัดกิจกรรมพิเศษอย่างประกวดโลโก้เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 170 ปีไทย-สหราชอาณาจักร และการเปิดตัว ‘The Icon’ กลุ่มคนที่เป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ ของไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับสหราชอาณาจักร
แน่นอนว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพิเศษเช่นกัน
ความสัมพันธ์ผ่านเสียงเพลง
ผ้าลายสกอต-ผ้าขาวม้า หมูเด้ง-หมีแพดดินตัน หรือฟิชแอนด์ชิปส์-ต้มยำกุ้ง
ลิสต์ที่พูดมาคือซอฟต์พาวเวอร์ของไทยและสหราชอาณาจักรที่เรานึกออกไว ๆ และน่าจะแมตช์กันได้ดี
ทั้ง ๆ ที่มีซอฟต์พาวเวอร์มากมายขนาดนี้ ทำไมต้องคอนเสิร์ต – เราสงสัย
“ดนตรีมันเข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด” ดร.พัชรวีร์ ตอบพร้อมรอยยิ้ม “จริง ๆ แล้วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน เราฟังเพลงและมีความเข้าใจในดนตรีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การใช้ดนตรีเป็นสื่อก็ดูเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเราไม่ต้องตีความ ฟังแล้วเข้าใจได้เลย”
ไอเดียแรกเริ่มของคอนเสิร์ตนี้คือจัดคอนเสิร์ตระดับ VVIP ที่บ้านท่านทูต และรองรับแขกเพียง 30 คนเท่านั้น แต่สถานทูตและ บริติช เคานซิล เห็นว่ากิจกรรมครั้งนี้น่าจะเข้าถึงคนได้มากกว่านั้น
สุดท้ายก็ออกมาเป็นคอนเสิร์ต String Quartet เล่นเครื่องสาย 4 ชิ้น โดยนักดนตรี 4 ท่าน จัดในหอประชุมของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา อีกหนึ่งพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ความสัมพันธ์ของนักดนตรี
เพราะเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของ 2 ชาติ แน่นอนว่านักดนตรีก็ต้องมาจากทั้งไทยและอังกฤษ
Andrej Power หัวหน้าวง London Symphony Orchestra นั่งตำแหน่งไวโอลิน ร่วมด้วยเสียงวิโอลาจาก Rhys Watkins นักดนตรีชาวเวลส์ที่เคยทำสกอร์ให้ภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง Rowena Calvert นักเชลโลชาวอังกฤษที่ร่วมแสดงกับศิลปินชื่อดัง ส่วนฝั่งไทยมี กสิณา อังศวานนท์ นักไวโอลินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมาร่วมวงด้วย
นักดนตรีว่าหลากหลายแล้ว เพลงก็ต้องมีความหลากหลายและพิเศษเช่นกัน ทั้ง 4 คนร่วมแสดงกันทั้งหมด 5 เพลง มีตั้งแต่เพลงที่เราคุ้นเคยจากฝั่งไทยอย่าง เขมรไทรโยค ซึ่งมีการเรียบเรียงขึ้นใหม่ Dissonance เพลงคลาสสิกของ Mozart ไปจนถึง Salut d’Amour จากนักประพันธ์เพลงชื่อดังของอังกฤษอย่าง Edward Elgar

ความสัมพันธ์ที่แบ่งบาน
แต่ไม่ใช่สักจะมาบรรเลงเครื่องสายด้วยกันเท่านั้น ชุดเพลงทั้งหมดยังถักทอประสานเข้าไว้ด้วยกัน และตีความใหม่ผ่านภาพ Visual Projection Mapping ที่ฉายไปพร้อมกัน
บทบรรเลงแห่งดอกไม้ (Floral Scores) คือชื่อของวิชวลชุดนี้ ซึ่งถูกถอดความดนตรีผ่านภาษาของดอกไม้โดย ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและใครต่อใครรู้จักกันในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังตลาดดอกไม้กรุงเทพฯ ที่ปากคลองตลาด และ Visual Projection Mapping ดอกไม้แสนตระการตาในงาน Bangkok Design Week โดยได้ ผศ.ดร.อโณทัย นิติพน อธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา มาช่วยเป็นภัณฑารักษ์ ปรับวิชวลให้เข้ากับจังหวะและเนื้อหาของดนตรี
ในโปรเจกต์นี้ อาจารย์สุพิชชาใช้ดอกไม้เป็นสื่อกลางทางอารมณ์และวัฒนธรรม โดยหยิบเอาดอกไม้ไทยและสหราชอาณาจักรมาช่วยเล่าเรื่อง เธอตีความจังหวะและความรู้สึกของดนตรีผ่านการเคลื่อนไหวและแบ่งบานของดอกไม้แต่ละชนิด

เริ่มต้นด้วยเพลง เขมรไทรโยค ซึ่งประพันธ์โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในระหว่างการเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 ไปยังน้ำตกไทรโยค งานภาพจึงเป็นบรรยากาศป่าที่เขียวชอุ่มและเงียบสงบ ดึงให้คนดูได้ปรับความรู้สึกจากโลกที่วุ่นวายภายนอกเข้าสู่ความสงบ ก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ภาพของดอกไม้ไทยอย่างดอกมะลิ ดอกดาวเรือง ดอกบัว และปิดท้ายด้วยดอกกุหลาบทิวดอร์ของสหราชอาณาจักรที่สะท้อนการเดินทางทางดนตรีข้ามวัฒนธรรม


เพลงต่อมาคือ Dissonance ของ Mozart สื่อถึงการไม่ลงรอยกัน อาจารย์สุพิชชาตีความออกมาเป็นภาพของดอกไม้บาน ทั้งดอกป๊อปปี้ ดอกไพโอนี ดอกแดฟโฟดิลล์ ดอกบลูเบลล์ ดอกลิลลีออฟเดอะวัลเลย์ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้จากฝั่งสหราชอาณาจักร ท่ามกลางพื้นหลังที่มีทั้งสีธรรมชาติและสี RGB สื่อถึงความขัดแย้งกัน
เพลงที่ 3 คือ Salut d’Amour ซึ่งเป็นเพลงรักหวานฉ่ำ วิชวลจึงเป็นผีเสื้อ 2 ตัวที่บินมาบรรจบกันที่ดอกบัตเตอร์คัป สื่อถึงการคลี่คลายและความรักบริสุทธิ์ ปิดท้ายด้วยเพลง Trad. Scottish ที่ไม่เล่นวิชวลดอกไม้แล้ว ทว่าหยิบลายผ้าทาร์ทันของสกอตแลนด์มาฉายประกอบ
ความสัมพันธ์ของผู้คน
“ถ้าถามว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเล่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศอย่างไร คำตอบคือเล่าผ่านคนแหละ” พัชรวีร์บอก
“นอกจากนักดนตรี เรามีความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าจากอังกฤษ 2 ท่าน นั่นคืออาจารย์สุพิชชาและอาจารย์อโณทัย นิติพน อธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ทั้งคู่ยังได้รับรางวัล Study UK Alumni Awards ด้าน Culture and Creativity จาก บริติช เคานซิล ประเทศไทย มีผลงานที่ได้รับทุนจาก บริติช เคานซิล หลายครั้ง เราเลยอยากให้ทั้งคู่มาเป็นคนเล่าเรื่อง”
นี่จึงไม่ใช่การเล่าเรื่องความสัมพันธ์โต้ง ๆ เหมือนดูหนัง แต่คือการตีความผ่านเพลงและโมชันดอกไม้ ซึ่งสร้างสรรค์โดยผู้คนที่มีความเชื่อมโยงกับสหราชอาณาจักร
“บริติช เคานซิล เน้นการทำงานระหว่างผู้คน เน้นความเชื่อมโยงของคน ถ้าให้จัดคอนเสิร์ตที่นักดนตรีมานั่งเล่น เล่นจบกลับบ้าน อันนี้อาจจะไม่ถูก มันจึงเป็นที่มาที่เราอยากเชิญอาจารย์สุพิชชาและอาจารย์อโณทัยมาทำงานด้วยกัน มันคือการตีโจทย์ให้การเล่าเรื่องความสัมพันธ์นี้สมบูรณ์ขึ้น
“เราคิดว่าอย่างน้อยที่สุด คนที่มาจะได้เห็นภาพการชมดนตรีที่แตกต่างออกไป และเห็นว่าความเป็นไปได้ของศิลปะเป็นอะไรได้บ้าง ไม่ได้จำกัดแค่การฟังดนตรี นอกจากนี้ เรายังไม่ได้จำกัดคนที่มาอยู่แค่วงการเดียว หลายคนอาจจะไม่ได้คุ้นชินกับงานศิลปะแบบนี้ ซึ่งน่าจะเปิดโอกาสและมุมมองของเขาให้เข้าใจลึกซึ้งว่าศิลปะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนได้ยังไง
“การได้เข้าถึงศิลปะทำให้เราเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นเยอะขึ้น เพราะศิลปะไม่มีรูปแบบตายตัว เป็นการแสดงออกที่ไม่มีผิดถูก เพราะฉะนั้น เมื่อเราเปิดใจให้กับศิลปะหลากหลายรูปแบบ จะทำให้เราได้เปิดใจกว้างขึ้นกับสิ่งต่าง ๆ” พัชรวีร์ระบายยิ้ม

